ว่าด้วย อานิสงส์ถวายรองเท้า

สังขชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๔. สังขชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๔๔๒)

ว่าด้วยสังขพราหมณ์

             (อุปัฏฐากกล่าวกับสังขพราหมณ์ว่า)

             [๓๙] ท่านสังขพราหมณ์ ท่านเป็นพหูสูต ธรรมก็ได้ฟังมาแล้ว สมณพราหมณ์ท่านก็ได้พบมาแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านมาแสดงอาการพร่ำเพ้อในขณะอันไม่สมควรเลย คนอื่นนอกจากข้าพเจ้าจะมีใครเป็นที่ปรึกษาของท่านเล่า

             (สังขพราหมณ์กล่าวว่า)

             [๔๐] เทพธิดาผู้มีใบหน้างาม รูปงาม สวมใส่เครื่องประดับทองคำ เชิญถาดอาหารทองคำ มีศรัทธาและยินดีบอกเราว่า ขอเชิญท่านบริโภคอาหารเถิด เราตอบปฏิเสธเทพธิดาตนนั้น

             (อุปัฏฐากกล่าวว่า)

             [๔๑] ท่านพราหมณ์ คนพบเห็นเทพผู้ควรบูชาเช่นนี้ เมื่อหวังความสุข ก็ควรจะไต่ถาม ท่านจงลุกขึ้นประนมมือถามเทพผู้นั้นตรงๆ ว่า ท่านเป็นเทพธิดาหรือหญิงมนุษย์กันหนอ

             (สังขพราหมณ์ถามเทพธิดาว่า)

             [๔๒] เพราะท่านมองดูข้าพเจ้าด้วยเมตตา และยังบอกเชิญข้าพเจ้าว่าบริโภคภัตตาหารเถิด แม่นางผู้มีอานุภาพมาก เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า ท่านเป็นเทพธิดาหรือหญิงมนุษย์กันหนอ

             (เทพธิดาตอบว่า)

             [๔๓] ท่านสังขพราหมณ์ ข้าพเจ้าเป็นเทพธิดา มีอานุภาพ มาท่ามกลางสมุทรวารนี้ มีความเอ็นดู จะมีจิตประทุษร้ายก็หาไม่ ข้าพเจ้ามาที่นี้ก็เพื่อประโยชน์แก่ท่านนั่นเอง

             [๔๔] ท่านสังขพราหมณ์ ในมหาสมุทรนี้ มีข้าว น้ำ ที่นอน ที่นั่ง และยานนานาชนิด ข้าพเจ้าจะมอบให้ท่านทุกอย่างตามที่ใจของท่านปรารถนา

             (สังขพราหมณ์กล่าวว่า)

             [๔๕] ข้าพเจ้าได้บูชาและบวงสรวงมาแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง แม่เทพธิดาผู้มีเรือนร่างงดงาม มีสะโพกผึ่งผาย มีคิ้วงาม เอวบางร่างน้อย ท่านเป็นใหญ่แห่งบุญกรรมทุกอย่างของข้าพเจ้า นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไรของข้าพเจ้าเล่า

             (เทพธิดาตอบว่า)

             [๔๖] ท่านสังขพราหมณ์ ท่านให้ภิกษุรูปหนึ่งผู้เดินกระโหย่งเท้า กระหาย ลำบาก ในหนทางที่ร้อนสวมรองเท้าถวาย ทักษิณานั้นให้สมบัติที่น่าปรารถนาแก่ท่านในวันนี้

             (สังขพราหมณ์กล่าวว่า)

             [๔๗] ขอจงเนรมิตเรือที่ทำด้วยไม้กระดาน ไม่รั่ว ใช้ใบตะไคร่น้ำเป็นใบเรือ เพราะในกลางทะเลนี้ไม่ใช่ภาคพื้นแห่งยานอื่น ช่วยส่งข้าพเจ้าให้ถึงเมืองโมฬินีในวันนี้เถิด

             (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า)

             [๔๘] เทพธิดานั้นปลื้มใจ ยินดีปรีดา ได้เนรมิตเรืออันงดงาม ณ ที่นั้น พาสังขพราหมณ์ พร้อมทั้งอุปัฏฐากชายนำไปส่งถึงเมืองอันน่ารื่นรมย์

สังขชาดกที่ ๔ จบ

------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

สังขชาดก

ว่าด้วย อานิสงส์ถวายรองเท้า

               พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการถวายบริขารทั้งปวง จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
               ได้ยินว่า ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสกคนหนึ่งฟังธรรมเทศนาของพระตถาคตแล้ว มีจิตเลื่อมใสในพระศาสดา จึงเข้าไปนิมนต์เพื่อฉันในวันรุ่งขึ้น แล้วให้ทำมณฑปใกล้ประตูเรือนของตน ประดับตกแต่งเป็นอย่างดี วันรุ่งขึ้นให้คนไปกราบทูลภัตกาลต่อพระตถาคต พระศาสดามีภิกษุ ๕๐๐ เป็นบริวาร เสด็จไป ณ ที่นั้น ประทับนั่งบนบวรพุทธาอาสน์ที่อุบาสกปูลาดไว้ อุบาสกพร้อมด้วยบุตรภรรยาและบริวารชน ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ได้นิมนต์ฉันถวายมหาทานอย่างนี้ต่อไปถึง ๗ วัน ในวันที่ ๗ ได้ถวายเครื่องบริขารทุกอย่าง.
               แลเมื่อจะถวายนั้นได้จัดทำรองเท้าถวายเป็นพิเศษคือคู่ที่ถวายแด่พระทศพล ราคาพันหนึ่ง ที่ถวายพระอัครสาวกทั้งสอง ราคาคู่ละ ๕๐๐ ที่ถวายพระภิกษุ ๕๐๐ นอกนั้นราคาคู่ละร้อย.
               อุบาสกนั้นครั้นถวายเครื่องบริขารทุกอย่าง ดังนี้แล้วได้ไปนั่งอยู่ในสำนักพระผู้มีพระภาคกับบริษัทของตน.
               ครั้งนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงอนุโมทนาด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะแก่อุบาสกนั้น ได้ตรัสว่า นี่แน่ะอุบาสก การถวายเครื่องบริขารทุกอย่างของท่าน โอฬารยิ่ง ท่านจงชื่นชมเถิด
               ครั้งก่อนเมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เกิดขึ้น ชนทั้งหลายถวายรองเท้าคู่หนึ่งแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า เรือไปแตกในมหาสมุทรซึ่งหาที่พึ่งมิได้ เขายังได้ที่พึ่งด้วยผลานิสงส์ที่ถวายรองเท้า ก็ตัวท่านได้ถวายเครื่องบริขารทุกอย่างแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ผลแห่งการถวายรองเท้าของท่านนั้น ทำไมจักไม่เป็นที่พึ่งเล่า ดังนี้ แล้วอุบาสกนั้นทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว
               จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล พระนครพาราณสีนี้มีนามว่าโมลินี พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในกรุงโมลินี มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อสังขะ เป็นผู้มั่งคั่ง มีโภคทรัพย์มาก มีเครื่องที่ทำให้ปลื้มใจ เช่นทรัพย์ข้าวเปลือกและเงินทองมากมาย ให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือประตูเมือง ๔ ประตู ที่กลางเมืองและที่ประตูเรือน สละทรัพย์วันละ ๖ แสนให้ทานเป็นการใหญ่แก่คนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้นทุกวัน
               วันหนึ่ง เขาคิดว่า เมื่อทรัพย์ในเรือนสิ้นแล้ว เราจักไม่อาจให้ทานได้ เมื่อทรัพย์ยังไม่สิ้นไปนี้ เราจักลงเรือไปสุวรรณภูมิ นำทรัพย์มา คิดดังนี้แล้ว จึงให้ต่อเรือบรรทุกสินค้าจนเต็ม แล้วเรียกบุตรภรรยามาสั่งว่า พวกท่านจงให้ทานของเราเป็นไปโดยไม่ขาดจนกว่าเราจะกลับมา แล้วก็แวดล้อมไปด้วยทาสและกรรมกร กั้นร่มสวมรองเท้า เดินตรงไปยังบ้านท่าเรือจอดในเวลาเที่ยง.
               ในขณะนั้นที่ภูเขาคันธมาทน์ มีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งพิจารณาดูก็ได้เห็นพราหมณ์นั้นกำลังจะเดินทางเพื่อนำทรัพย์มา จึงพิจารณาดูว่า มหาบุรุษจักไปหาทรัพย์ จักมีอันตรายในสมุทรหรือไม่หนอ ก็ทราบว่าจักมีอันตราย จึงคิดว่ามหาบุรุษนั้นเห็นเราแล้วจักถวายร่มและรองเท้าแก่เรา เมื่อเรือแตกกลางสมุทร เขาจักได้ที่พึ่งด้วยอานิสงส์ที่ถวายรองเท้า เราจักอนุเคราะห์แก่เขา แล้วก็เหาะมาลง ณ ที่ใกล้สังขพราหมณ์ เดินเหยียบทรายร้อนเช่นกับถ่านเพลิง เพราะลมแรงแดดกล้า ตรงมายังสังขพราหมณ์.
               สังขพราหมณ์พอเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเท่านั้น ก็ยินดีว่า บุญเขตของเรามาถึงแล้ว วันนี้เราควรจะหว่านพืช คือทานลงในบุญเขตนี้ จึงรีบเข้าไปนมัสการพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพื่ออนุเคราะห์ข้าพเจ้า ขอท่านได้ลงจากทางสักหน่อย แล้วเข้าไปที่โคนต้นไม้นี้ พอพระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าไปโคนต้นไม้ ก็พูนทรายขึ้นแล้วเอาผ้าห่มปูลาด นมัสการพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วล้างเท้าด้วยน้ำที่อบและกรองใสสะอาด ทาเท้าด้วยน้ำมันหอม ถอดรองเท้าที่ตนสวมออกเช็ด ทาด้วยน้ำมันหอม แล้วสวมเท้าพระปัจเจกพุทธเจ้า ถวายร่มและรองเท้าด้วยวาจาว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงสวมรองเท้ากั้นร่มไปเถิด.
               พระปัจเจกพุทธเจ้าเพื่อจะอนุเคราะห์สังขพราหมณ์จึงรับร่มและรองเท้า และเพื่อจะให้ความเลื่อมใสเจริญยิ่งขึ้น จึงเหาะไปภูเขาคันธมาทน์ให้สังขพราหมณ์แลเห็น.
               สังขพราหมณ์โพธิสัตว์ได้เห็นดังนั้นแล้ว ก็มีจิตเลื่อมใสยิ่งขึ้น เดินไปสู่ท่าลงเรือ
               เมื่อสังขพราหมณ์กำลังเดินทางอยู่กลางมหาสมุทร พอถึงวันที่ ๗ เรือได้ทะลุ น้ำไหลเข้า ไม่มีใครสามารถจะวิดน้ำให้หมดได้. มหาชนกลัวต่อมรณภัย ต่างก็พากันนมัสการเทวดาที่นับถือของตนๆ ร้องกันเซ็งแซ่.
               พระมหาสัตว์กับอุปัฏฐากคือคนใช้คนหนึ่ง ทาสรีระด้วยน้ำมัน เคี้ยวจุรณน้ำตาลกรวดกับเนยใสพอแก่ความต้องการแล้ว ให้อุปัฏฐากกินบ้าง แล้วขึ้นบนยอดเสากระโดงกับอุปัฏฐาก กำหนดทิศว่า เมืองของเราอยู่ข้างทิศนี้ เมื่อจะเปลื้องตนจากอันตรายจากปลาและเต่า จึงโดดล่วงไปสิ้นที่ประมาณอุสภะหนึ่ง พร้อมกับอุปัฏฐากนั้น.
               มหาชนพากันพินาศสิ้น ส่วนพระมหาสัตว์กับอุปัฏฐากพยายามว่ายข้ามมหาสมุทรไปได้ ๗ วัน วันนั้นเป็นวันอุโบสถ พระโพธิสัตว์ได้บ้วนปากด้วยน้ำเค็มแล้ว รักษาอุโบสถ.
               ครั้งนั้น นางเทพธิดาชื่อมณิเมขลา ท้าวโลกบาลทั้ง ๔ ตั้งไว้ให้พิทักษ์รักษาสมุทร ด้วยคำสั่งว่า ถ้าเรือมาแตกลง มนุษย์ที่ถือไตรสรณคมน์ก็ดี มีศีลสมบูรณ์ก็ดี ปฏิบัติชอบในมารดาบิดาก็ดี มาตกทุกข์ในสมุทรนี้ ท่านพึงพิทักษ์รักษาเขาไว้.
               นางประมาทด้วยความเป็นใหญ่ของตนเสีย ๗ วัน พอถึงวันที่ ๗ นางตรวจดูสมุทรได้เห็นสังขพราหมณ์ประกอบด้วยศีลและอาจาระ เกิดสังเวชจิตคิดว่า พราหมณ์นี้ตกทะเลมาได้ ๗ วันแล้ว ถ้าพราหมณ์จักตายลง เราคงได้รับครหาเป็นอันมาก แล้วนางได้จัดถาดทองใบหนึ่งให้เต็มไปด้วยทิพยโภชนะอันมีรสเลิศต่างๆ เหาะไป ณ ที่นั้นโดยเร็ว ยืนอยู่บนอากาศตรงหน้าสังขพราหมณ์ กล่าวว่า ข้าแต่พราหมณ์ ท่านอดอาหารมา ๗ วันแล้ว จงบริโภคโภชนะทิพย์นี้เถิด.
               สังขพราหมณ์แลดูนางเทพธิดา แล้วกล่าวว่า จงนำภัตของท่านหลีกไปเถิด เรารักษาอุโบสถ. ลำดับนั้น อุปัฏฐากอยู่ข้างหลังไม่เห็นเทวดาได้ฟังแต่เสียง จึงคิดว่า พราหมณ์นี้เป็นสุขุมาลชาติโดยปกติ มาถูกอดอาหารลำบากเข้า ๗ วัน ชะรอยจะบ่นเพ้อเพราะกลัวตาย เราจักปลอบโยนเขา คิดดังนี้แล้ว
               จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
               ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ท่านก็เป็นพหูสูต ได้ฟังธรรมมาแล้ว ทั้งสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ท่านก็ได้เห็นมา เหตุไรท่านจึงแสดงคำพร่ำเพ้อในขณะอันไม่สมควร คนอื่นนอกจากข้าพเจ้า ใครเล่าที่จะมาเจรจากับท่านได้?
               สังขพราหมณ์ได้ฟังคำของอุปัฏฐากแล้ว จึงคิดว่า ชะรอยเทวดานั้นจะไม่ปรากฏแก่เขา จึงกล่าวว่า แน่ะสหาย เรามิได้กลัวมรณภัย ผู้อื่นที่มาเจรจากับเรามีอยู่
               แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
               นางฟ้าหน้างาม รูปสวยเลิศ ประดับด้วยเครื่องประดับทอง ยกถาดทองเต็มด้วยอาหารทิพย์ มาร้องเชิญให้เราบริโภค นางเป็นผู้มีศรัทธาและปลื้มจิต เราตอบกะนางว่า ไม่บริโภค.
               ลำดับนั้น อุปัฏฐากได้กล่าวคาถาที่ ๓ แก่สังขพราหมณ์นั้นว่า :-
               ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ วิสัยบุรุษผู้ยังปรารถนาความสุข ได้พบเห็นเทวดาเช่นนี้แล้ว ควรจะถามดูให้รู้แน่ ขอท่านจงลุกขึ้นประนมมือถามเทวดานั้นว่า นางเป็นเทวดาหรือมนุษย์.
               พระโพธิสัตว์คิดว่า อุปัฏฐากพูดถูก เมื่อจะถามนางเทพธิดานั้น ได้กล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
               เพราะเหตุที่ท่านมาแลดูข้าพเจ้าด้วยสายตาอันแสดงความรัก ร้องเชิญให้ข้าพเจ้าบริโภคอาหาร ดูก่อนนางผู้มีอานุภาพใหญ่ ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า ท่านเป็นเทวดาหรือมนุษย์?
               ลำดับนั้น นางเทพธิดาได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
               ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ข้าพเจ้าเป็นเทวดาผู้มีอานุภาพมาก มาในกลางน้ำสาครนี้ ก็เพราะเป็นผู้มีความเอ็นดู จะได้มีจิตประทุษร้ายก็หาไม่ ข้าพเจ้ามาในที่นี้ ก็เพื่อประโยชน์แก่ท่านนั่นเอง.
               ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ในสมุทรนี้มีข้าว น้ำ ที่นอน ที่นั่ง และยานพาหนะมากอย่าง ใจของท่านปรารถนาสิ่งใด ข้าพเจ้าจะให้สิ่งนั้นสำเร็จแก่ท่านทุกอย่าง.
               พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้ว คิดว่า เทวดานี้กล่าวว่าจะให้อย่างนั้นอย่างนี้แก่เราในท้องน้ำ เธอปรารถนาจะให้ด้วยบุญกรรมที่เราทำไว้ หรือจะให้ด้วยพลานุภาพของตน เราจักถามดูก่อน
               เมื่อจะถาม ได้กล่าวคาถาที่ ๗ ว่า :-
               ข้าแต่เทพธิดาผู้มีร่างงาม มีตะโพกผึ่งผาย มีคิ้วงาม ผู้เอวบางร่างน้อย ทานซึ่งเป็นส่วนบูชา และการเซ่นสรวงของข้าพเจ้า อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมีอยู่ ท่านเป็นผู้สามารถรู้วิบากแห่งกรรมของข้าพเจ้าทุกอย่าง การที่ข้าพเจ้าได้ที่พึ่งในสมุทรนี้ เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร?
               นางเทพธิดาได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงคิดว่า พราหมณ์นี้ชะรอยจะถามด้วยสำคัญว่าเรารู้กุศลกรรมที่เขาทำไว้ บัดนี้ เราจักกล่าวทานของเขา.
               เมื่อจะกล่าว ได้กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :-
               ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ท่านได้ถวายรองเท้ากะพระภิกษุรูปหนึ่งผู้เดินกระโหย่งเท้า สะดุ้งลำบากอยู่ในหนทางอันร้อน ทักษิณานั้นอำนวยผลสิ่งน่าปรารถนาแก่ท่านในวันนี้.
               พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้ว มีจิตยินดีว่า การถวายรองเท้าที่เราได้ถวายแล้ว มาให้ผลที่น่าปรารถนาแก่เราทุกอย่างในมหาสมุทรอันหาที่พึ่งมิได้ แม้เห็นปานนี้ โอ! การที่เราถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นการถวายที่ดีแล้ว.
               จึงกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :-
               ขอจงมีเรือที่ต่อด้วยแผ่นกระดาน น้ำไม่รั่ว มีใบสำหรับพาเรือให้แล่นไป เพราะในสมุทรนี้ พื้นที่ที่จะใช้ยานพาหนะอย่างอื่นมิได้มี ขอท่านได้ส่งข้าพเจ้าให้ถึงเมืองโมลินี ในวันนี้เถิด.
               พึงทราบความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่า
               ดูก่อนนางเทพธิดา เมื่อเป็นเช่นนั้น ขอท่านจงเนรมิตเรือลำหนึ่งแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด แต่ขอจงเนรมิตเรือเล็กๆ ลำหนึ่ง ประมาณเท่าเรือโกลน อนึ่ง เรือที่ท่านจักเนรมิตขอให้เป็นเรือที่ต่อด้วยแผ่นกระดานหลายๆ แผ่นที่ตรึงดีแล้ว ที่ชื่อว่าน้ำไม่รั่ว เพราะไม่มีช่องที่จะให้น้ำไหลเข้าไปได้ ประกอบด้วยใบที่จะพาแล่นไปได้อย่างสะดวก เพราะในสมุทรนี้ พื้นที่ที่จะใช้ยานพาหนะอื่น เว้นเรือทิพย์มิได้มี ขอท่านได้ส่งข้าพเจ้าให้ถึงเมืองโมลินีด้วยเรือลำนั้น ในวันนี้เถิด.
               นางเทพธิดาได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว มีจิตยินดี เนรมิตเรือขึ้นลำหนึ่งซึ่งแล้วไปด้วยแก้ว ๗ ประการ เรือลำนั้นยาว ๘ อุสภะ กว้าง ๔ อุสภะ ลึก ๒๐ วา มีเสากระโดง ๓ เสาแล้วไปด้วยแก้วอินทนิล มีสายระโยงระยางแล้วไปด้วยทอง มีรอกกว้านแล้วไปด้วยเงิน มีหางเสือแล้วไปด้วยทอง เทวดาเอารัตนะ ๗ ประการมาบรรทุกเต็มเรือ แล้วอุ้มพราหมณ์ขึ้นบนเรือที่ประดับแล้ว แต่มิได้เหลียวแลบุรุษอุปัฏฐากของพระโพธิสัตว์เลย
               พราหมณ์ได้ให้ส่วนบุญที่ตนได้กระทำไว้แก่อุปัฏฐาก อุปัฏฐากก็รับอนุโมทนา ทันใดนั้น เทวดาก็อุ้มอุปัฏฐากนั้นขึ้นเรือด้วย. ลำดับนั้น เทวดาก็นำเรือไปสู่โมลินีนคร ขนทรัพย์ขึ้นเรือนพราหมณ์ แล้วจึงไปยังที่อยู่ของตน.
               พระศาสดาผู้ตรัสรู้แล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้เป็นที่สุดว่า :-
               นางเทพธิดานั้นมีจิตชื่นชมโสมนัสปราโมทย์ เนรมิตเรืออันงามวิจิตร แล้วพาสังขพราหมณ์กับบุรุษคนใช้มาส่งถึงเมือง อันเป็นที่สำราญรื่นรมย์.
               แม้พราหมณ์ก็ครอบครองคฤหาสน์ อันมีทรัพย์นับประมาณมิได้ ให้ทานรักษาศีลจนตลอดชีวิต ครั้นสิ้นชีวิตแล้ว พร้อมด้วยบริษัทได้ไปเกิดในเทพนคร.
               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจจะ อุบาสกดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.
               พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า
                         นางเทพธิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็น นางอุบลวัณณาเถรี ในบัดนี้
                         บุรุษอุปัฏฐากในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระอานนท์ ในบัดนี้
                         ส่วนสังขพราหมณ์ ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.


               จบ อรรถกถาสังขพราหมณชาดกที่ ๔               
               -----------------------------------------------------