กว่าศีลจะครบ(1)
ปี พ.ศ.2553 อายุ 48 ปี ตอนนั้นเวลานั้น ยังไม่เข้าใจคำว่า ทุกข์ แม้กระทั่งความสุขเองก็ตาม
รู้แต่เพียงว่า..รักสุขเกลียดทุกข์
เมื่อไม่เข้าใจทุกข์..ก็พยายามวิ่งหนีมัน..เพื่อจะได้สุข
วันคืนที่ล่วงเลยผ่านไป...นานทีเดียว
ถึงเริ่มเข้าใจทุกข์ เข้าใจกรรมและวิบากของกรรม
ต่อให้เราวิ่งหนีอย่างไร..ก็หนึไม่พ้น
คนเรานั้น_มีกรรมเป็นแดนเกิด
มีกรรม..เป็นเผ่าพันธุ์
ทำสิ่งใดไว้..ดีหรือไม่มีย่อมได้รับผลเสมอ
ไม่ใช่แค่ชาตินี้ชาติเดียว
แต่มันสะสมมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติแล้ว..นับไม่ถ้วน
เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม_กรรมก็ทำงานทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดี ก็ชดใช้เขาไป..คืนเขาไป ชาตินี้เราไม่ได้ทำเขา ชาติก่อนเราเคยทำเขา ก็คืนเขาไปชดใช้หนี้เขาไป..จะได้สิ้นกรรมต่อกัน
การมองโลกก็เข้าใจในระดับหนึ่ง การปลอบประโลมใจของเราก็เพียงว่า..สิ่งที่เกิดขึ้น ดีที่สุดเหมาะที่สุดแล้ว ไม่เสียใจ เสียดายกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ตอนนั้นยังไม่ได้คิดถึงศีล
ไม่ใช่ไม่รู้...แต่ยังไม่เห็นความสำคัญของศีลต่างหาก
.
คำพระที่ท่านพูดไว้ มันคงก้องอยู่ในใจ..ในวันที่หันหลังให้กับชีวิตข้าราชการ "อะไรที่มันเกิดขึ้นกับเรา_มันเหมาะสมที่สุดแล้วไม่ต้องร้องขอถึงเวลามันจะเกิดเอง"
.
หลังจากเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดไม่นาน.. ก็มีเหตุให้ทำงานใหญ่ ซึ่งชีวิตทั้งชีวิตไม่เคยคิดไม่เคยคาดหวังว่าจะต้องทำ ...(คิดทบทวนอยู่นานมาก..ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเรา)...มีต่อ(2)
#กรรม #วิบากกรรม #ทุกข์ #ศีล

คุณแสง สบายดีไหมครับ ;)…