สกสว. และคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัด การสัมมนาวิชาการ Thailand Education Forum ครั้งที่ ๒ “๑๐ โจทย์ใหญ่ ก้าวต่อไปการศึกษาไทยไร้รอยต่อ” วันเสาร์ที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๗ เวลา ๐๘.๓๐ – ๑๖.๐๐ น.ณ ห้องพระพรหม ชั้น ๓ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ   

อ่านกำหนดการของการประชุมแล้ว ผมตีความว่า รศ. ดร. อนุชาติ พวงสำลี ออกแบบการประชุมเพื่อสร้างการ “เสียเสถียร” (disequilibrium) ในกลุ่มผู้เข้าร่วมประชุม   เพื่อกระตุ้นให้เกิดการร่วมกันหา จุดสมดุล(equilibrium) ใหม่ ของระบบการศึกษาไทย   

เช้ามืดวันที่ ๑๒ ที่บ้าน  ผมวางแผนไปร่วมให้ความเห็นเรื่อง “๑๐ โจทย์ใหญ่ ก้าวต่อไปการศึกษาไร้รอยต่อ” ในช่วง ๑๓.๐๐ - ๑๔.๐๐ น. ที่มีผู้ให้ความเห็น ๑๐ คน  ว่าโจทย์ใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ในรายการ ๑๐ โจทย์ที่เสนอ    

โจทย์ใหญ่ที่สุดของผมคือ การแก้ความหลงผิดของการศึกษาไทย ที่ยังคงจัดการเรียนรู้แบบถ่ายทอดความรู้ ให้ผู้เรียนจดและจำ นำไปตอบข้อสอบ   ที่เรียกว่าการเรียนรุ้แบบรับถ่ายทอด (passive learning)    เพื่อสนอง standardized testing    ที่ประเทศที่คุณภาพการศึกษาสูงเขาหลุดจากบ่วงนี้ไปแล้ว    แต่ไทยยังหมกมุ่นอยู่

ประเทศที่ระบบการศึกษาคุณภาพสูงเขาจัดการเรียนรู้เชิงรุก (active learning)   คือหนุนให้นักเรียนนักศึกษาสร้างความรู้หรือสมรรถนะครบด้านใส่ตัว ที่เรียกว่า holistic learning หรือ integrated learning   

จุดอ่อนของการศึกษาแบบบอกสอน หรือถ่ายทอดความรู้คือ (๑) เรียนรู้เฉพาะด้านความรู้ (knowledge)  และทักษะ (skills)  ไม่ได้เรียนรู้ด้าน ค่านิยม (values)  และเจตคติ (attitude)   ส่งผลให้นักเรียน  (๒) ไม่ได้พัฒนา คุณลักษณะ (characters) เช่นความซื่อสัตย์ ความเห็นแก่ส่วนรวม ความริเริ่มสร้างสรรค์ ความมีวิจารณญาณ เป็นต้น ที่อาจเรียกว่า soft skills  (๓) นักเรียนไม่ได้พัฒนาตัวตน  จนไปถึงความมั่นคงทางคุณธรรม ตามหลัก Chickering’s Seven Vectors of Identity Development   ส่งผลให้  (๔) ไม่ได้พัฒนา ความเป็นผู้ริเริ่มกระทำการ (agency)   ที่จะเป็นลมส่งให้เติบโตเป็นพลเมืองผู้ริเริ่มกระทำการ (agentic citizen)   เราจึงเห็นสภาพที่ประเทศไทยในปัจจุบัน เต็มไปด้วยพลเมืองผู้เฉี่อยชา (passive citizen)

ข้างบนนั้น เขียนก่อนการประชุม   

ตอนประชุมสนุกมาก    โดยเฉพาะช่วงเสวนา เส้นทางการเรียนรู้ของฉัน (เวลา ๙.๓๐ - ๑๐.๓๐ น.) โดยสามหนุ่มคือ นายกฤตเมธ สายแสน (นักศึกษามหาวิทยาลัยนัยหลืบที่ตั้งเอง เรียนเอง และเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างบ้านดิน) อายุ ๒๒ ปี ที่เมื่อเรียนจบ ม. ๖ ตัดสินใจเรียนรู้ด้วยตนเอง, นายวชิรวิทย์ พรมสุวรรณ์ อายุ ๑๗ ปี นักเรียนโรงเรียนสีชมพูศึกษา  จังหวัดขอนแก่น,  และ นายนนทวัฒน์ โตมา อายุ ๑๙ ปี  Freeform School  โครงการคลองเตยดีจัง    

เรื่องราวของ กฤตเมธ ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นเรื่องราวของเด็กที่มีความเป็นตัวของตัวเอง รู้จักตัวตนของตนเอง และกล้าไม่เลือกเส้นทางการศึกษาในรูปแบบหลังจบ ม. ๖   และเวลานี้อายุ ๒๒ ปีเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ศิลปิน และนักการศึกษา (นอกแบบ) 

เรื่องราวของวชิรวิทย์ เป็นเรื่องราวของการค้นพบตัวเอง ค้นพบวิธีเรียน  จากโทรศัพท์มือถือ จาก AI   และจากครูสอญอ   ฟังวชิรวิทย์ให้ความเห็นต่อเรื่องราวที่คุยกันทั้งตอนเช้าและบ่ายแล้วเห็นชัดเจนว่า เธอมีความคิดเกินอายุ ๑๗ ไปมาก    เธอบอกว่าเธอหาจุดพอดีและจุดเชื่อมระหว่างการเรียนในและนอกระบบการศึกษา   ที่ผมตีความว่าเธอค้นพบการเรียนรู้จากประสบการณ์ด้วยตนเอง   

นนทวัฒน์ น่าจะมาจากครอบครัวที่ยากลำบากที่สุดในสามคน   เรื่องเล่าของเขาสะท้อนปัญหาของระบบการศึกษา ปัญหาที่ตัวครูแสดงตัวอย่างไม่ดีให้เด็กเห็น    

การประชุมวันนี้ มุ่งเสนอ การศึกษาไทยไร้รอยต่อ   เส้นทางการเรียนรู้ของสามหนุ่มเป็นตัวอย่างคนที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง จากชีวิตที่การศึกษาในรูปแบบไม่ค่อยจะสนองความต้องการ    ต้องแสวงหาการศึกษาในรูปแบบที่เหมาะต่อบริบทของตนเอง   ที่เน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง   

เวลา ๑๐.๓๐ - ๑๒.๐๐ น. เป็นช่วงวิชาการ ว่าด้วยระบบการศึกษาไทย โดยวิทยากร ๔ ท่าน   ที่ผมสรุปจากการฟังว่า  มีประเด็นชวนคิดต่างเรื่องวิธีจัดระบบการศึกษาไทยหลายประเด็นมาก  ที่ช่วยให้ผมฉุกคิดมากที่สุดมาจากนักรัฐศาสตร์    ว่าการใช้อำนาจรัฐในเรื่องนโยบายสาธารณะด้านการศึกษาน่าจะควบคุมเท่าที่จำเป็นเท่านั้น    เน้นที่ regulatory guidelines  ไม่ใช่ลงรายละเอียดยิบ   เปิดช่องให้ภาคประชาชนดำเนินการ โดยภาครัฐเน้นสนับสนุนมากกว่าควบคุม   ที่ผมตั้งคำถามว่า เวลานี้ภาครัฐทำหน้าที่ให้บริการด้านการศึกษาเอง  และควบคุมเอง คล้ายเป็น CoI   ที่ระบบสุขภาพแก้ไขไปแล้วกว่า ๒๐ ปี    โดยแยก สปสช. ออกมาทำหน้าที่ซื้อบริการ  ช่วยให้ระบบสุขภาพมีการใช้ทรัพยากรสนองความต้องการของประชานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นมาก 

ประเด็นหลักๆ ของการปฏิรูปหรือเปลี่ยนขาดระบบการศึกษาไทย คือการกระจายอำนาจ  การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้   การใช้จิตวิทยาเชิงบวก   และการจัดการเรียนรู้จากประสบการณ์   ที่จริงต้องเอาจริงเอาจังเรื่องพัฒนาครูด้วย แต่ในที่ประชุมพูดกันน้อย 

ท่านรัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการมากล่าวเปิด และนั่งฟังอยู่ครึ่งวัน    และกรุณากล่าวต่อที่ประชุมก่อนจบช่วงเช้าตามคำเชิญที่ผมยุให้ อ. อนุชาติเชิญ    ช่วยให้ผมมั่นใจมากขึ้น ว่าที่ผมตั้งความหวังเปลี่ยนขาดระบบการศึกษาจากกลยุทธ bottom-up น่าจะถูกต้องแล้ว     เพราะโจทย์ใหญ่ที่ต้องทำแบบ top-down เรื่อง พรบ. การศึกษา   และหลักสูตรฐานสมรรถนะ ยากที่จะผ่านด่านผลประโยชน์    ตรงกับที่ธนาคารโลกบอกไว้ใน World Development Report 2018  

ตอนบ่าย พูดกันเรื่อง ๑๐ โจทย์ใหญ่ในอนาคต ที่ทีมงานจัดกลุ่มตามระดับความใกล้ชิดกับผู้เรียนเป็น ๓ กลุ่ม คือ

ระดับ ๑ รอบตัวเด็ก (micro system)

  1.  เด็กไทยแตกต่างกันมาก และเรารู้จักน้อย
  2. ครอบครัวไทยต้องการอะไร ในเรื่องสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก
  3. วิธีเรียนรู้ที่ผู้เรียนต้องการอย่างหลากหลาย
  4. คุณลักษณะของครูในอนาคต

ระดับ ๒ ระบบและความสัมพันธ์ (meso system)

  1.  ระบบนิเวศการเรียนรู้ในโรงเรียน
  2. ระบบการเรียนรู้นอกโรงเรียน
  3. การสนับสนุนจากหน่วยงาน องค์กร ภาคสังคม

ระดับ ๓  กระบวนทัศน์และนโยบาย (macro system)

  1.  โลกดิจิทัล
  2. กระบวนการนโยบายสาธารณะด้านการศึกษา
  3. กระบวนทัศน์ที่หลากหลาย

     

การอภิปรายเข้มข้นมาก    เชื่อมโยงหลักการกับสภาพจริงที่มีความแตกต่างหลากหลายมากกว่าที่คิด    ผมชอบที่วชิรวิทย์เสนอว่า ต้องหนุนให้เด็กค้นพบตนเอง   และชอบที่ตัวแทนจากกลุ่มรักษ์เขาชะเมาเสนอการศึกษาที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน 

เวลาล่วงเลย เมื่อเขาเชิญให้ผมให้ความเห็นผมจึงใช้เวลาเพียงสั้นๆ เสนอว่า ต้องเปลี่ยนความเชื่อเรื่องการเรียนรู้ ว่าไม่ได้เกิดจากการรับถ่ายทอด   จึงต้องเลิกการบอกสอนให้จำ    เพราะจะไม่ทำให้รู้จริง และไม่เกิดความริเริ่มสร้างสรรค์ ไม่เกิดการคิดอย่างมีวิจารณญาณและ soft skills อื่นๆ  ต้องเปลี่ยนมาจัดการเรียนแบบ เรียนรู้เชิงรุก (active learning) ให้นักเรียนปฏิบัติ แล้วสะท้อนคิด   ครูทำหน้าที่ตั้งคำถามชวนนักเรียนสะท้อนคิด         

ผมไม่มีเวลาขยายความ  จึงขอขยายความ ในบันทึกนี้ว่า   การจัดการเรียนรู้เชิงรุกควรเน้นให้นักเรียนปฏิบัติในชีวิตจริง    ยิ่งหากในชุมชนมีการรวมตัวกันอย่างกลุ่มรักษ์เขาชะเมา ครูและโรงเรียนก็มีคู่ร่วมมือคิดว่ากิจกรรมที่นักเรียนทำแล้วเกิดประโยชน์ต่อชุมชนด้วย นักเรียนได้เรียนรู้ครบด้านด้วย มีอะไรบ้าง   รวมทั้งมีปราชญ์ชาวบ้านท่านใดบ้างที่จะช่วยหนุนนักเรียนในกิจกรรมที่นักเรียนทำ   

ในยุคนี้ การเรียนรู้ของนักเรียนควรออกไปเรียนในสภาพจริง นอกโรงเรียนประมาณครึ่งหนึ่งของเวลา   โดยส่วนหนึ่งของกิจกรรมควรมีประโยชน์ต่อชุมชน   ในลักษณะที่นักเรียนทำกิจกรรมรับใช้สังคมไปด้วย (social service learning)    เพื่อให้โอกาสนักเรียนได้บ่มเพาะจิตสาธารณะ  และบ่มเพาะจริตความเป็นผู้ริเริ่มกระทำการ (agency) ใส่ตัว

เห็นได้ชัดว่า โครงการก่อการครู ได้สร้างครูผู้ริเริ่มกระทำการ (agentic teachers) ที่ส่งต่อคุณสมบัตินี้ให้แก่นักเรียน ได้อย่างมีคุณค่ายิ่ง 

ชวนผมสะท้อนคิดว่า หน่วยงานภาคปฏิบัติด้านการศึกษาที่ต้องการแสดงบทบาทสร้างการเปลี่ยนโฉม (transform) การศึกษาไทย    ต้องมี ชาลาปฏิบัติการ (operating platform) แบบที่ รศ. ดร. อนุชาติ ออกแบบคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   คือมีทั้งการจัดการศึกษาแบบเป็นทางการ   และจัดกิจกรรมเรียนรู้ของนักปฏิรูป (หรือปฏิวัติ หรือเปลี่ยนโฉม) ที่มีอยู่แล้วในสังคมเสมอ   เพื่อเป็นชาลาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของนักเปลี่ยนโฉมการเรียนรู้   

ชาลาปฏิบัติการแนว “สองขา” นี้ มีอยู่แพร่หลายในระบบสุขภาพหรือระบบสาธารณสุข  ตามประสบการณ์ตรงของผมในช่วงชีวิตการทำงานกว่าครึ่งศตวรรษ    ส่งผลให้ระบบสุขภาพไทยมีการเรียนรู้และปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ก้าวหน้าจนได้รับการยกย่องว่าเป็นระบบสุขภาพที่ดีที่สุดในโลก อันดับที่ ๕ โดยนิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์   

การปฏิรูป หรือเปลี่ยนโฉม เป็นกระบวนการค่อยเป็นค่อยไป   จากหลากหลาย “ตัวกระทำ” มาบรรจบกัน    มากกว่ากระบวนการเปลี่ยนฉับพลัน โดยอำนาจยิ่งใหญ่ ที่เรามักเชื่อกัน 

วันนี้ (๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๗) ผมเกิด “วาบความคิด” หรือ “ปิ๊งแว้บ”    เห็นชาลาปฏิบัติการแบบ “สองขา” ในระบบการศึกษา  ที่ผู้นำองค์กรระดับคณะ เป็นผู้คิดออกแบบ    ขอแสดงคารวะและชื่นชมผู้คิดชาลาปฏิบัติการ รศ. ดร. อนุชาติ พวงสำลี    แนวทางนี้จะมีคุณูปการต่อวงการศึกษาไทยในระยะยาวเป็นอย่างยิ่ง   

เป็นการค้นพบ “โจทย์ใหญ่” ที่ ๑๑  และ ๑๒    จากการสะท้อนคิดตีความของผม ที่ไม่ทราบว่าตีความถูกหรือผิด     โดยขอสารภาพว่า ในช่วง ๑ วันของการประชุม ผมรู้สึก “เสียเสถียร” หลายครั้ง 

โจทย์ใหญ่ที่ ๑๒ คือ การมีกลไกส่งเสริม “ขาที่ไม่เป็นทางการ”   ที่ในการประชุมเมื่อวันที่ ๑๒ เราได้เห็นว่า สสส. ได้ทำหน้าที่มายาวนาน  กสศ. ก็กำลังแสดงบทบาท    และ สกสว. กำลังก้าวเข้ามา    โดยใช้เวที Thailand Education Forum เป็นกลไกหนึ่ง    

วิจารณ์ พานิช

๑๓ ต.ค. ๖๗  ปรับปรุงเพิ่มเติม ๑๔ ต.ค. ๖๗