กุกกุชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๗. สัตตกนิบาต
๑. กุกกุวรรค
หมวดว่าด้วยมาตราวัดศอก
๑. กุกกุชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๙๖)
ว่าด้วยมาตราวัดศอก
(พระราชาตรัสถามพระโพธิสัตว์ว่า)
[๑] ช่อฟ้าสูงศอกครึ่ง โดยรอบกว้างประมาณ ๘ คืบ ช่อฟ้านั้นทำด้วยแก่นไม้สีเสียด ไม่มีกระพี้ ตั้งอยู่บนอะไร จึงไม่ตกลงมาจากข้างบน
(พระโพธิสัตว์ทูลตอบว่า)
[๒] ช่อฟ้าที่จันทัน ๓๐ ตัว ซึ่งทำด้วยไม้แก่น ไม่ตรง วางเรียงรายไว้เสมอกัน ค้ำยันไว้ และติดแน่นอย่างแข็งแรง ตั้งอยู่เสมอกัน จึงไม่ตกลงมาจากข้างบน
[๓] แม้พระราชาผู้ทรงพระปรีชาก็เช่นกัน มีมิตรไมตรีที่สนิท เป็นคนสะอาดไม่แตกแยก สงเคราะห์ด้วยดี ย่อมไม่คลาดไปจากสิริเหมือนช่อฟ้าที่จันทันช่วยยึดไว้
[๔] คนมีมีด เมื่อไม่ปอกผลมะงั่วที่มีเปลือกแข็งออก ก็ย่อมทำให้มีรสขม เมื่อปอกเปลือกออกก็จะทำให้มีรสดีขึ้น ขอเดชะ แต่เมื่อปอกเปลือกบางออกก็จะทำให้รสไม่ดี ข้อนี้ฉันใด
[๕] แม้พระราชาผู้ทรงพระปรีชาก็ฉันนั้น ไม่ทรงบีบคั้นชาวบ้าน ทรงรวบรวมพระราชทรัพย์ ปฏิบัติพระราชภารกิจตามทำนองคลองธรรม ทรงทำแต่ความเจริญ ไม่ทรงเบียดเบียนผู้อื่น
[๖] บัวมีรากขาวเกิดแต่น้ำสะอาดในสระโบกขรณี เปลือกตม ฝุ่นละออง และน้ำ ย่อมไม่ติดดอกบัวที่บานเพราะดวงอาทิตย์ ฉันใด
[๗] พระราชาผู้มีความสะอาดในการวินิจฉัยคดี ไม่ทรงหุนหัน มีการงานบริสุทธิ์ ปราศจากบาปก็ฉันนั้นเหมือนกัน กรรมกิเลสย่อมไม่แปดเปื้อน เพราะพระราชาเช่นนั้นเปรียบเหมือนบัวที่เกิดแล้วในสระโบกขรณี
กุกกุชาดกที่ ๑ จบ
-------------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
กุกกุชาดก
ว่าด้วย ปฏิปทาของพระราชาผู้เป็นบัณฑิต
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระราโชวาท ตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
เรื่องปัจจุบันจักมีแจ้งใน เตสกุณชาดก.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์ผู้ถวายอรรถธรรมแด่พระองค์ พระราชาทรงดำรงอยู่ในการลุอำนาจอคติ ทรงครองราชย์โดยไม่เป็นธรรม รีดนาทาเร้นชนบทเก็บทรัพย์อย่างเดียว.
พระโพธิสัตว์ประสงค์จะถวายพระโอวาทพระราชา เดินพิจารณาหาอุบายข้อหนึ่งไป. อนึ่ง ในพระราชอุทยานมีพระตำหนักประทับผิดปกติ มุงหลังคายังไม่เสร็จ เพียงแต่ยกยอดโดมไม้ขึ้น แล้วเอาจันทันสอดพาดไว้. พระราชาเสด็จไปพระราชอุทยานเพื่อต้องการทรงกรีฑา เสด็จดำเนินไปทั่วทุกแห่งในพระราชอุทยานนั้น แล้วเสด็จเข้าพระตำหนักนั้น เมื่อทอดพระเนตรเห็นยอดโดม จึงเสด็จออกมาประทับยืนข้างนอก เพราะทรงกลัวจะตกลงเบื้องบนพระองค์ ทรงตรวจดูอีก ทรงดำริว่า ยอดโดมวางอยู่ได้เพราะอาศัยอะไรหนอ จันทันวางอยู่ได้เพราะอาศัยอะไร
เมื่อจะตรัสถามพระโพธิสัตว์ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ยอดโดมสูงศอกครึ่ง จันทันประมาณ ๘ คืบยันยอดโดมนั้นไว้ ยอดโดมนั้นทำด้วยไม้แก่นไม่มีกระพี้ ทรงตัวอยู่ได้อย่างไร จึงไม่ตกลงจากข้างบน.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังพระราชดำรัสนั้นแล้ว คิดว่า บัดนี้ เราได้อุบายเพื่อจะถวายพระโอวาทพระราชาแล้ว จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ถวายว่า :-
จันทัน ๓๐ ตัวทำด้วยไม้แก่น ไม่มีกระพี้เหล่าใดวางเรียงยันกันไว้ ยอดโดมที่จันทันเหล่านั้นยึดไว้ดีแล้ว และถูกกำลังบีบบังคับวางขนาบไว้ จึงไม่ตกไปจากข้างบนฉันใด.
แม้พระราชาผู้ทรงเป็นบัณฑิต ก็ฉันนั้น ที่เหล่าองคมนตรีผู้เป็นมิตรมั่นคง มีรูปแบบไม่แตกกัน มีความสะอาด ยึดเหนี่ยวกันไว้ดีแล้ว ก็ไม่ทรงพลาดไปจากสิริ เหมือนกับยอดโดมที่แบกภาระของจันทันไว้ฉะนั้น.
พระราชา เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวอยู่นั่นแหละ ทรงกำหนดดูพระราชกิริยาของพระองค์แล้ว จึงทรงทราบว่า เมื่อยอดโดมไม่มี จันทันทั้งหลายก็วางอยู่ไม่ได้. ยอดโดมที่จันทันไม่ยึดรั้งไว้ก็ตั้งอยู่ไม่ได้. เมื่อจันทันแยกกันยอดโดมก็หล่นฉันใด พระราชาผู้ไม่ทรงธรรมก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อไม่ทรงยึดเหนี่ยวใจมิตรอำมาตย์ กำลังพลของตนและพราหมณ์คหบดีทั้งหลายไว้ เมื่อคนเหล่านั้นแตกแยกกัน ไม่พากันยึดเหนี่ยวพระทัยพระองค์ไว้ก็จะเสื่อมจากอิสริยยศ ธรรมดาพระราชาควรจะเป็นผู้ทรงธรรม ดังนี้.
จึงในขณะนั้น คนทั้งหลายได้นำผลมะงั่วมาเพื่อต้องการเป็นบรรณาการ ทูลเกล้าถวายพระองค์. พระราชาจึงตรัสกะพระโพธิสัตว์ว่า สหายเอ๋ย เชิญรับประทานผลมะงั่วนี้เถิด. พระโพธิสัตว์รับเอาผลมะงั่วนั้นแล้ว เมื่อทูลแสดงอุบายรวบรวมทรัพย์ คือการเก็บภาษีถวายพระราชาด้วยอุปมานี้ว่า ข้าแต่มหาราช คนทั้งหลายไม่รู้การกินผลมะงั่วนี้จะทำให้มีแต่รสขม ส่วนผู้ฉลาดรู้รสเปรี้ยวนำแต่รสขมออกไป ไม่นำรสเปรี้ยวออก ไม่ให้รสมะงั่วเสีย ภายหลังจึงรับประทานดังนี้แล้ว
จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า :-
ผู้มีมีด แม้เมื่อไม่ปอกเปลือกผลมะงั่วที่มีเปลือกแข็งออกจะทำให้มีรสขม ข้าแต่พระราชา บุคคลเมื่อปอกเปลือกเป็น จะทำให้มีรสอร่อย เมื่อปอกแต่เปลือกบางๆ ออกก็คงทำให้รสไม่อร่อยฉันใด.
ฝ่ายพระราชาผู้ทรงพระปรีชา ก็ฉันนั้น ไม่ทรงเร่งรัดเก็บทรัพย์ที่ควรตำหนิ คือขูดรีดภาษี ควรทรงปฏิบัติคล้อยตามธรรมะ ทำความสุขสำราญแก่ราษฎร ไม่ทรงเบียดเบียนผู้อื่น.
ฝ่ายพระราชาผู้ทรงพระปรีชาพระองค์นั้นก็ฉันนั้น ไม่ทรงเร่งรัด คือไม่ลุอำนาจตัณหาที่ผลุนผลัน ทรงละการลุอำนาจอคติ ไม่ทรงเบียดเบียนราษฎร ทรงเก็บเงินภาษีโดยทำนองปลวกทั้งหลายพัฒนา คือก่อจอมปลวก และโดยทำนองผึ้งทั้งหลายที่เคล้าเอาเกษรมาทำน้ำผึ้ง เป็นผู้ทรงคล้อยตามธรรมะปฏิบัติอยู่โดยการคล้อยตามราชธรรม ๑๐ ประการเหล่านี้ คือ :-
ทาน ๑ ศีล ๑ การบริจาค ๑ ความซื่อตรง ๑
ความอ่อนโยน ๑ ความเคร่งครัด ๑ ความไม่โกรธ ๑
ความไม่เบียดเบียน ๑ ความอดทน ๑ ความไม่ผิด ๑.
ควรทรงทำความสำราญ คือความเจริญให้ตนเองและผู้อื่นไม่เบียดเบียนผู้อื่นเลย.
พระราชาทรงปรึกษากับพระโพธิสัตว์ไปพลาง เสด็จดำเนินไปพลางถึงฝั่งสระโบกขรณี ทอดพระเนตรเห็นดอกบัวที่บานงามอยู่ในสระนั้น แต่ไม่เปียกน้ำมีสีเหมือนแสงพระอาทิตย์อ่อนๆ จึงตรัสว่า สหาย ดอกบัวนี้เกิดในน้ำนั่นแหละ แต่อยู่ได้ไม่เปียกน้ำ.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ เมื่อทูลโอวาทพระราชานั้นว่า ถึงพระราชาก็ควรเป็นแบบนี้เหมือนกัน จึงได้ทูลคาถาว่า :-
ดอกบัวหลวงมีเง่าขาว ผุดขึ้นจากน้ำที่สะอาด เกิดในสระโบกขรณี บานเพราะพระอาทิตย์ มีแสงเหมือนแสงไฟ โคลนตมก็ไม่เปื้อน ผงธุลีก็ไม่เลอะ น้ำก็ไม่เปียกมันฉันใด.
พระราชาผู้เช่นนั้นก็ฉันนั้น กรรมกิเลสจะไม่เปรอะเปื้อนพระองค์ ผู้มีพระราชวินิจฉัยสะอาด ไม่ทรงผลุนผลัน มีพระราชกิจบริสุทธิ์ ทรงปราศจากกรรมที่เป็นบาป เหมือนดอกบัวที่เกิดในสระโบกขรณีทั้งหลายฉะนั้น.
เพราะเหตุไร? เพราะพระราชาผู้เช่นนั้นก็เหมือนดอกบัวที่เกิดแล้วในสระโบกขรณี. อธิบายว่า ข้าแต่มหาราช พระราชาผู้เช่นนั้นทรงเป็นผู้ชื่อว่าอันอะไร ไม่เปื้อนเปรอะแล้ว เหมือนดอกปทุมที่เกิดแล้วในสระโบกขรณี อันอะไรไม่เปื้อนเปรอะแล้ว.
พระราชาทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์แล้ว จำเดิมแต่นั้นมา ก็ทรงครองราชย์โดยธรรม ทรงบำเพ็ญบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น แล้วได้ทรงเป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ได้ทรงประชุมชาดกไว้ว่า
พระราชาในครั้งนั้น ได้แก่ พระอานนท์ ในบัดนี้
ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิต คือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากุกกุชาดกที่ ๑
-----------------------------------------------------