พุทธวิธีการสอนแบบอุปมาอุปมัยเชิงเปรียบเทียบ จากพระไตรปิฎก เล่มที่ 14 (พระสูตร เล่มที่ 6) มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
ดร.ศักดิ์ ประสานดี
ปธ.7, พ.ม., พธ.บ., ศศ.บ., ศษ.บ. พบม. D.ODT, พธ.ด.
- พุทธวิธีการสอนแบบอุปมาอุปมัยเชิงเปรียบเทียบ จากพระไตรปิฎก เล่มที่ 13 (พระสูตร เล่มที่ 5) มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์
1. อุปมาอุปมัยในเทวทหวรรค วรรคที่ 1
1.1 เทวทหสูตร: เปรียบการทำตบะที่ผิดเหมือนคนรีดนมวัวที่เขาของมัน ย่อมไม่ได้น้ำนม ฉันใด การทรมานตนก็ไม่ใช่ทางแห่งความหลุดพ้น ฉันนั้น และทรงเปรียบความทุกข์จากการทำตบะเหมือนคนพยายามข้ามแม่น้ำด้วยการดื่นน้ำทั้งหมด ย่อมได้รับแต่ความทุกข์ทรมานโดยไม่บรรลุจุดหมาย
1.2 ปัญจัตตยสูตร: เปรียบทิฏฐิต่างๆ เหมือนตาข่ายที่ดักปลา ยิ่งดิ้นยิ่งพันตัว ฉันใด ผู้ติดอยู่ในทิฏฐิก็ยิ่งติดข้องในความเห็นของตน ยากที่จะหลุดพ้น ฉันนั้น และทรงเปรียบผู้หลุดพ้นจากทิฏฐิเหมือนปลาที่ว่ายพ้นตาข่าย สามารถว่ายไปได้อย่างอิสระ
1.3 กินติสูตร: เปรียบความสามัคคีเหมือนน้ำนมกับน้ำที่ผสมกลมกลืนกัน ไม่อาจแยกออกจากกันได้ ฉันใด หมู่สงฆ์ก็ควรมีความสามัคคีกลมเกลียวเช่นนั้น และทรงเปรียบความขัดแย้งเหมือนรอยร้าวในภาชนะ หากไม่รีบซ่อมแซมย่อมแตกแยกในที่สุด
1.4 สามคามสูตร: เปรียบความขัดแย้งเหมือนไฟไหม้บ้าน ที่ต้องรีบดับก่อนจะลุกลามใหญ่โต และทรงเปรียบวิธีระงับอธิกรณ์เหมือนการรักษาโรค ต้องรู้สาเหตุ วิธีรักษา และการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
1.5 สุนักขัตตสูตร: เปรียบผู้ปฏิบัติผิดเหมือนคนยิงธนูที่เล็งผิดทิศทาง ย่อมไม่มีทางถูกเป้าหมาย และทรงเปรียบการปฏิบัติถูกต้องเหมือนนายขมังธนูที่ฝึกฝนจนชำนาญ ย่อมยิงถูกเป้าหมายได้แม่นยำ
1.6 อาเนญชสัปปายสูตร: เปรียบจิตที่มั่นคงเหมือนภูเขาหินที่ลมพัดไม่หวั่นไหว และทรงเปรียบความสงบของจิตเหมือนน้ำในสระที่นิ่งสนิท สามารถสะท้อนภาพได้ชัดเจน
1.7 คณกโมคคัลลานสูตร: เปรียบการฝึกจิตเหมือนการฝึกม้า ต้องทำตามลำดับขั้น ไม่ข้ามขั้นตอน และทรงเปรียบการปฏิบัติธรรมเหมือนการเรียนคณิตศาสตร์ ที่ต้องเรียนรู้จากง่ายไปหายาก
1.8 โคปกโมคคัลลานสูตร: เปรียบพระธรรมวินัยเหมือนเสาหลักที่มั่นคง แม้พระพุทธองค์ปรินิพพานแล้ว พระธรรมวินัยก็ยังเป็นที่พึ่ง และทรงเปรียบพระสงฆ์เหมือนทหารที่ปฏิบัติตามแผนที่แม่ทัพวางไว้
1.9 มหาปุณณมสูตร: เปรียบขันธ์ 5 เหมือนก้อนฟองน้ำ ที่ดูเหมือนมีแก่นสารแต่แท้จริงกลวงเปล่า และทรงเปรียบการยึดมั่นในขันธ์เหมือนคนจับงูที่หาง ย่อมถูกงูกัดได้
1.10 จูฬปุณณมสูตร: เปรียบบุคคลเหมือนดวงจันทร์ในระยะต่างๆ บางคนมืดสนิท บางคนสว่างเต็มดวง ตามกำลังบุญและบาปที่ทำไว้ และทรงเปรียบสัตว์โลกเหมือนปลาติดอยู่ในแห คือความยึดมั่นถือมั่น ต้องใช้ปัญญาตัดให้ขาดจึงจะเป็นอิสระ
2. อุปมาอุปมัยในอนุปทวรรค วรรคที่ 2
2.1 อนุปทสูตร: เปรียบการพิจารณาธรรมของพระสารีบุตรเหมือนนายเชือดโคผู้ชำนาญ ที่ชำแหละโคออกเป็นส่วนๆ อย่างละเอียด ท่านพิจารณาธรรมทีละข้อๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน เห็นความเกิดดับของธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง
2.2 ฉวิโสธนสูตร:
1) เปรียบการพิสูจน์ผู้บรรลุธรรมเหมือนการพิสูจน์ทองคำ ต้องหลอม เคาะ ขัด ดู จึงรู้ว่าเป็นทองแท้หรือไม่ การพิสูจน์ผู้บรรลุธรรมก็ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดในหลายด้าน
2) การเปรียบเทียบกับการพิสูจน์ผ้าย้อมสี: แสดงให้เห็นว่าการตรวจสอบผู้บรรลุธรรมต้องพิจารณาหลายด้านเหมือนการตรวจผ้า ต้องดูทั้งความเรียบร้อยของการย้อม ความสม่ำเสมอของสี และความคงทนเมื่อซักล้าง เช่นเดียวกับการดูผู้บรรลุธรรมต้องตรวจสอบทั้งกาย วาจา ใจ ในสถานการณ์ต่างๆ ว่ามั่นคงในธรรมจริงหรือไม่
2.3 สัปปุริสสูตร:
1) การเปรียบสัตบุรุษเหมือนทองคำบริสุทธิ์: แสดงถึงคุณค่าที่มีอยู่ในตัวเอง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดหรือในสถานการณ์ใด ทองคำบริสุทธิ์ย่อมมีค่าในตัวเอง ไม่ต้องโฆษณาหรืออวดอ้าง เช่นเดียวกับสัตบุรุษที่มีคุณธรรมความดีในตัวเอง ไม่ต้องประกาศให้ใครรู้
2) การเปรียบอสัตบุรุษเหมือนโลหะชุบทอง: แสดงให้เห็นถึงความจอมปลอม ภายนอกอาจดูสวยงามเหมือนทองแท้ แต่ภายในกลับไร้ค่า เมื่อถูกขัดสีหรือทดสอบก็จะเห็นสภาพที่แท้จริง เช่นเดียวกับคนที่แสร้งทำดีภายนอกแต่ภายในเต็มไปด้วยกิเลส
3) การเปรียบความอ่อนน้อมถ่อมตนเหมือนต้นไม้มีผล: แสดงให้เห็นธรรมชาติของผู้มีคุณธรรม เหมือนต้นไม้ที่ยิ่งมีผลมากยิ่งน้อมกิ่งลงต่ำ ยิ่งมีคุณธรรมมากยิ่งถ่อมตน ไม่ยกตนข่มท่าน ตรงข้ามกับคนที่ไร้คุณธรรมที่มักจะหยิ่งผยอง
4) เปรียบสัตบุรุษเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาและผลแก่ผู้อื่น ยิ่งมีคุณธรรมสูงยิ่งถ่อมตน เหมือนรวงข้าวที่มีเมล็ดเต็มย่อมน้อมลง ส่วนคนพาลยิ่งได้ลาภยศยิ่งลำพอง เหมือนรวงข้าวเปล่าที่ตั้งชูขึ้น
2.4 เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร: เปรียบการเลือกคบมิตรเหมือนการเลือกเส้นทางเดิน ทางที่ปลอดภัยย่อมนำไปสู่จุดหมายโดยสวัสดี ส่วนทางอันตรายย่อมนำไปสู่ความวิบัติ การคบมิตรดีย่อมนำไปสู่ความเจริญ การคบคนชั่วย่อมนำไปสู่ความเสื่อม
2.5 พหุธาตุกสูตร: เปรียบธาตุต่างๆ เหมือนภาชนะที่บรรจุของต่างชนิด แต่ละอย่างมีลักษณะเฉพาะ ไม่ปะปนกัน และเปรียบปัญญาที่รู้แจ้งธาตุเหมือนแสงประทีปที่ส่องให้เห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง
2.6 อิสิคิลิสูตร: เปรียบพระปัจเจกพุทธเจ้าเหมือนราชสีห์ที่อยู่ตามลำพัง มีความองอาจและพึ่งพาตนเอง และเปรียบภูเขาอิสิคิลิเหมือนที่พำนักของผู้แสวงหาความสงบ เป็นสถานที่สงัดเหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร
2.7 มหาจัตตารีสกสูตร:
1) เปรียบมรรคมีองค์ 8 เหมือนทางเก่าในป่าใหญ่ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงค้นพบและดำเนินตาม และเปรียบการปฏิบัติธรรมเหมือนการเดินทาง ต้องมีทั้งแผนที่(ปัญญา) และเสบียง(ศีล)
2) การเปรียบสัมมาทิฏฐิเหมือนแสงอรุณ: แสดงให้เห็นว่าสัมมาทิฏฐิเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติธรรมทั้งปวง เหมือนแสงอรุณที่เป็นบุพนิมิตของดวงอาทิตย์ เมื่อมีสัมมาทิฏฐิแล้ว องค์มรรคอื่นๆ ก็จะตามมา เหมือนเมื่อมีแสงอรุณ ดวงอาทิตย์ก็จะขึ้นตามมา
2.8 อานาปานัสสติสูตร: เปรียบการเจริญอานาปานสติเหมือนคนขับรถที่ชำนาญ สามารถควบคุมรถให้แล่นไปตามทางที่ต้องการได้ จิตที่ได้รับการฝึกด้วยอานาปานสติย่อมควบคุมได้ตามต้องการ
2.9 กายคตาสติสูตร: เปรียบร่างกายเหมือนถุงใส่ของต่างๆ มีของสดและของเน่า ให้พิจารณาเห็นความไม่สวยงาม และเปรียบการพิจารณากายเหมือนการส่องกระจก เห็นทุกส่วนตามความเป็นจริง
2.10 สังขารูปปัตติสูตร: เปรียบการเกิดในภพภูมิต่างๆ เหมือนการหว่านพืช หว่านพืชชนิดใดย่อมได้ผลชนิดนั้น ทำกรรมเช่นใดย่อมได้ผลเช่นนั้น และเปรียบผู้มีปัญญาเหมือนคนตาดีที่ยืนบนที่สูง มองเห็นผู้คนเดินไปมาได้ชัดเจน
3. อุปมาอุปมัยในสุญญตวรรค วรรคที่ 3
3.1 จูฬสุญญตสูตร: เปรียบความว่างเหมือนบ้านที่ว่างเปล่า ไม่มีคนและสัตว์อาศัย เมื่อพิจารณาก็จะเห็นว่าว่างจากสิ่งที่เคยมี แต่ยังมีสิ่งที่เหลืออยู่ เช่น พื้น ผนัง เสา ฉันใด การพิจารณาความว่างในจิตก็เช่นกัน ต้องค่อยๆ พิจารณาทีละขั้น จนเห็นความว่างจากกิเลสทั้งปวง
3.2 มหาสุญญตสูตร: เปรียบจิตที่ว่างเหมือนอากาศที่ไม่ติดขัดกับสิ่งใด แม้มีวัตถุต่างๆ มากั้น อากาศก็ยังคงมีอยู่รอบๆ ไม่ได้หายไป ฉันใด จิตที่ว่างจากกิเลสก็ยังคงรับรู้สิ่งต่างๆ แต่ไม่ยึดติด ไม่ทุกข์กับสิ่งใด ฉันนั้น
3.3 อัจฉริยัพภูตธัมมสูตร: เปรียบพระโพธิสัตว์เหมือนแก้วมณีที่วางบนผ้ากัมพล: แสดงถึงความประเสริฐและความบริสุทธิ์ที่มีมาแต่กำเนิด เหมือนแก้วมณีที่วางอยู่บนผ้ากัมพลย่อมเปล่งประกายงดงาม ไม่ว่าจะวางในทิศทางใด พระโพธิสัตว์ก็มีพระคุณอันประเสริฐติดตัวมาตั้งแต่ประสูติ ส่องแสงเจิดจรัสท่ามกลางหมู่สัตว์
3.4 พักกุลัตเถรัจฉริยัพภูตสูตร: เปรียบความมีอายุยืนของพระพักกุละเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่มีรากลึก: แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงและอายุยืนยาว เหมือนต้นไม้ที่มีรากหยั่งลึก ได้รับการบำรุงดูแลอย่างดี ย่อมมีอายุยืนยาว เป็นที่พึ่งพาของสรรพสัตว์ได้นาน เช่นเดียวกับท่านที่มีอายุยืนยาวเป็นที่พึ่งของพุทธบริษัท
3.5 ทันตภูมิสูตร: เปรียบการฝึกจิตเหมือนการฝึกช้าง ต้องค่อยๆ ฝึกตามลำดับขั้น จากหยาบไปหาละเอียด จากง่ายไปหายาก เหมือนควาญช้างที่ต้องฝึกช้างป่าให้เชื่อง ต้องใช้ทั้งความอดทน ความเพียร และอุบายวิธีต่างๆ
3.6 ภูมิชสูตร: เปรียบความปรารถนากับน้ำมันและไส้ตะเกียง: อธิบายว่าหากมีน้ำมันและไส้ตะเกียงพร้อม แม้ไม่ปรารถนาให้ไฟติด มันก็ติดได้เอง เช่นเดียวกับการปฏิบัติธรรม เมื่อทำถูกต้องตามหลักแล้ว แม้ไม่ปรารถนาผล ผลก็ย่อมเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
3.7 อนุรุทธสูตร: เปรียบผู้มีทิพยจักษุเหมือนคนยืนบนที่สูง มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนกว้างไกล สามารถเห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์โลกตามกรรม เหมือนคนตาดีที่มองเห็นคนเดินเข้าออกจากเรือนต่างๆ ได้ชัดเจน
3.8 อุปักกิเลสสูตร:
1) เปรียบนิวรณ์เหมือนเมฆหมอกที่บดบังดวงจันทร์ ทำให้แสงสว่างไม่อาจส่องผ่านมาได้ กิเลสก็เช่นกัน เป็นเครื่องกั้นไม่ให้ปัญญาเกิดขึ้น ต้องกำจัดเมฆหมอกคือกิเลสออกไป จิตจึงจะผ่องใสเหมือนดวงจันทร์ที่พ้นจากเมฆหมอก
2)- เปรียบจิตที่บริสุทธิ์เหมือนทองคำที่ผ่านการหลอม: แสดงให้เห็นว่าจิตที่ผ่านการชำระล้างกิเลสจนบริสุทธิ์นั้น เหมือนทองคำที่ผ่านการหลอมจนปราศจากสิ่งเจือปน ย่อมมีค่าในตัวเอง สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ตามต้องการ เช่นเดียวกับจิตที่บริสุทธิ์ย่อมเหมาะแก่การใช้งานในทางธรรม
3.9 พาลปัณฑิตสูตร:
1) เปรียบคนพาลเหมือนคนตาบอดที่เดินสะเปะสะปะ ไม่รู้ทิศทาง ย่อมตกหลุมตกบ่อได้ง่าย ส่วนบัณฑิตเหมือนคนตาดีที่มองเห็นทางชัดเจน สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งอันตรายและเลือกเดินในทางที่ปลอดภัยได้
2)- เปรียบคนพาลเหมือนภาชนะที่คว่ำ: แสดงให้เห็นว่าคนพาลเป็นเหมือนภาชนะที่คว่ำไว้ แม้จะมีน้ำฝนตกลงมาก็ไม่อาจรองรับน้ำได้ เช่นเดียวกับคนพาลที่ไม่สามารถรับธรรมะหรือคำสั่งสอนที่ดีได้ เพราะปิดกั้นตัวเองด้วยความเชื่อผิดๆ
3.10 เทวทูตสูตร:
1) เปรียบเทวทูตทั้ง 5 (คนแก่ คนเจ็บ คนตาย นักโทษ และทารกแรกเกิด) เหมือนผู้ส่งสาร มาเตือนให้มนุษย์ระลึกถึงความไม่เที่ยงของชีวิต และเร่งขวนขวายทำความดี ไม่ประมาทในชีวิต เหมือนคนที่ได้รับจดหมายเตือนจากเจ้าหนี้ ย่อมต้องรีบจัดการหนี้สินของตน
2) เปรียบชีวิตมนุษย์เหมือนหยดน้ำค้างบนปลายหญ้า: แสดงให้เห็นถึงความไม่เที่ยงและความเปราะบางของชีวิต เหมือนหยดน้ำค้างที่เกาะอยู่บนปลายหญ้า เมื่อถูกแสงอาทิตย์ก็จะระเหยหายไป ชีวิตมนุษย์ก็เช่นกัน ไม่ยั่งยืน อาจดับสูญได้ทุกเมื่อ จึงไม่ควรประมาท
4. อุปมาอุปมัยในวิภังควรรค วรรคที่ 4
4.1 ภัทเทกรัตตสูตร: เปรียบชีวิตเหมือนการเดินทางในที่มืด: แสดงให้เห็นว่าคนที่ไม่รู้ธรรมเหมือนคนเดินทางในความมืด ไม่รู้ว่าจะเจออะไรข้างหน้า แต่ผู้รู้ธรรมเหมือนมีประทีปส่องทาง สามารถเห็นทางเดินและหลีกเลี่ยงอันตรายได้ ดังนั้นควรทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ไม่ควรคร่ำครวญถึงอดีตหรือฝันถึงอนาคตจนลืมปัจจุบัน
4.2 อานันทภัทเทกรัตตสูตร: เปรียบเวลาเหมือนสายน้ำที่ไหลไป: แสดงให้เห็นว่าเวลาผ่านไปไม่หยุดยั้งเหมือนสายน้ำที่ไหลไปไม่มีวันย้อนกลับ ดังนั้นไม่ควรคร่ำครวญถึงอดีตที่ผ่านไปแล้ว หรือกังวลถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่ควรทำปัจจุบันให้ดีที่สุด
4.5. จูฬกัมมวิภังคสูตร: - เปรียบการทำกรรมเหมือนการหว่านพืช: อธิบายว่าเมื่อหว่านพืชชนิดใดย่อมได้ผลชนิดนั้น เช่นเดียวกับการทำกรรม ทำกรรมดีย่อมได้ผลดี ทำกรรมชั่วย่อมได้ผลชั่ว เหมือนชาวนาที่หว่านข้าวสาลีย่อมได้ข้าวสาลี หว่านข้าวเหนียวย่อมได้ข้าวเหนียว
4.6 มหากัมมวิภังคสูตร: - เปรียบการเห็นผลของกรรมเหมือนคนตาบอดคลำช้าง: แสดงให้เห็นว่าการเข้าใจผลกรรมเพียงบางส่วนแล้วด่วนสรุป เหมือนคนตาบอดคลำช้างเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วเข้าใจผิดว่าช้างมีรูปร่างเช่นนั้น เช่นคนทำดีแต่ได้ผลร้าย หรือคนทำชั่วแต่ได้ผลดี เพราะไม่เห็นกรรมในอดีตที่ให้ผลในปัจจุบัน
4.7 สฬายตนวิภังคสูตร: - เปรียบอายตนะทั้ง 6 เหมือนประตูเมือง: แสดงให้เห็นว่าอายตนะทั้ง 6 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เป็นเหมือนประตูเมืองที่คนเข้าออก ต้องมียามเฝ้าคือสติ คอยตรวจตราสิ่งที่ผ่านเข้าออก มิฉะนั้นศัตรูคือกิเลสจะแทรกซึมเข้ามาได้
4.8 อุทเทสวิภังคสูตร: - เปรียบจิตที่ไม่สงบเหมือนลิงวิ่งไปมา: อธิบายว่าจิตที่ไม่ได้รับการฝึกฝนย่อมกระโดดไปมาเหมือนลิงที่ว่องไวไม่อยู่นิ่ง จับกิ่งนั้นปล่อยกิ่งนี้ ฉันใด จิตที่ไม่สงบก็วิ่งพล่านไปตามอารมณ์ต่างๆ ไม่มีความมั่นคง ต้องใช้สติและสมาธิควบคุม
4.9 อรณวิภังคสูตร: - เปรียบคำพูดเหมือนดาบสองคม: แสดงให้เห็นว่าการพูดสามารถสร้างสันติหรือสร้างความขัดแย้งก็ได้ เหมือนดาบที่อาจใช้ป้องกันตัวหรือทำร้ายผู้อื่น ดังนั้นควรเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสม ไม่กล่าวร้าย ไม่ยุยง ไม่พูดเพ้อเจ้อ แต่พูดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์
4.10 ธาตุวิภังคสูตร: - เปรียบบุคคลเหมือนภาชนะประเภทต่างๆ: แสดงให้เห็นว่าบุคคลมีจริตและอุปนิสัยต่างกัน เหมือนภาชนะที่มีรูปทรงและประโยชน์ใช้สอยต่างกัน บางคนเหมือนภาชนะทอง บางคนเหมือนภาชนะเงิน บางคนเหมือนภาชนะดินเผา แต่ทุกคนสามารถบรรลุธรรมได้หากปฏิบัติถูกต้อง
4.11 สัจจวิภังคสูตร: -
1) เปรียบอริยสัจ 4 เหมือนแผนที่เดินทาง: อธิบายว่าอริยสัจ 4 เป็นเหมือนแผนที่ที่บอกทั้งจุดที่เราอยู่(ทุกข์) สาเหตุที่ทำให้มาอยู่ตรงนี้(สมุทัย) จุดหมายที่ต้องการไป(นิโรธ) และเส้นทางที่จะพาไปถึงจุดหมาย(มรรค) ผู้เข้าใจอริยสัจย่อมรู้ทิศทางชีวิตชัดเจน
2) เปรียบอริยสัจ 4 เหมือนแผนที่เดินทาง: อธิบายว่าอริยสัจ 4 เป็นเหมือนแผนที่ที่บอกทั้งจุดที่เราอยู่(ทุกข์) สาเหตุที่ทำให้มาอยู่ตรงนี้(สมุทัย) จุดหมายที่ต้องการไป(นิโรธ) และเส้นทางที่จะพาไปถึงจุดหมาย(มรรค) ผู้เข้าใจอริยสัจย่อมรู้ทิศทางชีวิตชัดเจน
4.12. ทักขิณาวิภังคสูตร: - เปรียบทานเหมือนน้ำที่รด: แสดงให้เห็นว่าทานที่ให้แก่ผู้รับต่างกัน ย่อมมีผลต่างกัน เหมือนน้ำที่รดพืชต่างชนิด บางชนิดเติบโตเร็ว บางชนิดเติบโตช้า เช่นเดียวกับทานที่ให้แก่บุคคลต่างกัน ย่อมให้ผลมากน้อยต่างกันตามคุณธรรมของผู้รับ
5. สฬายตนวรรค มีการใช้อุปมาอุปไมยที่ลึกซึ้งเพื่ออธิบายหลักธรรมเกี่ยวกับอายตนะทั้ง 6 ดังนี้:
5.1 อนาถปิณฑิโกวาทสูตร มีการเปรียบเทียบความยึดมั่นในอายตนะเหมือนกับการจับงูพิษที่หางแทนที่จะจับที่คอ ซึ่งจะนำมาซึ่งอันตราย เช่นเดียวกับการยึดมั่นในอายตนะว่าเป็นตัวตน ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ ผู้ฉลาดพึงเห็นอายตนะตามความเป็นจริงว่าเป็นเพียงสภาวธรรมที่เกิดดับ
5.3 ปุณโณวาทสูตร มีการเปรียบการสำรวมอินทรีย์เหมือนการรักษาประตูเมือง โดยเปรียบนายประตูเมืองผู้ฉลาดที่คอยตรวจตราผู้คนที่จะเข้าออกเมือง เหมือนกับการสำรวมระวังไม่ให้อกุศลธรรมเข้ามาครอบงำจิตใจผ่านทางอายตนะทั้ง 6 เพราะหากปล่อยให้กิเลสเข้ามาแล้ว จะทำให้จิตใจเศร้าหมองและเกิดความทุกข์ได้
5.4 นันทโกวาทสูตร มีการเปรียบเทียบการพิจารณาอายตนะภายในและภายนอกเหมือนการส่องกระจกเงา ที่ต้องมีทั้งกระจกและผู้ส่องจึงจะเห็นภาพสะท้อน เช่นเดียวกับการเกิดวิญญาณต้องอาศัยการประจวบกันของอายตนะภายในและภายนอก เพื่อให้เห็นความจริงว่าไม่มีตัวตนที่แท้จริงในกระบวนการรับรู้นี้
5.5 จูฬราหุโลวาทสูตร พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบธาตุ 6 (ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ และวิญญาณ) เหมือนพื้นที่กว้างใหญ่ที่สามารถรองรับสิ่งต่างๆ ได้โดยไม่รังเกียจ เพื่อสอนให้พระราหุลพัฒนาจิตให้เหมือนธาตุทั้ง 6 ที่ไม่ยินดียินร้ายต่อสิ่งที่มากระทบ
5.6 ฉฉักกสูตร พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบอายตนะภายในทั้ง 6 เหมือนบ้านที่ว่างเปล่า เพื่อแสดงถึงความไม่มีตัวตนที่แท้จริง เหมือนบ้านที่ดูภายนอกเป็นรูปร่างแข็งแรง แต่ภายในกลับว่างเปล่า ไม่มีเจ้าของที่แท้จริง เช่นเดียวกับอายตนะทั้ง 6 ที่แม้จะดูเหมือนมีตัวตน แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงสภาวะที่เกิดดับ ไม่มีตัวตนที่แท้จริง
5.7 สฬายตนวิภังคสูตร
1) มีการเปรียบเทียบผู้ที่ไม่สำรวมอินทรีย์เหมือนคนที่ถูกลูกศรเสียบแทง แล้วยังปล่อยให้มีลูกศรดอกที่สองมาเสียบซ้ำ คือนอกจากจะทุกข์จากการกระทบอารมณ์แล้ว ยังสร้างความทุกข์เพิ่มด้วยการปรุงแต่งความคิดต่อ ส่วนผู้ที่สำรวมอินทรีย์จะรู้เท่าทันเมื่อมีการกระทบอารมณ์ ไม่สร้างความทุกข์เพิ่มเติม
2) มีการเปรียบการรับรู้ผ่านอายตนะเหมือนการแสดงมายากล ที่ดูเหมือนจริงแต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงภาพลวงตา เช่นเดียวกับการรับรู้ผ่านอายตนะที่เราหลงเข้าใจผิดว่าเป็นความจริง แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงการปรุงแต่งของจิต
5.8 ในนครวินเทยยสูตร
1) มีการเปรียบเทียบจิตที่ไม่สำรวมอินทรีย์เหมือนเมืองที่ไม่มีกำแพงป้องกัน ย่อมถูกศัตรูเข้าโจมตีได้ง่าย เช่นเดียวกับจิตที่ไม่สำรวมในอายตนะทั้ง 6 ย่อมถูกอกุศลธรรมครอบงำได้ง่าย ส่วนผู้ที่สำรวมอินทรีย์ดีแล้วเหมือนเมืองที่มีกำแพงแข็งแรง ศัตรูไม่สามารถบุกรุกได้
2) มีการเปรียบเทียบการสำรวมอินทรีย์เหมือนการควบคุมรถม้าที่กำลังวิ่งเร็ว ผู้ขับต้องมีสติและความชำนาญจึงจะควบคุมรถให้วิ่งไปในทิศทางที่ต้องการได้ เช่นเดียวกับการควบคุมอินทรีย์ที่ต้องอาศัยสติและการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง
5.9 ในปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร
1) มีการเปรียบเทียบการบริโภคอาหารด้วยการพิจารณาเหมือนการทายาบนแผลเพื่อให้แผลหาย ไม่ใช่เพื่อความสนุกสนาน เช่นเดียวกับการใช้อายตนะทั้ง 6 ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิตและปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เพื่อความเพลิดเพลินมัวเมา
2) เปรียบการใช้อายตนะโดยขาดสติเหมือนเรือที่รั่ว แม้จะวิดน้ำออกเท่าไหร่ก็ไม่พ้นจากการจม เช่นเดียวกับผู้ที่ไม่สำรวมอินทรีย์ ย่อมถูกอกุศลธรรมท่วมท้นจิตใจอยู่เสมอ ไม่อาจพ้นจากความทุกข์ได้
5.10. อินทริยภาวนาสูตร
1) มีการเปรียบเทียบการฝึกอินทรีย์เหมือนการกลั่นทองคำ ที่ต้องผ่านกระบวนการชำระสิ่งเจือปนออกทีละขั้น จนได้ทองคำบริสุทธิ์ เช่นเดียวกับการฝึกอินทรีย์ที่ต้องค่อยๆ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลสที่เข้ามาทางอายตนะทั้ง 6
2) อินทริยภาวนาสูตรอีกตอนหนึ่ง มีการเปรียบเทียบการรับรู้อารมณ์ผ่านอายตนะเหมือนกับผิวน้ำในสระที่นิ่งสงบ เมื่อมีลมพัดมากระทบย่อมเกิดคลื่นระลอก แต่เมื่อลมสงบ น้ำก็กลับนิ่งดังเดิม เช่นเดียวกับจิตที่ได้รับการฝึกฝนดีแล้ว แม้จะมีอารมณ์มากระทบก็ไม่หวั่นไหว และกลับสู่ความสงบได้เร็ว
3) อินทริยภาวนาสูตร ทรงเปรียบการฝึกอินทรีย์เหมือนการฝึกม้าที่ต้องใช้ทั้งความอดทนและความต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยเริ่มจากการฝึกขั้นพื้นฐานไปจนถึงขั้นสูง เช่นเดียวกับการฝึกอินทรีย์ที่ต้องค่อยๆ ฝึกฝนไปทีละขั้น จนกระทั่งสามารถควบคุมอินทรีย์ได้อย่างชำนาญ ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ที่มากระทบทั้งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ
- วิเคราะห์สาระจากพระไตรปิฎก เล่มที่ 14 พระสูตรเล่มที่ 6 มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
1.. โครงสร้างของพระสูตรในเล่ม: รวบรวมพระสูตร 10 สูตร แต่ละสูตรมีความเชื่อมโยงกันในแง่การสอนเรื่องอายตนะ มีทั้งพระสูตรที่สอนภิกษุ ภิกษุณี และคฤหัสถ์ แต่ละสูตรมีจุดเน้นที่แตกต่างกันแต่นำไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
2. ลักษณะพิเศษของการสอน: ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย มีการยกอุปมาอุปไมยที่สอดคล้องกับผู้ฟัง มีการสอนแบบเป็นลำดับขั้น เน้นการปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง
3. ประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษา: เข้าใจธรรมชาติของการรับรู้ รู้เท่าทันอารมณ์ที่มากระทบ พัฒนาสติและปัญญา นำไปสู่การดับทุกข์
4. ความสำคัญในแง่พระพุทธศาสนา: เป็นหลักธรรมพื้นฐานที่สำคัญ เป็นแนวทางปฏิบัติที่ตรงกับเป้าหมายสูงสุด สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทุกยุคสมัย เป็นหลักธรรมที่ครอบคลุมทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ
5. ความเกี่ยวเนื่องกับหลักธรรมอื่น: สัมพันธ์กับอริยสัจ 4 เชื่อมโยงกับไตรลักษณ์ สอดคล้องกับหลักปฏิจจสมุปบาท สัมพันธ์กับมรรคมีองค์ 8
ศักดิ์ ประสานดี