อุปมาเกี่ยวกับปัญญาในพระไตรปิฎก

เราอาจจะกล่าวได้ว่า พุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งปัญญา  การเทศนาจำนวนมาก ก็เพื่อการสร้างปัญญา มีการเปรียบเทียบปัญญากับสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ จำนวนมาก 

เราจะลองยกตัวอย่างจากพระไตรปิฎกว่า  มีการอุปมาอุปมัยถึงปัญญาไว้อย่างไรบ้าง 

  1. "เปรียบเหมือนดวงประทีปที่ส่องสว่างในที่มืด ฉันใด ปัญญาก็เช่นกัน ย่อมส่องสว่างทำลายอวิชชาให้สิ้นไป ทำให้เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง ทั้งยังนำทางให้ผู้ปฏิบัติธรรมดำเนินไปสู่มรรคผลนิพพาน ดุจแสงสว่างที่นำทางผู้เดินในความมืด ฉันนั้น"  (ปัญญาสูตร อังคุตตรนิกาย)
  2. "เปรียบเสมือนดาบอันคมกล้าที่ตัดเชือกอันเหนียวแน่นให้ขาดสะบั้น ฉันใด ปัญญาก็เช่นกัน ย่อมตัดกิเลสทั้งหลายให้ขาดสะบั้น ไม่ว่าจะเป็นราคะ โทสะ หรือโมหะ ที่ผูกมัดสัตว์โลกไว้ในสังสารวัฏ ให้หลุดพ้นได้ด้วยความเพียรอันแน่วแน่ ฉันนั้น"  (มหาสติปัฏฐานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค)
  3. "ดุจดังแก้วมณีอันประเสริฐที่ส่องแสงสว่างไสวด้วยตัวของมันเอง ทั้งยังสามารถส่องให้เห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจน ฉันใด ปัญญาก็เช่นกัน ย่อมรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมทั้งหลายด้วยตนเอง และยังสามารถชี้ทางให้ผู้อื่นเห็นตามได้ด้วยการแสดงธรรม ฉันนั้น"  (รัตนสูตร  ขุททกนิกาย):
  4. "เปรียบดังแพที่ประกอบด้วยไม้อันมั่นคง ย่อมสามารถพาผู้โดยสารข้ามฝั่งได้อย่างปลอดภัย ฉันใด ปัญญาก็เช่นกัน ย่อมพาสัตว์ข้ามห้วงแห่งสังสารวัฏ จากฝั่งวัฏฏะสู่ฝั่งวิวัฏฏะ คือพระนิพพาน ด้วยความไม่ประมาท ฉันนั้น"  (โพธิราชกุมารสูตร  มัชฌิมนิกาย)
  5. "เปรียบเสมือนห้วงน้ำใสที่ดับไฟอันร้อนแรงให้มอดดับลงได้ทันที ฉันใด ปัญญาที่เจริญงอกงามก็เช่นกัน ย่อมดับความเร่าร้อนเพราะกิเลสทั้งปวง ทำให้จิตเย็นสงบ ปราศจากความกระวนกระวาย ฉันนั้น"  (อาทิตตปริยายสูตร สังยุตตนิกาย)
  6. "เปรียบดังดวงตาที่สมบูรณ์ของคนที่หายจากโรคตา สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนตามความเป็นจริง ฉันใด ปัญญาก็เช่นกัน ย่อมทำให้เห็นแจ้งในอริยสัจ 4 เข้าใจความจริงของชีวิตตามที่เป็นจริง ไม่หลงผิดในสมมติบัญญัติ ฉันนั้น"  (ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร วินัยปิฎก)
  7. "เปรียบเหมือนแก่นไม้อันเป็นส่วนที่แข็งแรงที่สุดของต้นไม้ ไม่ผุพังง่าย มีค่ามาก ฉันใด ปัญญาก็เช่นกัน เป็นแก่นสารของพรหมจรรย์ เป็นจุดหมายสูงสุดของการปฏิบัติธรรม เป็นเครื่องนำพาสู่ความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ฉันนั้น"  (มหาสาโรปมสูตร มัชฌิมนิกาย)
  8. "เปรียบดังคนฉลาดที่รู้จักวิธีจับงูพิษอย่างถูกต้อง จึงไม่ถูกงูกัด ฉันใด ผู้มีปัญญาย่อมรู้จักพิจารณาธรรมอย่างแยบคาย เข้าใจความหมายที่ถูกต้อง ไม่ถูกทิฏฐิที่ผิดครอบงำ สามารถนำธรรมไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์แก่ตนและผู้อื่นได้ ฉันนั้น"  (อลคัททูปมสูตร มัชฌิมนิกาย)
  9. "เปรียบเหมือนประทีปธรรมที่ส่องสว่างในยามราตรี ชี้ทางให้ผู้เดินทางไม่หลงทิศ ฉันใด ปัญญาก็เช่นกัน ย่อมเป็นแสงสว่างนำทางในการดำเนินชีวิต ทำให้รู้ผิดชอบชั่วดี ไม่หลงผิดในอกุศลธรรม ฉันนั้น"  (มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย)
  10. "เปรียบดังเครื่องชั่งที่เที่ยงตรง สามารถวัดน้ำหนักสิ่งต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ ฉันใด ปัญญาก็เช่นกัน ย่อมเป็นเครื่องพิจารณาไตร่ตรองธรรมทั้งหลาย แยกแยะผิดชอบชั่วดี จนเห็นความจริงตามที่เป็นจริง ฉันนั้น" (กาลามสูตร อังคุตตรนิกาย)
  11. "เปรียบเสมือนประภาคารที่ตั้งอยู่กลางมหาสมุทร ส่องทางให้เรือเดินทางปลอดภัยในยามค่ำคืน ฉันใด ปัญญาก็เช่นกัน ย่อมเป็นเครื่องนำทางในการข้ามพ้นห้วงทุกข์ในสังสารวัฏ ชี้ทางสู่ความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ฉันนั้น" (วิมุตติมรรค)
  12. "เปรียบดังรากไม้ที่หยั่งลึกลงในดิน ทำให้ต้นไม้ตั้งมั่นไม่โค่นล้มเมื่อถูกพายุพัด ฉันใด ปัญญาก็เช่นกัน ย่อมทำให้จิตตั้งมั่นในกุศลธรรม ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม มีความเข้มแข็งในการรักษาความดี ฉันนั้น" (สัมมาทิฏฐิสูตร มัชฌิมนิกาย)
  13. "เปรียบเสมือนนายช่างผู้ชำนาญ สามารถแยกแยะไม้ดีไม้เสีย และสร้างบ้านให้มั่นคงแข็งแรง ฉันใด ปัญญาก็เช่นกัน ย่อมแยกแยะกุศลและอกุศล สร้างความดีให้เจริญงอกงามในจิตใจ ฉันนั้น"  (อภิธรรมปิฎก)
  14. "เปรียบดังยารักษาโรคที่มีสรรพคุณสูง สามารถบำบัดโรคร้ายให้หายได้ ฉันใด ปัญญาก็เช่นกัน ย่อมเป็นธรรมโอสถรักษาโรคคือกิเลส ทำให้จิตหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ฉันนั้น"  (วิสุทธิมรรค)
  15. "เปรียบเสมือนไฟที่เผาผลาญเชื้อให้หมดสิ้น ไม่เหลือเศษ ฉันใด ปัญญาที่แก่กล้าก็เช่นกัน ย่อมเผาผลาญอาสวะกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้น ไม่มีเหลือเป็นเชื้อให้เกิดภพชาติอีก ฉันนั้น"  (มหาราหุโลวาทสูตร มัชฌิมนิกาย)
  16. "เปรียบเสมือนเข็มทิศที่ชี้ทิศเหนืออยู่เสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ฉันใด ปัญญาก็เช่นกัน ย่อมชี้ทางที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิต นำไปสู่ความพ้นทุกข์อย่างไม่ผิดพลาด ฉันนั้น"  (อัคคัญญสูตร ทีฆนิกาย)
  17. "เปรียบดังกระจกเงาที่ใสสะอาด สามารถสะท้อนภาพได้ชัดเจนตามความเป็นจริง ฉันใด ปัญญาก็เช่นกัน ย่อมสะท้อนให้เห็นสภาวธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง ไม่บิดเบือนด้วยอคติ ฉันนั้น" (พรหมชาลสูตร ทีฆนิกาย)
  18. "เปรียบเสมือนผู้ชำนาญการทำทอง ที่รู้จักหลอม ตี และขัดทองให้บริสุทธิ์งดงาม ฉันใด ปัญญาก็เช่นกัน ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลสทั้งปวง จนเกิดความผ่องใสงดงาม ฉันนั้น"  (ยมกวรรค  ธรรมบท):
  19. "เปรียบดังนกที่มีปีกแข็งแรง สามารถบินข้ามมหาสมุทรได้อย่างปลอดภัย ฉันใด ปัญญาก็เช่นกัน ย่อมพาให้ข้ามพ้นห้วงทุกข์ในสังสารวัฏ สู่ฝั่งแห่งพระนิพพานได้อย่างปลอดภัย ฉันนั้น"  (มัชฌิมนิกาย)
  20. "เปรียบเสมือนแผ่นดินที่แข็งแกร่ง รองรับสรรพสิ่งไว้ได้อย่างมั่นคง ฉันใด ปัญญาก็เช่นกัน ย่อมเป็นฐานรองรับคุณธรรมทั้งปวง ทำให้การปฏิบัติธรรมมั่นคง นำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง ฉันนั้น"  (จากอังคุตตรนิกาย)

 

จากอุปมาทั้ง 20 ข้อเกี่ยวกับปัญญา สามารถวิเคราะห์สาระสำคัญได้ 5 ประเด็น ดังนี้:

  1. ด้านคุณลักษณะของปัญญา  เป็นแสงสว่างที่ขจัดความมืดคืออวิชชา (อุปมาดวงประทีป ดวงอาทิตย์) มีความคมกล้าในการตัดกิเลส (อุปมาดาบ)  มีความบริสุทธิ์และงดงามในตัวเอง (อุปมาแก้วมณี ทองคำ)  มีความมั่นคงแข็งแรง (อุปมาแก่นไม้ รากไม้)
  2. ด้านหน้าที่ของปัญญา  นำทางชีวิตไปสู่ความพ้นทุกข์ (อุปมาประภาคาร เข็มทิศ)  ชำระล้างกิเลส (อุปมาน้ำดับไฟ ยารักษาโรค)   พิจารณาแยกแยะธรรม (อุปมาเครื่องชั่ง นายช่าง)  สะท้อนความจริง (อุปมากระจกเงา)
  3. ด้านผลของปัญญา  ทำให้เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง  ทำให้พ้นจากความทุกข์และสังสารวัฏ  ทำให้จิตบริสุทธิ์ผ่องใส  ทำให้เกิดความมั่นคงในธรรม
  4. ด้านกระบวนการพัฒนาปัญญา  ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง  ต้องมีความระมัดระวังในการปฏิบัติ  ต้องมีวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสม  ต้องอาศัยความเพียรพยายาม
  5. ด้านประโยชน์ต่อการปฏิบัติธรรม  เป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุธรรม  เป็นฐานรองรับคุณธรรมอื่นๆ เป็นเครื่องป้องกันความผิดพลาดในการปฏิบัติ  เป็นปัจจัยสำคัญในการพ้นทุกข์ 

 

อุปมาทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าปัญญาเป็นธรรมที่มีความสำคัญยิ่ง เป็นทั้งเครื่องมือและเป้าหมายในการปฏิบัติธรรม เป็นทั้งหนทางและผลของการพ้นทุกข์ จึงควรเร่งพัฒนาปัญญาให้เกิดขึ้นด้วยวิธีการที่ถูกต้องและเหมาะสม

 

ศักดิ์ ประสานดี