การอุปมาเกี่ยวกับความรักในพระไตรปิฎก

เรามักได้ยินอยู่เสมอ ความรักคืออะไร แล้วจะได้ยินคำตอบที่หลากหลายแตกต่างกัน ตามทัศนคติและประสบการณ์ หากเราจะอ่านมุมมองจากพระไตรปิฎก หรือจากพระพุทธเจ้า  ทรงตอบด้วยการอุปมา ลองอ่านกันดูสัก 20 ตัวอย่าง 

 

  1. "เปรียบเสมือนเมฆฝนที่ก่อตัวขึ้นในฤดูร้อน แม้จะดูใหญ่โตน่าเกรงขาม แต่ก็สลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ฉันใด ความรักในโลกนี้ก็เช่นกัน แม้จะดูยิ่งใหญ่เพียงใด แต่ก็ไม่จีรังยั่งยืน เป็นไปตามเหตุปัจจัย มีความแปรเปลี่ยนเป็นธรรมดา ฉันนั้น"  (ปิยสูตร อังคุตตรนิกาย)
  2. "เปรียบดังไฟที่ลุกโชน ยิ่งใส่เชื้อเพลิงก็ยิ่งลุกแรง ให้ความร้อนมากขึ้น ฉันใด ความรักที่ประกอบด้วยราคะก็เช่นกัน ยิ่งหมกมุ่นก็ยิ่งเร่าร้อน เผาผลาญจิตใจให้กระสับกระส่าย ไม่มีความสงบสุข ฉันนั้น"  (ราคสูตร สังยุตตนิกาย)
  3. "เปรียบเหมือนเหยื่อที่เบ็ด แม้จะดูน่ากิน แต่ซ่อนความอันตรายไว้ภายใน ฉันใด ความรักในกามคุณก็เช่นกัน แม้จะให้ความสุขชั่วคราว แต่แฝงไว้ด้วยทุกข์และโทษมากมาย เป็นเหตุแห่งความเศร้าโศกและความคับแค้นใจ ฉันนั้น"  (มหาทุกขักขันธสูตร มัชฌิมนิกาย)
  4. "เปรียบดังน้ำผึ้งที่ปนด้วยยาพิษ แม้จะหวานชื่นในขณะลิ้มรส แต่กลับนำความพินาศมาสู่ผู้บริโภค ฉันใด ความรักที่ประกอบด้วยกิเลสก็เช่นกัน แม้จะให้ความสุขในเบื้องต้น แต่นำมาซึ่งความทุกข์ในภายหลัง ฉันนั้น" (อัสสาทสูตร สังยุตตนิกาย)
  5. "เปรียบเสมือนเงาที่ติดตามตัว ไม่ว่าจะไปทางใดก็ไม่อาจพ้น ฉันใด ความรักความผูกพันก็เช่นกัน ย่อมติดตามสัตว์โลกไปในภพภูมิต่างๆ เป็นเหตุให้ต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏ ฉันนั้น"  (ชลาพุชสูตร ขุททกนิกาย)
  6. "เปรียบดังโซ่ตรวนที่ล่ามนักโทษ แม้จะทำด้วยทองคำก็ยังผูกมัดให้ติดอยู่ในคุก ฉันใด ความรักก็เช่นกัน แม้จะดูงดงามเพียงใด ก็ยังผูกมัดสัตว์โลกให้ติดอยู่ในวัฏสงสาร ไม่อาจหลุดพ้น ฉันนั้น"  (ปิยชาติกสูตร มัชฌิมนิกาย)
  7. "เปรียบเสมือนคนที่ถูกไฟไหม้ แทนที่จะรีบหนี กลับเพลิดเพลินกับความร้อน ฉันใด คนที่หลงในความรักก็เช่นกัน แม้จะทุกข์ทรมาน ก็ยังคงจมอยู่ในห้วงรัก ไม่คิดหาทางออก ฉันนั้น"  (อาทิตตปริยายสูตร สังยุตตนิกาย)
  8. "เปรียบดังพยับแดดในทะเลทราย ที่ลวงตาให้เห็นเป็นน้ำ ฉันใด ความรักในโลกก็เช่นกัน หลอกล่อให้คนหลงใหลด้วยภาพมายา แต่ไม่อาจดับความกระหายได้จริง ฉันนั้น"  (มายาสูตร สังยุตตนิกาย)
  9. "เปรียบเหมือนแผลที่คัน ยิ่งเกาก็ยิ่งคัน ยิ่งทำให้แผลลุกลาม ฉันใด ความรักที่เจือด้วยกามก็เช่นกัน ยิ่งปรนเปรอก็ยิ่งอยาก ยิ่งทำให้ทุกข์เพิ่มพูน ฉันนั้น"  (เวทนาสูตร สังยุตตนิกาย)
  10. "เปรียบดังความฝันที่งดงาม แต่เมื่อตื่นขึ้นก็สลายหายไป ฉันใด ความรักในโลกียะก็เช่นกัน ดูงดงามน่าใคร่ในขณะหลง แต่เมื่อรู้แจ้งก็เห็นว่าไม่มีแก่นสาร ฉันนั้น"  (สุปินสูตร อังคุตตรนิกาย)
  11. "เปรียบเสมือนใยแมงมุมที่ดักจับเหยื่อ ยิ่งดิ้นยิ่งพันตัว ฉันใด ความรักก็เช่นกัน ยิ่งพยายามหลุดพ้น ก็ยิ่งผูกพันให้ติดแน่นในสังสารวัฏ หากขาดปัญญา ฉันนั้น"  (ชลาพุชสูตร ขุททกนิกาย)
  12. "เปรียบดังเรือที่ผูกติดกับท่า แม้น้ำจะไหลเชี่ยว ก็ไม่อาจพาไปได้ ฉันใด ผู้ที่ตัดความรักได้ด้วยปัญญาก็เช่นกัน แม้กิเลสจะรุนแรง ก็ไม่อาจพาจิตให้หวั่นไหวได้ ฉันนั้น"  (สาคลสูตร อังคุตตรนิกาย)
  13. "เปรียบเหมือนคลื่นในมหาสมุทร ที่ซัดขึ้นลงไม่มีที่สิ้นสุด ฉันใด ความรักก็เช่นกัน ย่อมทำให้จิตใจขึ้นๆ ลงๆ หวั่นไหวไม่มีที่สิ้นสุด หากไม่มีธรรมเป็นที่พึ่ง ฉันนั้น"  (โลกธัมมสูตร อังคุตตรนิกาย)
  14. "เปรียบดังเมฆที่บดบังดวงจันทร์ ทำให้แสงสว่างมืดมัวไป ฉันใด ความรักที่เจือด้วยโมหะก็เช่นกัน ย่อมบดบังปัญญา ทำให้ไม่เห็นสัจธรรมตามความเป็นจริง ฉันนั้น"  (วิปลาสสูตร อังคุตตรนิกาย)
  15. "เปรียบเสมือนต้นไม้เลื้อยที่พันรัดต้นไม้ใหญ่ จนต้นไม้นั้นเหี่ยวเฉาตาย ฉันใด ความรักที่ยึดมั่นก็เช่นกัน ย่อมรัดรึงจิตใจ ทำให้คุณธรรมเหี่ยวเฉา ฉันนั้น"จากอุปาทานสูตร สังยุตตนิกาย)
  16. "เปรียบดังภาพลวงตาในกระจกเงา แม้จะเห็นชัดแต่ไม่อาจจับต้องได้ ฉันใด ความรักในโลกก็เช่นกัน แม้จะดูจริงจัง แต่ก็เป็นเพียงมายาที่ไม่มีแก่นสารที่แท้จริง ฉันนั้น"  (มายาสูตร สังยุตตนิกาย)
  17. "เปรียบเสมือนถ่านไฟที่ร้อนแดง แม้ดับแล้วยังร้อนอยู่ ฉันใด ความรักที่ดับลงแล้วก็เช่นกัน ยังทิ้งร่องรอยความร้อนไว้ในใจ หากไม่ชำระด้วยธรรมะ ฉันนั้น"จากอัคคิสูตร อังคุตตรนิกาย)
  18. "เปรียบดังน้ำที่ซึมเข้าสู่รากต้นไม้ ทำให้ต้นไม้เติบโต ฉันใด ความรักที่ประกอบด้วยเมตตาก็เช่นกัน ย่อมทำให้คุณธรรมเจริญงอกงาม เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชน ฉันนั้น"  (ธัมมปทัฏฐกถา)
  19. "เปรียบเสมือนนกที่ติดบ่วง ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งรัดแน่น ฉันใด ความรักที่ประกอบด้วยอุปาทานก็เช่นกัน ยิ่งยึดมั่นถือมั่นก็ยิ่งทุกข์ทรมาน ไม่อาจพ้นจากสังสารวัฏได้ ฉันนั้น"  (สังโยชนสูตร อังคุตตรนิกาย)
  20. "เปรียบดังดอกบัวที่เบ่งบานในสระน้ำ แม้อยู่ในน้ำแต่ไม่ติดน้ำ ฉันใด จิตที่เข้าใจความรักตามความเป็นจริงก็เช่นกัน แม้อยู่ในโลกแต่ไม่ติดโลก สามารถมีความรักที่บริสุทธิ์โดยไม่ยึดมั่นถือมั่น ฉันนั้น"  (พุทธวัจนะ ธรรมบท)

 

จากอุปมาทั้ง 20 ข้อเกี่ยวกับความรัก สามารถวิเคราะห์สาระสำคัญได้ 5 ประเด็น ดังนี้

  1. ลักษณะธรรมชาติของความรัก คือ ความไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงได้ อุปมาเมฆฝน, พยับแดด)  ไม่มีแก่นสารที่แท้จริง อุปมาความฝัน, ภาพในกระจก)  หลอกลวงให้หลงใหล อุปมามายาในทะเลทราย)  มีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกัน อุปมาน้ำผึ้งปนพิษ)
  2. ผลกระทบต่อจิตใจ  ทำให้จิตใจหวั่นไหว อุปมาคลื่นในมหาสมุทร)  เร่าร้อนกระสับกระส่าย อุปมาไฟลุกโชน)  ผูกมัดจิตใจ อุปมาโซ่ตรวน, ใยแมงมุม)  บดบังปัญญา อุปมาเมฆบังจันทร์)
  3. โทษของความรักที่มีกิเลส  เป็นเหตุแห่งทุกข์ อุปมาแผลที่คัน)  ผูกมัดในวัฏสงสาร อุปมาเงาติดตาม)  ทำลายคุณธรรม อุปมาเถาวัลย์รัดต้นไม้)  นำไปสู่ความพินาศ อุปมาเหยื่อติดเบ็ด)
  4. แนวทางการปฏิบัติ พัฒนาให้เป็นความรักที่บริสุทธิ์ อุปมาดอกบัว)  ใช้ปัญญาพิจารณา อุปมาเรือผูกท่า) ไม่ยึดมั่นถือมั่น อุปมาบัวไม่ติดน้ำ) มีธรรมะเป็นเครื่องกำกับ อุปมาน้ำหล่อเลี้ยงต้นไม้)
  5. การพัฒนาความรักในทางที่ถูกต้อง  เปลี่ยนจากความรักที่เห็นแก่ตัวเป็นเมตตา  ใช้ปัญญากำกับความรัก มีสติระวังไม่ให้ความรักครอบงำจิต  พัฒนาความรักให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม

 

พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นว่าความรักมีทั้งคุณและโทษ หากไม่รู้เท่าทันย่อมนำทุกข์มาให้ แต่ถ้ารู้จักพัฒนาให้เป็นความรักที่บริสุทธิ์ ประกอบด้วยเมตตา ปัญญา และไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

 

ศักดิ์  ประสานดี