กำลังคนเพื่อสังคมสุขภาวะ

วันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ สช. จัดรายการ Health station Talk EP.13 ตอน เปิดประเด็นกำลังคนเพื่อสังคมสุขภาวะ บนเส้นทางสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ   โดยผมมีหน้าที่ตอบคำถาม

“ทำไมต้องพลิกโฉมกำลังคน สถานการณ์ของประเทศด้านกำลังคนเป็นอย่างไรบ้าง และกำลังคนในที่นี้หมายรวมถึงใครบ้าง”    ที่ทีมจัดรายการของ สช. เตรียมตัวดีมาก    มีโพยเชิงแนวทางเตรียมไว้ให้อย่างดี    ผมเสนอว่า เรากำลังพูดกันเรื่อง “กำลังคนเพื่อสุขภาวะ”    ดังนั้นต้องพูดถึงกลุ่มแรกที่มีจำนวนมากที่สุด และสำคัญที่สุดต้อการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค คือคนไทยทุกคน    กำลังคนเพื่อสังคมสุขภาวะที่สำคัญที่สุดคือประชาชนไทยทุกคน ที่ต้องดูแลสุขภาวะของตนเอง มีทักษะหรือสมรรถนะของการดูแลสุขภาพของตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และโลก    กำลังคนในความหมายนี้ ต้องการพลิกโฉมความคิด หรือเปลี่ยนวิธีคิด ว่าสังคมจะมีสุขภาวะได้ทุกคนต้องช่วยกัน   เริ่มจากช่วยตัวเองโดยการมีพฤติกรรมสุขภาพ และชักชวนคนในครอบครัว ชุมชน สังคม ร่วมกันส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ   

เมื่อพูดถึงกำลังคนเพื่อสุขภาวะ คนทั่วไปมักนึกถึงคนในวิชาชีพสุขภาพ อันได้แก่แพทย์ แพทย์แผนไทย พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ นักกายภาพบำบัด นักสาธารณสุข นักจิตวิทยาคลินิค เป็นต้น   กำลังคนด้านวิชาชีพเหล่านี้มีความสำคัญ ทั้งในด้านคุณภาพหรือสมรรถนะ (รวมทั้งการทำงานเป็นทีม)  จำนวนต่อประชากร  และการกระจายไปทั่วประเทศ  เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการอย่างมีคุณภาพ เท่าเทียมและทั่วถึง   

แต่กำลังคนด้านวิชาชีพ ก็ยังไม่เพียงพอ ต้องการกำลังคนระดับผู้ช่วย  หรือผู้บริบาลที่ใช้เวลาฝึกไม่นาน และมักเป็นคนในชุมชนเอง เช่นผู้บริบาลผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้สูงอายุ  ผู้ช่วยพยาบาล และผู้ช่วยอื่นๆ   ที่จะต้องมีการวิจัยศึกษาความต้องการและจัดให้มีการผลิตอย่างเพียงพอ และมีคุณภาพ   รวมทั้งมีมาตรการดูแลคุณภาพอย่างเป็นระบบ 

กำลังคนทั้ง ๓ กลุ่มนี้ จะช่วยกันสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมสุขภาวะ  และเผื่อแผ่บริการสุขภาพแก่สังคมอื่นหรือผู้มาใช้บริการจากต่างประเทศ   เพื่อหารายได้เข้าประเทศด้วย    นำสู่ระบบสุขภาพที่มี ๒ เป้าหมาย คือสร้างสุขภาวะไทยยั่งยืน และสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ด้วย   เป็นการพลิกโฉมกำลังคนในสองความหมายใหญ่ คือความหมายทุกคนเป็นกำลังคนเพื่อสุขภาวะ  กับความหมาย กำลังคนเพื่อสร้างเศรษฐกิจจากบริการสุขภาพ    ที่ต้องเน้นว่าสุขภาวะที่เท่าเทียม (health equity) ของคนไทยต้องมาก่อนการหารายได้   

สถานภาพกำลังคนของไทย ในภาพรวมอยู่ในสภาพที่ ระบบสุขภาพไทยดีที่สุดในโลกเป็นอันดับที่ ๕  แต่เราก็มีความท้าทายหลากหลายประการที่สมัชชานี้จะมีมติให้มีการทำงานพัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่ประมาท 

 “พลิกโฉมกำลังคน เพื่อสังคมสุขภาวะ ความสำคัญ.... เชื่อมโยงกับธีมหลัก...... จะตอบโจทย์ปัญหาประเทศในขณะนี้อย่างไร”  ธีมหลักของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ ๑๗ คือ “เศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างสุขภาวะไทยยั่งยืน” เป็นการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับสุขภาวะ   มองเศรษฐกิจเป็นปัจจัยเอื้อต่อสุขภาวะ  ที่เมื่อระบบสุขภาพของประเทศไทยมีส่วนร่วมในการหารายได้เข้าประเทศ สร้างความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น   ก็จะเอื้อต่อการมีสุขภาวะของคนไทยทั้งมวลด้วย

สภาพเช่นนั้นจะเกิดขึ้นได้ ต้องใช้ระบบสุขภาพปฐมภูมิเป็นฐาน  เพื่อให้ระบบสุขภาพบริการครอบคลุมประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน  ระบบสุขภาพปฐมภูมิต้องเชื่อมโยงกับระบบสุขภาพทุติยภูมิ และตติยภูมิอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน   มีการส่งต่อผู้ป่วยข้ามไปมาอย่างทันท่วงทีไร้รอยต่อ   สภาพเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยปัจจัยที่หลากหลายรวมทั้งสมรรถนะและท่าทีของกำลังคนสุขภาพผู้ให้บริการ   ในการทำงานแบบร่วมมือเป็นทีมโดยไม่ถือเขาถือเรา    ไม่ถือต้นสังกัดเป็นตัวอุปสรรค   เน้นที่ประโยชน์ของประชาชนผู้เจ็บป่วยเป็นหลัก    มีการใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้องเหมาะสม   การผลิตและพัฒนากำลังคนผู้ให้บริการระดับวิชาชีพ และไม่ใช่วิชาชีพ จึงต้องไม่เพียงเน้นด้านเทคนิควิธีการ ต้องสร้างทัศนคติและพฤติกรรมที่เหมาะสมในการทำงานร่วมกันเป็นทีม  เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยและญาติเป็นหลัก

ในขณะเดียวกัน ประชาชนทั่วไป ในฐานะกำลังคนสุขภาวะ เมื่อถึงคราวเจ็บป่วยต้องใช้บริการสุขภาพ ก็รู้จักใช้   คือเริ่มจากใช้บริการปฐมภูมิที่ใกล้บ้านก่อน   ไม่กระโดดไปใช้บริการที่สถานบริการตติยภูมิโดยไม่จำเป็น   ทำให้โรงพยาบาลขนาดใหญ่มีผู้ป่วยล้นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน    ซึ่งหากสถานบริการปฐมภูมิให้บริการดี  ในลักษณะที่ดูแลความเจ็บป่วยง่ายๆ ได้ดี  และสามารถส่งต่อผู้ที่มีปัญหาเกินกำลังของบริการปฐมภูมิไปยังสถานบริการทุติยภูมิ หรือตติยภูมิได้อย่างรวดเร็วทันท่วงที   ก็จะได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากประชาชน    พฤติกรรมการใช้บริการของประชาชนก็จะค่อยๆ พัฒนาหรือเหมาะสมยิ่งขึ้น   

รายละเอียดของการผลิตและพัฒนากำลังคนสุขภาพในระดับวิชาชีพและไม่ใช่วิชาชีพมีมากมายและซับซ้อน  จึงต้องมีกลไกทำงานประสานงานขับเคลื่อนในระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง    และมีการนำมารายงานเพื่อนำสู่นโยบายระดับประเทศเป็นระยะๆ   เป็นเรื่องที่ต้องมีการเรียนรู้และพัฒนาเป็นวงจรไม่รู้จบ   

ฟังรายการดังกล่าวได้ที่   https://www.facebook.com/healthStation/videos/865803905637157 

วิจารณ์ พานิช

๗ พ.ย. ๖๗