อุปมาเกี่ยวกับความชราในพระไตรปิฎก

เมื่ออายุล่วงเข้าวัยชรา  สัจธรรมหลายอย่าง เราก็จะเห็นชัดเจนมากขึ้น ลองอ่านภูมิปัญญาของพระพุทธองค์ ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกว่า พระองค์ทรงเปรียบเทียบอุปมาอุปมัยเกี่ยวกับชีวิตที่ชราอย่างไรบ้าง 
 

  1. "เปรียบเหมือนดอกบัวที่เบ่งบานสดใสในยามเช้า แต่เมื่อถูกแสงแดดแผดเผายามบ่าย ก็เริ่มเหี่ยวเฉา กลีบดอกค่อยๆ ร่วงโรย สีสันเลือนหาย ฉันใด ชีวิตมนุษย์ก็เช่นกัน ย่อมเริ่มจากความสดใสในวัยเยาว์ แต่เมื่อถูกความชราแผดเผา ก็ค่อยๆ เสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา ฉันนั้น" (ชราสูตร อังคุตตรนิกาย)
  2. "เปรียบดังใบไม้เหลืองที่หลุดร่วงจากขั้ว ไม่อาจกลับคืนสู่กิ่งก้านได้อีก ฉันใด ความชราก็เช่นกัน เมื่อมาถึงแล้วย่อมพรากความหนุ่มสาวไปจากชีวิต ไม่อาจย้อนคืนกลับมาได้อีก เป็นไปตามกฎธรรมชาติที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ ฉันนั้น"  (ชราวรรค สังยุตตนิกาย)
  3. "เปรียบเสมือนสายน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ไม่มีวันไหลย้อนกลับ ฉันใด ชีวิตมนุษย์ก็เช่นกัน ย่อมดำเนินไปสู่ความชราอย่างไม่หยุดยั้ง ทุกย่างก้าวคือการเดินเข้าใกล้ความแก่ชรา เป็นสัจธรรมที่ไม่อาจทวนกระแสได้ ฉันนั้น" (นทีโสตสูตร สังยุตตนิกาย)
  4. "เปรียบดังดวงอาทิตย์ที่โคจรไปในท้องฟ้า ไม่เคยหยุดนิ่ง ฉันใด ความชราก็เช่นกัน ย่อมคืบคลานเข้ามาในชีวิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในยามหลับและตื่น ไม่มีวันใดที่ความแก่จะหยุดดำเนินไป ฉันนั้น"  (อาทิตตสูตร สังยุตตนิกาย)
  5. "เปรียบเสมือนผลไม้สุกที่แขวนอยู่บนต้น ย่อมต้องหล่นลงสู่พื้นในที่สุด ฉันใด ชีวิตที่ดำเนินไปก็เช่นกัน เมื่อถึงวัยชราย่อมเสื่อมโทรม ร่วงโรย และต้องพบกับความแตกดับในที่สุด เป็นธรรมดาที่ไม่มีใครหลีกพ้น ฉันนั้น" (ชราธัมมสูตร  อังคุตตรนิกาย)
  6. "เปรียบดังรถเก่าที่ผ่านการใช้งานมานาน ย่อมต้องซ่อมแซมบ่อยครั้ง ชิ้นส่วนเริ่มเสื่อมสภาพทีละน้อย ฉันใด ร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยชราก็เช่นกัน ย่อมต้องการการดูแลรักษามากขึ้น อวัยวะต่างๆ เริ่มเสื่อมถอยลงตามกาลเวลา ฉันนั้น" (รถวินีตสูตร  มัชฌิมนิกาย)
  7. "เปรียบดังหยดน้ำค้างยามเช้าที่เกาะอยู่บนใบหญ้า เมื่อถูกแสงอาทิตย์ก็ระเหยหายไป ฉันใด ความหนุ่มสาวก็เช่นกัน เมื่อถูกความชราแผดเผา ย่อมเหือดหายไปทีละน้อย ไม่อาจคงอยู่ได้นาน ฉันนั้น"  (วยสูตร  สังยุตตนิกาย)
  8. "เปรียบเสมือนเงาที่ติดตามตัวไปทุกย่างก้าว ไม่อาจหนีพ้น ฉันใด ความชราก็เช่นกัน ย่อมติดตามชีวิตไปทุกขณะ นับแต่วินาทีที่ปฏิสนธิ จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต ฉันนั้น"  (ชราปริตต ขุททกนิกาย)
  9. "เปรียบดังน้ำในตุ่มที่รั่วซึมทีละหยด จนแห้งเหือดในที่สุด ฉันใด ชีวิตก็เช่นกัน ย่อมค่อยๆ เสื่อมถอยไปทีละน้อยด้วยอำนาจความชรา จนกระทั่งสิ้นอายุขัย ไม่มีสิ่งใดจะต้านทานได้ ฉันนั้น"  (อุปมาสูตร  อังคุตตรนิกาย)
  10. "เปรียบเสมือนเทียนไขที่จุดไว้ ย่อมมอดไหม้ลงทีละน้อยจนหมดเล่ม ฉันใด อายุขัยของสัตว์ทั้งหลายก็เช่นกัน ย่อมลดน้อยถอยลงทุกขณะด้วยอำนาจความชรา จนกระทั่งดับสิ้นในที่สุด ฉันนั้น"  (ชราธัมมสูตร  มัชฌิมนิกาย)
  11. "เปรียบดังกองทรายที่ถูกลมพัดพาไปทีละเม็ด จนกระทั่งหมดกอง ฉันใด พละกำลังและความสดใสของชีวิตก็เช่นกัน ย่อมถูกความชราพัดพาไปทีละน้อย จนหมดสิ้นความสามารถในที่สุด ฉันนั้น"  (ขัณฑสูตร สังยุตตนิกาย)
  12. "เปรียบเสมือนเงาภูเขาที่ทอดยาวในยามเย็น บ่งบอกถึงการสิ้นสุดของวัน ฉันใด ความชราก็เช่นกัน เป็นเครื่องเตือนใจถึงความไม่เที่ยงของชีวิต และการเข้าใกล้จุดอัสดงของชีวิต ฉันนั้น"  (ภัทเทกรัตตสูตร  มัชฌิมนิกาย)
  13. "เปรียบดังผ้าเก่าที่เปื่อยขาดทีละน้อย ยิ่งใช้ก็ยิ่งชำรุด ฉันใด ร่างกายที่ชราภาพก็เช่นกัน ย่อมเสื่อมโทรมลงตามกาลเวลา ไม่อาจคงความแข็งแรงดังเดิม ฉันนั้น" (ชีวิตสูตร อังคุตตรนิกาย)
  14. "เปรียบเสมือนคลื่นในมหาสมุทรที่ซัดสาดเข้าหาฝั่งไม่ขาดสาย ฉันใด ความชราก็เช่นกัน ย่อมซัดสาดเข้าสู่ชีวิตอย่างต่อเนื่อง ไม่มีวันหยุดนิ่ง จนกว่าจะถึงฝั่งแห่งความดับ ฉันนั้น" (อนิจจตาสูตร  สังยุตตนิกาย)
  15. "เปรียบดังดอกไม้ที่ค่อยๆ ร่วงโรยกลีบทีละกลีบ จนหมดความงาม ฉันใด ชีวิตก็เช่นกัน ย่อมค่อยๆ สูญเสียความสดใสไปทีละส่วน ด้วยอำนาจความชรา จนหมดสิ้นความงดงามในที่สุด ฉันนั้น"  (วยธัมมสูตร  อังคุตตรนิกาย)
  16. "เปรียบเสมือนดวงจันทร์ที่ค่อยๆ เสื่อมแสงในข้างแรม ฉันใด ชีวิตก็เช่นกัน ย่อมค่อยๆ เสื่อมถอยลงด้วยอำนาจความชรา เป็นไปตามกฎธรรมชาติที่ไม่มีใครฝืนได้ ฉันนั้น"  (อุปมาสูตร  มัชฌิมนิกาย)
  17. "เปรียบดังท้องฟ้าที่แปรเปลี่ยนจากสว่างเป็นมืด ฉันใด ชีวิตก็เช่นกัน ย่อมแปรเปลี่ยนจากความหนุ่มสาวไปสู่ความชรา เป็นกฎแห่งไตรลักษณ์ที่ไม่มีข้อยกเว้น ฉันนั้น"  (นิจจสูตร  สังยุตตนิกาย)
  18. "เปรียบเสมือนเมฆหมอกที่บดบังแสงอาทิตย์ ทำให้โลกมืดมัว ฉันใด ความชราก็เช่นกัน ย่อมบดบังความสดใสของชีวิต ทำให้ร่างกายและจิตใจอ่อนล้า เศร้าหมอง ฉันนั้น" (ชราสัจจสูตร อังคุตตรนิกาย)
  19. "เปรียบดังก้อนน้ำแข็งที่ละลายเมื่อถูกแสงแดด ฉันใด ความแข็งแรงของร่างกายก็เช่นกัน ย่อมละลายหายไปเมื่อถูกความชราแผดเผา ไม่อาจต้านทานได้ ฉันนั้น"  (สังขารสูตร  สังยุตตนิกาย)
  20. "เปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นมานาน ย่อมค่อยๆ ผุกร่อนจากภายใน ฉันใด ร่างกายที่ชราภาพก็เช่นกัน ย่อมเสื่อมถอยทั้งภายนอกและภายใน เป็นธรรมดาของสังขารทั้งปวง ฉันนั้น" (ธัมมปทัฏฐกถา)

จากอุปมาทั้งหมดเกี่ยวกับความชรา สามารถวิเคราะห์สาระสำคัญได้ 5 ประเด็น ดังนี้

  1. ลักษณะของความชรา เป็นการเสื่อมสลายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง (อุปมาสายน้ำ, น้ำในตุ่ม) เป็นกระบวนการที่ไม่อาจย้อนกลับได้ (อุปมาใบไม้ร่วง, ดอกบัว) เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายใน (อุปมาต้นไม้ผุ, ผ้าเก่า) เป็นการเปลี่ยนแปลงที่แน่นอนตายตัว (อุปมาดวงอาทิตย์, ดวงจันทร์)
  2. ความแน่นอนของความชรา เป็นกฎธรรมชาติที่ไม่มีข้อยกเว้น  ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้  เกิดขึ้นกับทุกชีวิตอย่างเท่าเทียม  เป็นสัจธรรมที่ต้องยอมรับ
  3. ผลกระทบของความชรา ทำให้ร่างกายเสื่อมถอย (อุปมารถเก่า) ทำให้พละกำลังลดน้อยลง (อุปมากองทราย) ทำให้ความงามสูญเสียไป (อุปมาดอกไม้ร่วง) ต้องการการดูแลรักษามากขึ้น
  4. ความสัมพันธ์กับธรรมชาติ  เป็นส่วนหนึ่งของไตรลักษณ์ สะท้อนความไม่เที่ยงของสังขาร  เป็นเครื่องเตือนใจถึงความตาย แสดงถึงกฎแห่งธรรมชาติ
  5. แนวทางปฏิบัติต่อความชรา ต้องยอมรับความจริงของชีวิต ควรเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม ใช้เป็นเครื่องเตือนใจในการทำความดี พิจารณาเพื่อให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง

 

อุปมาเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าความชราเป็นสัจธรรมที่ทุกชีวิตต้องประสบ การเข้าใจและยอมรับความจริงนี้จะช่วยให้เราดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาท และเร่งสร้างคุณงามความดีในขณะที่ยังมีโอกาส

 

ศักดิ์ ประสานดี