อุปมาเกี่ยวกับความทุกข์ ในพระไตรปิฎก
สิ่งที่เรามักจะเจอกันเสมอๆ คือ ความทุกข์ บางเวลา มันก็ห่างเรา บางเวลาก็มาใกล้ชิด และมาบ่อยๆ บางครั้งแทบไม่อยากมีชีวิตเจอกันมัน พระพุทธเจ้าทรงยกตัวอย่างไว้อย่างไรบ้าง
ลองอ่านกันดูครับ
- "เปรียบเหมือนมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่มีแต่น้ำเค็มไม่เหมาะแก่การดื่มกิน ฉันใด ความทุกข์ในสังสารวัฏก็เช่นกัน มีอยู่มากมายไม่มีที่สิ้นสุด เป็นสภาวะที่ไม่น่ายินดี คอยแผดเผาสัตว์โลกให้เร่าร้อนอยู่เสมอ ฉันนั้น" (ทุกขสูตร สังยุตตนิกาย)
- "เปรียบดังก้อนเหล็กแดงที่ถูกเผาไฟทั้งวัน ไม่มีที่ใดเย็น จะจับต้องตรงไหนก็ร้อนไปทั้งหมด ฉันใด ความทุกข์ในวัฏสงสารก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเกิดในภพภูมิใด ก็ล้วนประสบกับความทุกข์ ไม่มีที่ใดปลอดทุกข์โดยสิ้นเชิง ฉันนั้น" (ทุกขักขันธสูตร มัชฌิมนิกาย)
- "เปรียบเสมือนบุรุษถูกลูกศรอาบยาพิษ ย่อมได้รับทั้งความเจ็บปวดจากลูกศร และความทุกข์ทรมานจากพิษ ฉันใด สัตว์โลกก็เช่นกัน ย่อมได้รับทุกข์ทั้งทางกายและทางใจ ซ้ำเติมด้วยความทุกข์จากการปรุงแต่งของจิต ฉันนั้น" (สัลลสูตร สังยุตตนิกาย)
- "เปรียบดังบ้านที่ถูกไฟไหม้ ไม่ว่าจะหนีไปทางไหนก็พบแต่เปลวเพลิง ฉันใด ความทุกข์ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเกิดในภพใด ก็ล้วนถูกไฟคือราคะ โทสะ โมหะแผดเผา ไม่มีที่พึ่งพิงที่แท้จริง ฉันนั้น" (อาทิตตปริยายสูตร สังยุตตนิกาย)
- "เปรียบเสมือนหลุมถ่านเพลิงลึกกว่าชั่วบุรุษ เต็มไปด้วยถ่านไฟไม่มีเปลวไม่มีควัน ผู้ใดตกลงไปย่อมถูกไฟเผา ฉันใด ความทุกข์ในวัฏสงสารก็เช่นกัน แม้จะมองไม่เห็นด้วยตา แต่ก็เผาผลาญสัตว์โลกอยู่ตลอดเวลา ฉันนั้น" (มหาทุกขักขันธสูตร มัชฌิมนิกาย)
- "เปรียบดังคนที่แบกก้อนหินหนัก เดินทางไกลในแดดร้อน ยิ่งเดินก็ยิ่งเหนื่อยล้า ฉันใด สัตว์โลกที่แบกขันธ์ 5 ก็เช่นกัน ต้องแบกความทุกข์ไปตลอดการเดินทางในสังสารวัฏ ไม่รู้จักจุดสิ้นสุด ฉันนั้น"จากทุกขตาสูตร สังยุตตนิกาย)
- "เปรียบเสมือนแผลเรื้อรังที่ถูกบีบคั้น ย่อมเจ็บปวดทั้งกลางวันกลางคืน ฉันใด ทุกข์ในขันธ์ 5 ก็เช่นกัน ย่อมบีบคั้นสัตว์โลกอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะหลับหรือตื่น ก็ไม่พ้นจากความทุกข์ ฉันนั้น" (ขันธสูตร สังยุตตนิกาย)
- "เปรียบดังน้ำตาที่ไหลรินของสัตว์โลกตลอดการท่องเที่ยวในสังสารวัฏ มีมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่ ฉันใด ความทุกข์ที่สัตว์โลกได้ประสบมาก็เช่นกัน มีมากมายนับไม่ถ้วน เพราะการเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบ ฉันนั้น" (เวทนาสูตร สังยุตตนิกาย)
- "เปรียบเสมือนเรือที่รั่ว น้ำไหลเข้ามาไม่หยุด ต้องคอยวิดน้ำออกตลอดเวลา ฉันใด ชีวิตมนุษย์ก็เช่นกัน ต้องคอยต่อสู้กับความทุกข์ที่ไหลบ่าเข้ามาไม่ขาดสาย ทั้งโรคภัย ความแก่ ความตาย ฉันนั้น" (ชราสูตร อังคุตตรนิกาย)
- "เปรียบดังคนติดอยู่ในกรงขัง แม้จะดิ้นรนต่อสู้ก็ไม่อาจหลุดพ้น ฉันใด สัตว์โลกที่ติดอยู่ในกรงขังแห่งอวิชชาก็เช่นกัน ย่อมประสบทุกข์อยู่ร่ำไป ตราบใดที่ยังไม่รู้แจ้งในอริยสัจ ฉันนั้น" (ยมกสูตร สังยุตตนิกาย)
- "เปรียบเสมือนคนที่แบกภาระหนัก เดินทางขึ้นภูเขาสูงชัน ยิ่งเดินก็ยิ่งเหนื่อยล้า ฉันใด การแบกขันธ์ 5 ก็เช่นกัน ยิ่งเวียนว่ายในสังสารวัฏ ก็ยิ่งพบกับความทุกข์ที่ทวีคูณ ฉันนั้น" (ภารสูตร สังยุตตนิกาย)
- "เปรียบดังผู้ที่ตกอยู่ในกระแสน้ำเชี่ยว ถูกพัดพาไปตามกระแส ไม่อาจต้านทาน ฉันใด สัตว์โลกก็เช่นกัน ย่อมถูกกระแสตัณหาพัดพาไปสู่ความทุกข์ ไม่อาจต้านทานได้ หากปราศจากธรรมะเป็นที่พึ่ง ฉันนั้น" (ทุกขักขันธสูตร มัชฌิมนิกาย)
- "เปรียบเสมือนบุรุษที่ถูกทิ่มแทงด้วยหอกทั้งร้อย ย่อมเจ็บปวดแสนสาหัส ฉันใด ทุกข์ในวัฏสงสารก็เช่นกัน ย่อมทิ่มแทงสัตว์โลกด้วยความเจ็บปวดนานัปการ ทั้งทางกายและใจ ฉันนั้น" (อาทีนวสูตร อังคุตตรนิกาย)
- "เปรียบดังคนเดินในทะเลทราย ที่เห็นพยับแดดเป็นน้ำ ยิ่งไขว่คว้าก็ยิ่งทุกข์ ฉันใด สัตว์โลกที่หลงในสมมติบัญญัติก็เช่นกัน ยิ่งแสวงหาความสุขในสิ่งที่เป็นทุกข์ ก็ยิ่งประสบความทุกข์มากขึ้น ฉันนั้น" (วิปัลลาสสูตร อังคุตตรนิกาย)
- "เปรียบเสมือนถ่านไฟที่ถูกลมพัด ย่อมลุกโชนยิ่งขึ้น ฉันใด ทุกข์ที่ถูกปรุงแต่งด้วยความยึดมั่นถือมั่นก็เช่นกัน ย่อมเพิ่มพูนขึ้นด้วยอำนาจของกิเลส ฉันนั้น" (อัคคิสูตร สังยุตตนิกาย)
- "เปรียบดังใบไม้ที่ร่วงหล่นในป่าใหญ่ นับไม่ถ้วน ฉันใด ความทุกข์ที่สัตว์โลกได้ประสบมาในสังสารวัฏก็เช่นกัน มากมายนับไม่ถ้วน เกินกว่าจะคำนวณได้ ฉันนั้น" (สังสารสูตร สังยุตตนิกาย)
- "เปรียบเสมือนคนไข้ที่ถูกโรคร้ายเบียดเบียน ไม่มีความสุขทั้งกลางวันกลางคืน ฉันใด สัตว์โลกที่ถูกโรคคือกิเลสเบียดเบียนก็เช่นกัน ย่อมไม่พบความสุขที่แท้จริง ฉันนั้น" (โรคสูตร อังคุตตรนิกาย)
- "เปรียบดังปลาที่ถูกโยนขึ้นบนบก ดิ้นรนกระวนกระวาย ฉันใด สัตว์โลกที่จมอยู่ในห้วงทุกข์ก็เช่นกัน ย่อมดิ้นรนกระวนกระวายด้วยความทุกข์นานัปการ ฉันนั้น" (สุขุมาลสูตร อังคุตตรนิกาย)
- "เปรียบเสมือนเต่าตาบอดในมหาสมุทร โอกาสที่จะโผล่ขึ้นมาพบท่อนไม้ลอยน้ำยากนัก ฉันใด การที่สัตว์โลกจะพ้นจากความทุกข์ก็เช่นกัน เป็นสิ่งที่ยากยิ่ง หากไม่พบพระสัทธรรม ฉันนั้น" (กุมโมปมสูตร สังยุตตนิกาย)
- "เปรียบดังยอดเขาหิมาลัยอันสูงตระหง่าน ฉันใด กองทุกข์ที่สัตว์โลกได้ประสบมาในสังสารวัฏก็เช่นกัน สูงใหญ่ไพศาล ยากที่จะประมาณได้ หากไม่เร่งเพียรปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ ฉันนั้น" (อนมตัคคสูตร สังยุตตนิกาย)
วิเคราะห์อุปมาเกี่ยวกับความทุกข์ทั้ง 20 ข้อ สามารถสรุปสาระสำคัญได้ 5 ประเด็น ดังนี้
- ลักษณะของความทุกข์ มีอยู่ทั่วไปในทุกที่ อุปมามหาสมุทร, ก้อนเหล็กแดง) เกิดขึ้นต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด อุปมาน้ำตา, ใบไม้ในป่า) บีบคั้นทั้งกายและใจ อุปมาแผลเรื้อรัง, หอกทิ่มแทง) ยากที่จะหลีกหนีพ้น อุปมาบ้านไฟไหม้, กรงขัง)
- สาเหตุของความทุกข์ เกิดจากการแบกขันธ์ 5 อุปมาการแบกหิน, ภาระหนัก) เกิดจากอวิชชาความไม่รู้ อุปมาคนตาบอด, พยับแดด) เกิดจากการปรุงแต่งของกิเลส อุปมาถ่านไฟถูกลมพัด) เกิดจากตัณหาความทะยานอยาก อุปมากระแสน้ำเชี่ยว)
- ความรุนแรงของทุกข์ แผดเผารุนแรง อุปมาไฟ, หลุมถ่านเพลิง) ทรมานไม่มีที่สิ้นสุด อุปมาลูกศรอาบ พิษ) ครอบงำทั่วทุกอณู อุปมาก้อนเหล็กแดง) ทำให้กระวนกระวายไม่สงบ อุปมาปลาบนบก)
- ผลกระทบของทุกข์ ทำให้ไม่มีความสุขที่แท้จริง อุปมาคนไข้) ติดตามไปทุกภพภูมิ อุปมาเงาติดตาม) บีบคั้นอย่างต่อเนื่อง อุปมาเรือรั่ว) ทำให้หาที่พึ่งได้ยาก อุปมาเต่าตาบอด)
- การพ้นทุกข์ ต้องอาศัยพระสัทธรรม อุปมาเต่าตาบอดพบท่อนไม้) ต้องมีความเพียรอย่างต่อเนื่อง ต้องละความยึดมั่นถือมั่น ต้องเข้าใจสัจธรรมอย่างแท้จริง
อุปมาเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าความทุกข์เป็นสภาวะที่มีอยู่จริง รุนแรง และยากที่จะหลีกหนี แต่สามารถพ้นได้ด้วยการปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะการเข้าใจอริยสัจ 4 อย่างถ่องแท้
ศักดิ์ ประสานดี