Engagement หมายถึงความผูกพัน หรือการผูกพัน    ที่ ศ. ดร. วิจิตร ศรีสะอ้านให้คำแปลที่งดงามว่า “พันธกิจสัมพันธ์”   

ผมตีความว่า เดิมมหาวิทยาลัยทำงานบนฐานวิชาการ อาจารย์แต่ละคนทำงานวิชาการผูกพันอยู่กับสาขาวิชาการของตน    ที่ผมเรียกว่า “ชาลาปฏิบัติการแนววิชาการ” (academic working platform)  ที่ทำให้มหาวิทยาลัยค่อนข้างเหินห่างจากสังคม  เหินห่างจากชีวิตการทำงานและความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคม

จึงมีการพัฒนาการทำงานวิชาการที่เข้าไปใกล้ชิดกับการทำงานและการดำรงชีวิตของคนในสังคม  และเรียกว่า University Social Engagement   ในปี ๒๕๖๒ ผมได้รับเชิญให้กล่าวปาฐกถา ศาสตราจารย์ นายแพทย์กษาณ จาติกวนิช  ครั้งที่ ๑๐ เรื่อง มหาวิทยาลัยแห่งอนาคต    และได้เสนอว่า มหาวิทยาลัยแห่งอนาคตต้องพัฒนา “ชาลาปฏิบัติการใหม่” (new operating platform)    ขึ้นมาตีคู่กับชาลาปฏิบัติการเดิม ที่เรียกว่า “ชาลาวิชาการ” (academic platform)    โดยได้เสนอชื่อชาลาใหม่สำหรับใช้คู่กับชาลาเดิมว่า “ชาลาหุ้นส่วนสังคม” (engagement platform)    

ขอย้ำว่า ทั้งสองชาลาของมหาวิทยาลัยเป็นชาลาวิชาการเหมือนกัน    แต่ใช้ฐานหนุนต่างกัน   ชาลาวิชาการแนววิชาการใช้ฐานวิชาการ (ส่วนใหญ่แยกดำเนินการตามสาขาวิชาการ – disciplinary approach)) เป็นโจทย์และวิธีการ    ส่วนชาลาวิชาการแนวหุ้นส่วนสังคม ใช้ฐานการทำงานหรือการดำรงชีวิตในสภาพจริงเป็นโจทย์  ส่วนวิธีการมักใช้ส่วนผสมของหลายศาสตร์  รวมทั้งใช้ข้อมูลหลักฐานจากชีวิตจริง (real-world evidence)   

จะเห็นว่า ในยุคปัจจุบัน สถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยต้อง “ผูกพันสองฝั่ง” คือทั้งฝั่งวิชาการ  และฝั่งชีวิตจริง

ความท้าทายอยู่ที่ฝั่งการทำงานกับภาคีในภาคชีวิตจริง   ที่ความเก่งของคนมหาวิทยาลัยชวนหลงทางอยู่บ่อยๆ    คือหลงทำงาน “ผูกพันสังคม” หรือ “พันธกิจเพื่อสังคม” แบบเข้าไปช่วยเหลือ   เพราะหลงคิดว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยมีความรู้สำหรับนำไปถ่ายทอดให้    แนวคิดนี้ไม่ผิด แต่เป็นแนวทางที่ไม่สร้าง “พลังทวีคูณ”  หรือ “การสนธิพลัง” (synergy)    ระหว่างความรู้วิชาการ (ของคนมหาวิทยาลัย)  กับความรู้ปฏิบัติ ของชาวบ้าน หรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานคู่ร่วมมือ   

ความสัมพันธ์ระหว่างคู่ร่วมมือต้องเป็นความสัมพันธ์แนวราบ คู่ร่วมมือหรือภาคีทั้งสองฝ่ายหรือทุกฝ่ายมีศักดิ์เสมอกัน    รับฟังกัน เคารพและให้เกียรติกัน   บรรยากาศแนวราบเช่นนี้จะช่วยให้ทุกฝ่ายปลดปล่อยพลังซ่อนเร้นของตนออกมากระทำการ    เกิดประโยชน์เพิ่มพูนแก่ภาคีทุกฝ่าย   

ชาลาหุ้นส่วนสังคม เป็นชาลาที่ทุกฝ่ายเป็นผู้กระทำการ เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ   โดยมหาวิทยาลัยควรให้นิสิตนักศึกษาเข้าร่วมปฏิบัติการเพื่อเรียนรู้ด้วย    ในลักษณะของการฝึกเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือจากประสบการณ์   ที่จะช่วยให้นักศึกษาสะท้อนคิดจากผลของการปฏิบัติเป็น    อันเป็นเส้นทางสู่ทักษะการเรียนรู้จากประสบการณ์  ที่เป็นทักษะเรียนรู้ตลอดชีวิต   รวมทั้งเกิดการพัฒนาความเป็นผู้ริเริ่มกระทำการ (agency)  หรือผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change agent) ด้วย

วิจารณ์ พานิช

๓๐ ก.ย. ๖๗

ห้อง ๖๑๑  โรงแรมเซนทารา แกรนด์ บีชรีสอร์ท   ภูเก็ต