ที่มา - จาก FB อาจารย์ Supakorn Buasai
22 ตุลาคม 2567
- – - - - - - - - - -
เมื่อวานนี้ผมไปได้ความรู้เยอะจากกิจกรรมนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมจำนวนมาก นับเป็นความสำเร็จของผู้จัด แต่เรื่องสังคมสูงวัยนี้พูดกันเตือนกันมานาน 10-20 ปีแล้วก็ยังไปไม่ถึงไหน เมื่อวานมีภาพมาตรการต่างมากราว 20 รายการ แสดงถึงความใส่ใจของหลายหน่วยงาน แต่ก็อาจเบียดบังภาพของเรื่องใหญ่ๆที่ต้องร่วมกันทำงาน
เราหา”คอขวด”ยังไม่เจอ รัฐบาลเองก็ไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องเร่งรัด (Urgency) อันที่จริงข้าราชการมีสวัสดิการกันอยู่แล้วจึงอาจมีแรงกระตุ้้นน้อยไปหน่อยกระมัง ชาวบ้านที่ไร้สิทธิ์ราชการอีกราว 90% น่าจะเป็นเจ้าทุกข์ตัวจริง
ข้างล่างนี้ผมเคยโน้ตเรื่องสังคมสูงวัยจากข้อมูลความรู้แหล่งต่างๆ เมื่อวานไม่ใช่โอกาสเหมาะ เลยขอโพสต์ไว้เผื่อพอเป็นประโยชน์ ท่านผู้มีสติปัญญาเชี่ยวชาญคงคิดให้ดีกว่านี้กันได้อีก
– - - - - - - - -
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาสังคมสูงวัยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การดำเนินการอย่างเร่งด่วนจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม การคาดการณ์ประชากรบ่งชี้ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่สถานะ “สังคมสูงอายุอย่างเต็มที่” (Super Aged Society) ภายในปี 2573 ซึ่งหมายความว่ามากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมดจะมีอายุมากกว่า 65 ปี หากไม่มีการเตรียมการรับมืออย่างเหมาะสม ประเทศจะต้องเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ เช่น การขาดดุลด้านสวัสดิการ (welfare deficits) การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ (economic slowdown) ปัญหาความยากจน (poverty) ที่ขยายวงกว้างในกลุ่มผู้สูงอายุ และความไม่มั่นคงทางสังคมที่เพิ่มขึ้น
ความจำเป็นในการ “คิดนอกกรอบ” เพื่อสังคมสูงวัยที่ยั่งยืน
การยึดติดกับวิธีการแบบเดิม หรือหน่วยราชการการดำเนินงานเชิงธุรกิจตามปกติ (business as usual) ไม่เพียงพอที่จะรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงประชากรที่รวดเร็วและรุนแรง หากไม่มีการปรับตัวเพื่อสร้างระบบการจัดการที่ยั่งยืน ประเทศจะต้องเผชิญกับวิกฤตด้านเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
ความเร่งด่วนในการปรับตัว
• ภายในปี 2580 (ปี 2050): ประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด (ประมาณ 30%) ในขณะที่กลุ่มวัยแรงงาน (อายุ 15-64 ปี) จะลดลงจาก 60% เหลือเพียง 52% ส่งผลให้ “อัตราส่วนการพึ่งพิงผู้สูงอายุ” (Old-age Dependency Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 50 ต่อ 100 ซึ่งหมายความว่าผู้ทำงานทุก ๆ 2 คนจะต้องดูแลผู้สูงอายุ 1 คน
• ภายในปี 2580 (ปี 2050): ค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพจะเพิ่มขึ้นถึง 8% ของ GDP หากไม่มีการปรับปรุงระบบการดูแลสุขภาพและการส่งเสริมการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพ
• ปี 2573 (ปี 2030): ความยากจนในกลุ่มผู้สูงอายุอาจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานนอกระบบที่ไม่มีการออมและไม่มีระบบบำนาญ ปัจจุบันมากกว่า 30% ของผู้สูงอายุมีรายได้ต่ำกว่าระดับเส้นความยากจน โดยเฉลี่ยมีรายได้ไม่เกิน 2,000 บาทต่อเดือน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
การเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส: การสร้างเศรษฐกิจจากการเติบโตของสังคมสูงวัย
ผู้สูงอายุไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาระทางเศรษฐกิจเท่านั้น การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุเป็นโอกาสที่จะสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เติบโตจากการตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะกลุ่มที่เพิ่มขึ้น สังคมสูงวัยสร้างความต้องการใหม่ ๆ เช่น บริการด้านสุขภาพ ผลิตภัณฑ์และบริการที่ช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ สินค้าเพื่อสุขภาพ บริการฟื้นฟู และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การตอบสนองต่อความต้องการเหล่านี้สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานใหม่ได้อย่างมหาศาล
นโยบายเร่งด่วนที่น่าพิจารณาเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน
1. การสนับสนุนการดูแลแบบ “aging-in-place” ในบริบทของวัฒนธรรมไทย
ความจำเป็นเร่งด่วน: ในวัฒนธรรมไทย ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ต้องการใช้ชีวิตในบ้านของตนเองและอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว โดยธรรมเนียมปฏิบัติของไทยมักไม่สนับสนุนการนำผู้สูงอายุไปอยู่ในสถาบันดูแล (institutional care) ซึ่งการพึ่งพาสถาบันดูแลผู้สูงอายุอาจไม่เหมาะสมในระยะยาว เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่สูงและขัดกับความต้องการทางวัฒนธรรมของผู้สูงอายุที่อยากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย แนวคิด “aging-in-place” จึงเป็นนโยบายที่เหมาะสมเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตในบ้านของตนเองได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย
มาตรการแนะนำ:
• การพัฒนาเครือข่ายการดูแลชุมชน (Community-based Care Networks): ส่งเสริมการสร้างระบบดูแลชุมชนที่มีบริการทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพที่สามารถเข้าถึงผู้สูงอายุในบ้านได้ เช่น บริการตรวจสุขภาพที่บ้าน การจัดหาผู้ดูแลที่ผ่านการฝึกอบรม และการใช้เทคโนโลยีทางไกลในการติดตามสุขภาพ
• โครงการปรับปรุงบ้านให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยในวัยสูงอายุ (Home Modification Grants): สนับสนุนการปรับปรุงบ้านเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถเคลื่อนที่และทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น เช่น การติดตั้งราวจับ ปรับพื้นทางเดินให้เรียบง่าย หรือการติดตั้งระบบเตือนภัยฉุกเฉินที่สามารถเชื่อมต่อกับผู้ดูแลสุขภาพ
• กรณีศึกษา: ญี่ปุ่นเป็นกรณีศึกษาตามแนวคิด Ageing-in-place นอกจากนั้นการดูแลแบบครบวงจรในสิงคโปร์ (Integrated Elderly Care in Singapore): สิงคโปร์มีระบบการดูแลผู้สูงอายุที่มุ่งเน้นการดูแลในชุมชน (Community Care) ผ่านศูนย์ดูแลรายวันและบริการการแพทย์ที่บ้านเพื่อลดความจำเป็นในการพักในสถาบันระยะยาว แต่สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลแบบพิเศษก็มีบริการบ้านพักผู้สูงอายุคุณภาพสูง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะทาง ซึ่งทำให้การดูแลผู้สูงอายุมีความยืดหยุ่นและครอบคลุมมากขึ้น
2. การพัฒนาโมเดลการเงินที่ยั่งยืน (Sustainable Financing Models)
ความจำเป็นเร่งด่วน: การเงินเพื่อสวัสดิการผู้สูงอายุเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่การเพิ่มการสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดินเท่านั้น แนวคิดหลักือ Multi-based financing เราควรพัฒนาแนวทางใหม่ ๆ ที่เสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว โดยองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และนักวิจัยไทยได้เสนอโมเดลการเงินที่ยั่งยืน เช่น การใช้กองทุนบำเหน็จบำนาญแบบรวมกลุ่ม การสร้างพันธมิตรภาคเอกชน และการเก็บภาษีเฉพาะเจาะจง
มาตรการแนะนำ:
• การออมบังคับ (Forced Saving Schemes): สร้างโครงการออมบังคับสำหรับแรงงานทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบ เพื่อให้มีการออมสะสมสำหรับวัยเกษียณ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของความยากจนในวัยสูงอายุ เช่น ในสิงคโปร์ มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแบบบังคับ (Central Provident Fund) ที่จัดการเงินออมสำหรับการเกษียณและสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
• การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อสวัสดิการ (VAT for Welfare Programs): เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนเล็กเพื่อใช้เป็นแหล่งรายได้สำหรับโครงการสวัสดิการผู้สูงอายุ โดยเฉพาะการเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพและการดูแล เช่น ในญี่ปุ่นที่มีการจัดเก็บภาษีเพื่อสนับสนุนกองทุนดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ
• การสนับสนุนแบบมีเงื่อนไข (Conditional Cash Transfer Programs): ใช้โครงการเงินช่วยเหลือที่ผูกกับการรักษาสุขภาพและการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ เช่น ในบราซิลมีโครงการ “Bolsa Família” ที่ให้การช่วยเหลือครอบครัว โดยกำหนดให้ผู้รับเงินต้องมีการตรวจสุขภาพและส่งบุตรหลานไปโรงเรียน เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพดีในชุมชน
ชิลี เนเธอร์แลนด์ เกาหลีใต้ และอีกบางประเทศก็มีบทเรียนให้เราทำงานได้เร็วขึ้น เรียนรู้เขาทั้งสิ่งที่เป็นผลกับทั้งสิ่งที่ไม่ควรทำตาม
3. การปฏิรูประบบการดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิ (Primary Care Reform)
ความจำเป็นเร่งด่วน: ระบบบริการสุขภาพที่เรามีกันมาค่อนศตวรรษออกแบบมาสำหรับ Ambulatory care พูดง่ายหรือรอคนไข้ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาบเป็นครั้งๆ แต่สังคมสูงวัยนั้นน่าจะต้องใช้ระบบกลับทางกัน แม้การปฏิรูประบบการดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิจะเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจจากแพทย์และนักการเมืองในประเทศไทย แต่การพูดถึงการบริการที่รองรับสังคมสูงวัยยังไม่เป็นประเด็นหลัก ซึ่งความต้องการในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุนั้นจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเฉพาะเจาะจง การปฏิรูประบบการดูแลปฐมภูมิที่มุ่งเน้นการดูแลผู้สูงอายุจะช่วยลดภาระโรงพยาบาล และสนับสนุนการดูแลเชิงป้องกัน (preventive care) ที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาวได้
มาตรการแนะนำ:
• การฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลผู้สูงอายุ (Geriatric Training for Primary Care Providers): ส่งเสริมการฝึกอบรมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ในด้านการดูแลผู้สูงอายุ เช่น การตรวจสุขภาพ การจัดการโรคเรื้อรัง และการฟื้นฟูสุขภาพ เพื่อให้ระบบการดูแลปฐมภูมิสามารถรองรับความต้องการเฉพาะทางของผู้สูงอายุได้ดียิ่งขึ้น
• การรวมบริการสุขภาพเข้ากับระบบสวัสดิการชุมชน (Integrated Health and Community Services): สร้างระบบที่เชื่อมโยงบริการสุขภาพและบริการสังคมเข้าด้วยกันเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงบริการที่ต้องการได้อย่างครบวงจร โดยสามารถดูตัวอย่างจากโครงการในเดนมาร์กที่มีการรวมบริการสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุไว้ในชุมชนเดียวกัน
4. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ: การเติบโตของเศรษฐกิจสีเงิน (Silver Economy Development)
ความจำเป็นเร่งด่วน: แทนที่จะมองว่าผู้สูงอายุเป็นเพียงภาระทางเศรษฐกิจ เราสามารถเปลี่ยนการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุให้กลายเป็นโอกาสในการพัฒนาภาคเศรษฐกิจใหม่ที่เติบโต เช่น อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ บริการฟื้นฟู การออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (health tourism) การสร้างงานในภาคส่วนนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มการจ้างงาน
มาตรการแนะนำ:
• การพัฒนาเศรษฐกิจสำหรับผู้สูงอายุ (Silver Economy Hubs): สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจและอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นผู้สูงอายุ เช่น ธุรกิจบริการดูแลสุขภาพที่บ้าน การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ อุปกรณ์ช่วยเคลื่อนไหว และเทคโนโลยีเพื่อการฟื้นฟู โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนทางการเงินแก่ธุรกิจที่พัฒนานวัตกรรมสำหรับผู้สูงอายุ
• การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones for Aging Society): สนับสนุนการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มุ่งเน้นธุรกิจที่สนับสนุนการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ เช่น อุตสาหกรรมสุขภาพ การฟื้นฟู และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ เช่น ในฟินแลนด์ ที่มีการพัฒนาศูนย์นวัตกรรมที่มุ่งเน้นเทคโนโลยีช่วยเหลือการดำรงชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ
5. การส่งเสริมการจ้างงานที่ยืดหยุ่นสำหรับผู้สูงอายุ (Flexible Employment for Elderly Workers)
ความจำเป็นเร่งด่วน: การทำงานไม่เพียงแต่ช่วยลดความยากจนในกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ยังช่วยเพิ่มความมั่นคงทางจิตใจและสังคม การขาดแคลนแรงงานจะทำให้ประเทศต้องพึ่งพาความสามารถของผู้สูงอายุในการทำงานต่อไป การจ้างงานที่ยืดหยุ่นและการสนับสนุนแรงงานผู้สูงอายุจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณา
มาตรการแนะนำ:
• แพลตฟอร์มงานเสริมสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Gig Economy Platform): พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เชื่อมต่อผู้สูงอายุที่มีทักษะเฉพาะกับธุรกิจที่ต้องการความช่วยเหลือระยะสั้นหรือโครงการพิเศษ เช่น การให้คำปรึกษา งานพาร์ทไทม์ และงานจากที่บ้าน (remote work) โดยมีตัวอย่างจากออสเตรเลียที่ใช้โครงการ “Restart Program” ช่วยสร้างงานให้ผู้สูงอายุ
• โครงการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ (Re-skilling Programs): สร้างหลักสูตรการเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ให้ผู้สูงอายุ เช่น ทักษะดิจิทัลและการใช้เทคโนโลยี เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถมีบทบาทในตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงได้ จุดอ่อนของมาตรการนี้คือ Scale ซึ่งทำได้อย่างมากก็เพียงเรือนพันหรือหมื่น แต่ชาวบ้านที่รอพัฒนาอาชีพนั้นมีจำนวนเรือนล้าน
6. การแก้ปัญหาความยากจนในกลุ่มผู้สูงอายุ (Addressing Elderly Poverty)
ความจำเป็นเร่งด่วน: ความยากจนในกลุ่มผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานนอกระบบและผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากระบบบำนาญ การแก้ไขปัญหานี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ผู้สูงอายุมีชีวิตที่มั่นคง
มาตรการแนะนำ:
• โครงการบำนาญขั้นพื้นฐานสำหรับผู้สูงอายุ (Universal Basic Pension): สร้างระบบบำนาญขั้นพื้นฐานที่ครอบคลุมทุกคนโดยไม่ขึ้นกับประวัติการทำงาน เช่น โครงการ “Old Age Pension” ในแอฟริกาใต้ ที่ให้การสนับสนุนเงินบำนาญแก่ผู้สูงอายุทุกคนตามเงื่อนไขบางประการ
• การสนับสนุนทางการเงินแบบยืดหยุ่น (Flexible Financial Assistance Programs): ออกแบบโครงการช่วยเหลือที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้สูงอายุที่ต้องการ เช่น การให้เงินช่วยเหลือรายเดือน หรือเงินช่วยเหลือสำหรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและความเป็นอยู่
สรุป
ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการเพื่อรับมือกับสังคมสูงวัยที่กำลังมาถึงอย่างรวดเร็ว หากไม่มีการดำเนินการอย่างทันท่วงที ประเทศอาจเผชิญกับความเสี่ยงที่จะต้องแบกรับภาระทางเศรษฐกิจและสังคมที่หนักหน่วงในอนาคต ไทยเราแก่ก่อนรวยจึงแก้ไขปัญหาด้วยข้อจำกัดของทรัพยากร แต่ก็อยู่ในวิสัยที่จะคิดอ่านกัน แต่เจ้าภาพตัวจริงคือใครตัวจริง ?
(ที่มาภาพจาก: https://www.pexels.com/th-th/license/)

This is an excellent article (though with strong AI flavor) on eldercare . It foretells of 3 major policy changes (Taxation, Health, Retirement Fund).
It does not mention charity, community and religious organizations and volunteers (who are working outside government programs or internationally).