บทความ UN summit outcome shows higher education has work to do ในเว็บไซต์ University World News บอกว่าวงการอุดมศึกษารู้สึกเดือดร้อนที่รายงาน Pact for the Future ของ UN ให้ความสำคัญต่ออุดมศึกษาน้อยไป ต่อการมีส่วนร่วมแก้ปัญหาสำคัญของโลก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ, ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น, ความยากจน, ความหิวโหย, ความขัดแย้ง, และปัญญาประดิษฐ์
อ่านข่าว Pact for the Future ของ UN ได้ที่ (๑) สาระสำคัญสรุปได้เป็น ๕ ด้าน : sustainable development; international peace and security; science and technology; youth and future generations and transforming global governance.
ผมเห็นด้วยว่า สภาพที่ถูกมองข้ามเช่นนี้ เป็นสัญญาณเตือนว่า วงการอุดมศึกษาต้องพิสูจน์ตัวเอง ว่าสามารถดำเนินการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสำคัญของโลกประการใดประการหนึ่ง หรือทั้ง ๖ ประการ และร่วมขบวนดำเนินการใน ๕ ด้าน ได้
อ่านดูแล้ว มาตรการที่อุดมศึกษาน่าจะทำได้ดีและง่ายที่สุดคือความรับผิดชอบต่อ Future Generations ที่จะครอบคลุมหลายเรื่องที่เกี่ยวกับความยั่งยืน (sustainability) ที่ดำเนินการโดยชักชวนนักศึกษาให้ช่วยกันศึกษาหลักการขององค์การสหประชาชาติ เอามาร่วมกันสะท้อนคิดสู่หลักปฏิบัติสำคัญของสังคมไทย และเริ่มใช้ในมหาวิทยาลัยก่อน แล้วขยายสู่ชุมชนโดยรอบ ขยายสู่จังหวัด และประเทศ โดยนักศึกษาเป็นแกนนำสำคัญ เพื่อการเรียนรู้จากประสบการณ์ เชื่อมโยงสู่รายวิชาในหลักสูตร และการมีประวัติกิจกรรมเพื่อสังคม สะท้อนความเป็นนักริเริ่มก่อการเพื่อสังคม
ผมมองว่า ในยุคนี้ อุดมศึกษาต้องสร้างผลกระทบต่อสังคมด้วยเครื่องมือ engagement หรือพันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคม ที่ในสายตาของผม มิติสำคัญที่สุดคือ การมีปฏิสัมพันธ์แนวราบ (เสมอกัน) ระหว่างคนอุดมศึกษากับคนในชุมชนหรือสังคม ในการร่วมกันคิดอ่านทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อความเจริญก้าวหน้าของชุมชน สังคม หรือของคู่สัมพันธ์ (engagement partners)
อุดมศึกษาพิสูจน์คุณค่าของตนเองได้ไม่ยาก ด้วยกิจกรรมพันธกิจสัมพันธ์ (engagement) ที่ดำเนินการต่อเนื่อง (continuity) หมุนเกลียวยกระดับกิจกรรมด้วยวงจรเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Kolb’s Experiential Learning Cycle) ที่จะช่วยหนุนและยกระดับภารกิจทุกด้านของมหาวิทยาลัย คือ การเรียนรู้ (ของ นศ. และอาจารย์) การสร้างความรู้ใหม่ การทำประโยชน์แก่ชุมชนหรือสังคม การทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม รวมทั้งการสร้างนวัตกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน สังคม และบ้านเมือง
ย้ำว่า ต้องคิดเลือกประเด็นหลักที่จะดำเนินการร่วมกันอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นสิบปี ต้องมีกลไกรับประกันความต่อเนื่อง เอาชนะความฉาบฉวย และความไม่ต่อเนื่องที่มาจากปัจจัยทางการเมืองทั้งภายนอกและภายในมหาวิทยาลัย
วิจารณ์ พานิช
๒๙ ก.ย. ๖๗