ว่าด้วย ควรเรียนทุกอย่างแต่ไม่ควรใช้ทุกอย่าง

มูสิกชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๓. มูสิกชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๗๓)

ว่าด้วยหนูถูกฆ่าตาย

             (เวลาจะไปสระโบกขรณีเพื่อสรงสนาน พระราชาตรัสว่า)

             [๑๒๓] คนบ่นเพ้ออยู่ว่า นางหนูไปไหน ไปที่ไหน เราคนเดียวเท่านั้นรู้ว่า นางหนูถูกฆ่าอยู่ในบ่อน้ำ

             (เวลาเสด็จเข้าไปยังปราสาท พระราชาเสด็จดำเนินสาธยายไปว่า)

             [๑๒๔] เหตุที่เจ้าเที่ยวมองข้างโน้นข้างนี้ไปมาเสมือนหนึ่งลา ทำให้เรารู้ว่า เจ้าฆ่านางหนูที่บ่อน้ำแล้ว ยังปรารถนาจะกินพระเจ้ายวะอีก

             (พระราชาเสด็จดำเนินท่องบ่นจนถึงหัวบันไดว่า)

             [๑๒๕] นี่เจ้าโง่ เจ้ายังเป็นเด็กเล็กนัก ยังเป็นวัยรุ่น มายืนถือท่อนไม้ยาว เราจักไม่ยอมให้ชีวิตแก่เจ้า

             (พระราชารอดพ้นจากความตาย ทรงร่าเริงยินดี ทรงเปล่งอุทานว่า)

             [๑๒๖] เราผู้ถูกบุตรปองฆ่า รอดพ้นจากความตาย เพราะอยู่บนวิมานในอากาศก็หาไม่ เพราะบุตรสุดที่รักเสมอด้วยอวัยวะก็หาไม่ แต่เราพ้นจากความตายเพราะคาถาที่อาจารย์ผูกให้

             [๑๒๗] บุคคลควรเรียนสูตร (คำว่า สูตร ในที่นี้ได้แก่ปริยัติ) ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นชั้นต่ำ ชั้นสูง หรือปานกลาง และควรรู้จุดมุ่งหมายของวิชาทุกอย่าง แต่ว่าไม่ควรใช้วิชาทุกอย่าง เวลาที่สูตรซึ่งได้ศึกษามาแล้วนำประโยชน์มาให้ก็ยังมีอยู่

มูสิกชาดกที่ ๓ จบ

---------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

มูสิกชาดก

ว่าด้วย ควรเรียนทุกอย่างแต่ไม่ควรใช้ทุกอย่าง

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร ทรงปรารภพระเจ้าอชาตศัตรู จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้
               เรื่องปัจจุบันได้ให้พิสดารมาแล้วใน ถุสชาดก ในหนหลังนั่นแล.
               ส่วนในชาดกนี้ พระศาสดาทรงเห็นพระราชาทรงหยอกเล่นกับพระโอรสพลาง ทรงฟังธรรมพลางอย่างนั้น ทรงทราบว่า ภัยจักเกิดขึ้นแก่พระราชา เพราะอาศัยพระโอรสนั้น จึงตรัสว่า มหาบพิตร พระราชาครั้งเก่าก่อนทั้งหลายทรงรังเกียจสิ่งที่ควรรังเกียจ ได้ทรงกระทำโอรสของพระองค์ไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ด้วยทรงดำริว่า พระโอรสจงครองราชสมบัติในเวลาเราแก่ชราตามัว.
               แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์ในเมืองตักกสิลา ได้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์.
               โอรสของพระเจ้าพาราณสี พระนามว่ายวกุมาร ได้เรียนศิลปะทุกอย่างในสำนักของพระโพธิสัตว์นั้น แล้วให้การซักถาม คือทดสอบวิชาแล้ว ประสงค์จะกลับมาบ้านเมือง จึงอำลาอาจารย์นั้น.
               อาจารย์รู้ได้ด้วยอำนาจวิชาดูอวัยวะว่า อันตรายจักมีแก่กุมารนี้ เพราะอาศัยบุตรเป็นเหตุ คิดว่าเราจักบำบัดอันตรายของพระกุมารนั้น จึงเริ่มไตร่ตรองหาข้อเปรียบเทียบสักข้อหนึ่ง.
               ก็ในกาลนั้น ม้าของอาจารย์ทิศาปาโมกข์นั้นมีอยู่ตัวหนึ่งแผลเกิดขึ้นที่เท้าของม้านั้น. พวกคนเลี้ยงม้าจึงกระทำม้าตัวนั้นไว้เฉพาะในเรือน เพื่อจะตามรักษาแผล. ในที่ไม่ไกลเรือนนั้นมีบ่อน้ำอยู่บ่อหนึ่ง ครั้งนั้น หนูตัวหนึ่งออกจากเรือนกัดแผลที่เท้าของม้า. ม้าไม่สามารถจะห้ามมันได้.
               วันหนึ่ง ม้านั้นไม่อาจอดกลั้นเวทนาได้ จึงเอาเท้าดีดหนูซึ่งมากัดกินแผลให้ตายตกลงไปในบ่อน้ำ. พวกคนเลี้ยงม้าไม่เห็นหนูมาจึงกล่าวกันว่า ในวันอื่นๆ หนูมากัดแผล บัดนี้ไม่ปรากฏ มันไปเสียที่ไหนหนอ. พระโพธิสัตว์กระทำเหตุนั้นให้ประจักษ์แล้ว กล่าวว่าคนอื่นๆ ไม่รู้ จึงพากันกล่าวว่า หนูไปเสียที่ไหน แต่เราเท่านั้นย่อมรู้ว่า หนูถูกม้าฆ่าแล้วดีดลงไปในบ่อน้ำ.
               พระโพธิสัตว์นั้นจึงกระทำเหตุนี้นั่นแหละให้เป็นข้อเปรียบเทียบแล้วประพันธ์เป็นคาถาที่หนึ่งมอบให้แก่พระราชกุมาร.
               พระโพธิสัตว์นั้นไตร่ตรองหาข้อเปรียบเทียบข้ออื่นอีก ได้เห็นม้าตัวนั้นแหละมีแผลหายแล้ว ออกไปที่ไร่ข้าวเหนียวแห่งหนึ่ง แล้วสอดปากเข้าไปทางช่องรั้ว ด้วยหวังว่าจักกินข้าวเหนียว จึงกระทำเหตุนั้นแหละให้เป็นข้อเปรียบเทียบ แล้วประพันธ์เป็นคาถาที่ ๒ มอบให้แก่พระราชกุมารนั้น.
               ส่วนคาถาที่ ๓ พระโพธิสัตว์ประพันธ์โดยกำลังปัญญาของตน มอบคาถาที่ ๓ แม้นั้นให้แก่พระราชกุมารนั้น แล้วกล่าวว่า ดูก่อนพ่อ เธอดำรงอยู่ในราชสมบัติแล้ว เวลาเย็นเมื่อจะไปสระโบกขรณีสำหรับสรงสนาน พึงเดินท่องบ่นคาถาที่ ๑ ไปจนถึงบันใดอันใกล้ เมื่อจะเข้าไปยังปราสาทอันเป็นที่อยู่ของเธอ พึงเดินท่องบ่นคาถาที่ ๒ ไปจนถึงที่ใกล้เชิงบันใด ต่อจากนั้นไป พึงเดินท่องบ่นคาถาที่ ๓ ไปจนถึงหัวบันใด ครั้นกล่าวแล้วจึงส่งพระกุมารไป.
               พระกุมารนั้น ครั้นไปถึงแล้วได้เป็นอุปราช เมื่อพระบิดาสวรรคตแล้ว ได้ครองราชสมบัติ. โอรสองค์หนึ่งของพระองค์ประสูติแล้ว พระโอรสนั้นในเวลามีพระวัสสา ๑๖ ปี คิดว่าจักปลงพระชนม์พระบิดา เพราะความโลภในราชสมบัติ จึงตรัสกะอุปัฏฐาก (มหาดเล็ก) ทั้งหลายว่า พระบิดาของเรายังหนุ่ม เราคอยเวลาถวายพระเพลิงพระบิดานี้ จักเป็นคนแก่คร่ำคร่าเพราะชรา ประโยชน์อะไรด้วยราชสมบัติแม้ที่ได้ในกาลเช่นนั้น.
               อุปัฏฐากเหล่านั้นทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์ไม่อาจไปยังประเทศชายแดน แล้วกระทำความเป็นโจร พระองค์จงปลงพระชนม์พระบิดาของพระองค์ด้วยอุบายบางอย่าง แล้วยึดเอาราชสมบัติ. พระโอรสนั้นรับว่าได้ แล้วไปยังที่ใกล้สระโบกขรณีสำหรับสรงสนานตอนเย็นของพระราชา ในภายในพระราชนิเวศน์ ได้ถือพระขรรค์ยืนอยู่ด้วยตั้งใจว่า จักฆ่าพระบิดานั้น ณ ที่นี้.
               ในเวลาเย็น พระราชาทรงสั่งนางทาสีชื่อหนูไปด้วยพระดำรัสว่า เจ้าจงไปชำระหลังสระโบกขรณีให้สะอาด แล้วจงมา เราจักอาบน้ำ. นางทาสีนั้นไปชำระหลังสระโบกขรณีอยู่ เห็นพระกุมาร. พระกุมารจึงฟันนางทาสีนั้นขาด ๒ ท่อน แล้วทิ้งให้ตกลงไปในสระโบกขรณี เพราะกลัวว่า กรรมของตนจะปรากฏขึ้น.
               พระราชาได้เสด็จไปเพื่อจะสรงสนาน. ชนที่เหลือกล่าวว่า แม้จนวันนี้นางหนูผู้เป็นทาสียังไม่กลับมา นางหนูไปไหน ไปที่ไร.
               พระราชาตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-
               คนพร่ำบ่นอยู่ว่า นางหนูไปไหน นางหนูไปไหน เราคนเดียวเท่านั้นรู้ว่า นางหนูตายอยู่ในบ่อน้ำดังนี้.
               พระองค์ได้เสด็จไปถึงฝั่งสระโบกขรณี.
               พระราชาได้เสด็จดำเนินตรัสคาถาที่ไปถึงฝั่งสระโบกขรณี พระกุมารคิดว่า พระบิดาของเราได้ทรงทราบกรรมที่เรากระทำไว้จึงกลัวหนีไปบอกเรื่องนั้นแก่พวกอุปัฏฐาก.
               พอล่วงไป ๗-๘ วัน อุปัฏฐากเหล่านั้นจึงทูลพระกุมารนั้นอีกว่า ข้าแต่สมมติเทพ ถ้าพระราชาจะทรงทราบไซร้ จะไม่ทรงนิ่งไว้ ก็คำนั้นคงจะเป็นคำที่พระราชานั้นตรัสโดยทรงคาดคะเนเอา พระองค์จงปลงพระชนม์พระบิดานั้นเถิด.
               วันรุ่งขึ้น พระกุมารนั้นถือพระขรรค์ประทับยืนที่ใกล้เชิงบันใด ในเวลาพระราชาเสด็จมา ทรงมองหาโอกาสที่จะประหารไปรอบด้าน.
               พระราชาได้เสด็จดำเนินสาธยายคาถาที่ ๒ ว่า :-
               เหตุใดท่านจึงคิดอย่างนี้ และมองหาโอกาสจะประหารทางโน้นทางนี้ แล้วกลับไปเสมือนลา เพราะฉะนั้น เราจึงรู้ว่า ท่านฆ่าทาสีชื่อว่านางหนูตายทิ้งไว้ในบ่อน้ำ วันนี้ยังปรารถนาจะบริโภคโภชนะข้าวเหนียวอีกหรือ.
               แม้คาถานี้ก็แสดงเนื้อความนี้ สำหรับพระราชาผู้ไม่ทรงทราบเลยว่า เพราะเหตุที่นั้นคิดอย่างนี้ และมองหาโอกาสจะประหารอยู่ทางโน้นทางนี้ แล้วกลับไปเสมือนลาฉะนั้น เพราะฉะนั้น เราจึงรู้จักท่านว่า วันก่อนท่านฆ่าทาสีชื่อนางหนูที่สระโบกขรณี*(ตรงนี้น่าจะเป็นว่า “วันนี้ ยังปรารถนาจะฆ่าพระเจ้ายวราชอีก”) วันนี้ ยังปรารถนาจะบริโภคโภชนะข้าวเหนียวอีก.*
               พระกุมารสะดุ้งพระทัยหนีไปด้วยคิดว่า พระบิดาเห็นเราแล้ว. พระกุมารนั้นให้เวลาล่วงไปประมาณกึ่งเดือนแล้วคิดว่า จักเอาท่อนไม้ประหารพระราชาให้ตาย จึงถือท่อนไม้สำหรับประหารท่อนหนึ่งมีด้ามยาวแล้วได้ยืนกุมอยู่.
               พระราชาตรัสว่า :-
               แน่ะเจ้าผู้โง่เขลา เจ้ายังเป็นเด็กอ่อน ตั้งอยู่ในปฐมวัย มีผมดำสนิท มายืนถือท่อนไม้ยาวนี้อยู่ เราจะไม่ยอมยกชีวิตให้แก่เจ้า.
               คาถาแม้นี้ก็ข่มขู่พระกุมาร แสดงเนื้อความนี้สำหรับพระราชาผู้ไม่รู้นั่นแลว่า เจ้าคนโง่เจ้าจักไม่ได้บริโภคข้าวเหนียวของตน บัดนี้ เราจักไม่ให้ชีวิตแก่เจ้าผู้ไม่มีความละอาย เราจักฆ่าตัดให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ แล้วให้เสียบไว้บนหลาวนั่นแหละ.
               พระราชาทรงสาธยายคาถาที่ ๓ พลางขึ้นถึงหัวบันใด. วันนั้น พระกุมารนั้นไม่อาจหลบหนี กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์โปรดประทานชีวิตแก่ข้าพระองค์เถิดพระเจ้าข้า แล้วหมอบลงที่ใกล้พระบาทของพระราชา.
               พระราชาทรงคุกคามพระกุมารนั้นแล้ว ให้จองจำด้วยโซ่ตรวน แล้วให้ขังไว้ในเรือนจำ ทรงนั่งเหนือราชอาสน์ที่ประดับประดา ณ ภายใต้เศวตฉัตร ทรงดำริว่า พราหมณ์ทิศาปาโมกข์ผู้อาจารย์ของเรา เห็นอันตรายนี้แก่เรา จึงได้ให้คาถา ๓ คาถานี้ จึงร่าเริงยินดี.
               เมื่อจะเปล่งอุทาน จึงได้ตรัสคาถาที่เหลือว่า :-
               เราเป็นผู้อันบุตรปรารถนาจะฆ่าเสีย จะพ้นจากความตายเพราะภพในอากาศ หรือเพราะบุตรที่รักเปรียบด้วยอวัยวะก็หาไม่ เราพ้นจากความตายเพราะคาถาที่อาจารย์ผูกให้.
               บุคคลควรเรียนวิชาที่ควรเรียนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเลว ดี หรือปานกลาง บุคคลควรรู้ประโยชน์ของวิชาที่เรียนทั้งหมด แต่ไม่ควรประกอบใช้ทั้งหมด ศิลปะที่ศึกษาแล้วนำประโยชน์มาให้ในเวลาใด แม้เวลาเช่นนั้นย่อมจะมีแท้.
               ในกาลต่อมา เมื่อพระบิดาสวรรคตแล้ว พระกุมารก็ได้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
               ก็อาจารย์ทิศาปาโมกข์ในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถามูสิกชาดกที่ ๓               
               -----------------------------------------------------