ผมเล่าเรื่องการเดินทางไปดูงานการศึกษาของประเทศเดนมาร์กระหว่างวันที่ ๑๒ - ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๗ ไว้ที่ (๑)    ผลต่อเนื่องจากการดูงานครั้งนั้น   สถานทูตไทยที่โคเปนเฮเกน เชิญ ครูใหญ่ (Angelika Cullen) และรอง (Jenny Hudson) ของโรงเรียนนานาชาติไวกิ้งมาบรรยายในการประชุมวิชาการของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนที่จัดร่วมกับสถาบันอาศรมศิลป์ในระหว่างวันที่ ๒๐ - ๒๒ กันยายน ๒๕๖๗ ที่โรงแรม ดิ ไอเดิ้ล อ. คลองหนึ่ง ปทุมธานี   

เราเลยได้วิทยากรจากเดนมาร์กมาเล่าเรื่องการศึกษาของเดนมาร์กในวันที่ ๒๐ กันยายน ถึง ๓ ท่าน   คือท่านเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย ฯพณฯ Mr. Danny Annan มากล่าวนำด้วย

ผมเลยได้อ่าน PowerPoint ของการนำเสนอล่วงหน้า ๑ วัน เปรมไปเลย    จาก Ppt ของ Angelika & Jenny ผมได้วิดีทัศน์เรื่องการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ว่าด้วยการศึกษา โดย Sir Ken Robinson มาฝาก ชมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=zDZFcDGpL4U    คนในวงการศึกษาไทยทุกคนควรได้ชม   เพื่อจะได้ช่วยกันเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของระบบการศึกษาไทย   ที่ยังใช้กระบวนทัศน์ของการศึกษาเมื่อกว่าร้อยปีก่อน    ผมชอบที่ Sir Ken เน้นอันตรายของการบ้าทดสอบมาตรฐาน (standardized testing)    

ท่านทูตใช้ชื่อการนำเสนอว่า Vision for Human Development and the Role of Education   มองการศึกษาเป็นสิ่งเดียวกับการพัฒนาคน    โดยการศึกษาของเดนมาร์กมี ๓ แกนหลักคือ Quality Assurance, Active Participation, และ Life-long Learning   เน้นสองกลไกเรียนรู้คือ exploration และ experience   ในเด็กเล็กเน้น play-based learning   โดยมีความเชื่อว่าการเล่นนำสู่การเรียนรู้แบบ holistic   

ข้อเรียนรู้ที่ผมได้เพิ่มคือ ระบบการศึกษาของเดนมาร์กมีความยืดหยุ่นกว่าของไทยมาก   เขาเน้นการเรียนรู้ใน gap year  เพื่อค้นหาตัวตน ก่อนเข้าเรียนเพื่อเข้าสู่วิชาชีพต่อไป    การเรียนของเขาจึงเน้นดำเนินการรายคน    ไม่เน้นเรียนเป็นชั้นๆ    และไม่เน้นแข่งขัน แต่เน้นให้เรียนแบบทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ผลงาน ที่นำสู่การเรียนรู้องค์รวม    

ข้อเรียนรู้เพิ่มเติมจากครูใหญ่และรองของโรงเรียนนานาชาติไวกิ้งคือ เขาใช้ผลงานวิจัยในการปรับปรุงหรือพัฒนาวิธีการและพัฒนาครูอยู่ตลอดเวลา   

อีกข้อหนึ่งคือเขาเน้นฝึกนักเรียนทุกคนให้รู้จักวิธีการที่ใช้ได้ผลในการควบคุมหรือกำกับอารมณ์ของตนเอง    มีหลากหลายวิธีในการช่วยเหลือนักเรียน ได้แก่กระโจมสงบใจ   ห้องสลัวสงบใจ   เครื่องช่วยปิดหูสงบเสียง  เป็นต้น  

เป้าหมายสำคัญที่เขาจะพัฒนาใน ๓ - ๔ ปีคือ โมเดลการเรียนกลางแจ้ง (out-door learning model)    ที่มีความท้าทายจากภูมิอากาศที่หนาวของเดนมาร์ก และมีพ่อแม่จำนวนหนึ่งไม่เห็นคุณค่า   แต่มีผลงานวิจัยบอกว่าการเรียนกลางแจ้งช่วยเพิ่มความสามารถในการแก้ปัญหา    ทางโรงเรียนดำเนินการช้าๆ ไม่เร่งร้อน   ดำเนินการร่วมกับพ่อแม่   และมีการพัฒนาครูให้รู้วิธีจัดการเรียนรู้โดยใช้ธรรมชาติช่วย   โดยมีเป้าหมายเบื้องต้นให้ประชาคมของโรงเรียนเห็นคุณค่าของการเรียนในที่กลางแจ้ง    ที่อาจเรียกว่า โรงเรียนธรรมชาติ 

เขาเน้นฝึกให้นักเรียนทุกคนมีเมตตา (kindness) ต่อตนเองและต่อผู้อื่น รวมทั้งต่อพ่อแม่   ให้มีความสุขหรือสุขภาวะ   โดยสร้างบรรยากาศของโรงเรียนให้เป็นเสมือนบ้าน คือให้ความรู้สึกปลอดภัย    มีการเรียนรู้เรื่องอารมณ์ มีสัตว์เลี้ยงซึ่งในกรณีนี้เป็นสุนัขช่วยสนับสนุนด้านอารมณ์   นักเรียนไว้วางใจครู ว่าจะได้รับการสนับสนุนต่อการแก้ปัญหา และช่วยเหลือยามทำผิดพลาด   

เริ่มตั้งแต่ ป. ๓  มีคาบเรียนที่เรียกว่า “สุขกายสุขใจ” (wellness)    นักเรียนได้เรียนรู้และฝึกเรื่องมิตรภาพ  ความสัมพันธ์ในชั้นเรียน  การกำกับอารมณ์  การแก้ปัญหาความขัดแย้ง  และฝึกสติภาวนา (เขาเรียก Zen den)    ให้โอกาสนักเรียนร่วมกันจัดพื้นที่สงบใจให้แก่ตนเอง   

เข้าเน้นให้นักเรียนเรียนวิชาจากการลงมือทำกิจกรรมด้วยตนเอง   เรียกว่า hand-on learning   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์จริง ที่เรียกว่า real-world problem-solving context ที่เป็นสถานการณ์ที่ซับซ้อน    และเรียนเป็นทีมหรือร่วมมือกัน (collaborative learning)   เน้นให้นักเรียนเรียนจากโครงงาน  จากเกม และจากกันและกัน

ข้างบนนั้น เขียนก่อนไปร่วมงาน ในวันที่ ๒๐ กันยายน วันเดียว 

งานวันที่ ๒๐ กันยายน มีพลังมาก   ทั้งตอนท่านทูตบรรยาย สองสาวผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติไวกิ้งบรรยาย    และที่มีพลังมากที่สุดคือตอนสนทนาแลกเปลี่ยนร่วมกัน ๒ โรงเรียน  คือ รร. นานาชาติไวกิ้ง กับ รร. รุ่งอรุณทั้งสอง   คือรุ่งอรุณกับนานาชาติรุ่งอรุณ   ที่ในเรื่อง outdoor learning ของรุ่งอรุณกินขาด   เพราะเป็นกิจกรรมทำนา ทำจริงๆ ได้ข้าวจริงๆ    ได้เรียนธรรมชาติในนาตลอด ๔ เดือนจริงๆ   นอกจากนั้น กิจกรรมทำอาหารกินเองของรุ่งอรุณก็กินขาด   เพราะนักเรียนพกเงินไปจ่ายตลาดของสดเอง   ทำรายการ คำนวณเงิน คำนวณวัตถุดิบ  ซื้อมาปรุงกันเอง    เป็น real-world practice เพื่อการเรียนรู้อย่างแท้จริง   

ตามด้วยช่วงสะท้อนคิดสู่คุณภาพเด็กไทย โดย ศ. ดร. บังอร เสรีรัตน์, รศ. ประภาภัทร นิยม และผม    ที่ ดร. บังอร เสนอ ๕ ไม่คือ  (๑) อำนาจที่ตัวครู  (๒) ห้องสี่เหลี่ยม  (๓) ตาราง (๔) การบ้าน  (๕) แยกส่วน    ตามด้วย อ. ประภาภัทรกล่าวย้ำประเด็นสำคัญที่โรงเรียนนำร่องปฏิรูปพื้นที่การศึกษาทั้ง ๑๔๔ โรงเรียนที่มาร่วมประชุม ควรเอาไปปรับใช้            

ผมชี้ให้เห็นว่า เรื่อง well-being ในการเรียนรู้นั้น มีความซับซ้อนมาก   ครูไทยส่วนใหญ่ตีความเรื่องการเรียนอย่างมีความสุขว่า ต้องไม่มอบงานยากๆ ให้นักเรียน เพื่อไม่ให้เด็กเครียด   ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ผิด   การเรียนแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและยากต้องเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนที่ดี    นักเรียนต้องได้ฝึกเผชิญสิ่งยาก    และเมื่อฟันฝ่าจนสำเร็จก็จะได้มีประสบการณ์ของปิติสุข   

ช่วง Q&A มีพลังมาก   ได้มีโอกาสตอบหรืออภิปรายคำถามที่ซับซ้อน    เช่นคำถามเรื่องการให้นักเรียนซ้ำชั้น    มีประโยชน์มาก    ผมถือโอกาสร่วมแจม ว่าคำถามนี้สะท้อนภาพการเรียนรู้ สองแบบ คือแบบเดิมที่มองนักเรียนทั้งชั้นรวมๆ กัน    กับแบบสมัยใหม่ที่จัด individualized learning   ที่เมื่อครูสังเกตเห็นว่านักเรียนคนใดมีปัญหาการเรียนด้านใดต้องรีบเข้าช่วยเหลือทันที    หากเกินกำลังต้องแจ้งทีมช่วยเหลือนักเรียน ที่มีครูใหญ่เป็นหัวหน้าทีม มีครูการศึกษาพิเศษ นักจิตวิทยา  ฯลฯ อยู่ในทีม   ในประเทศฟินแลนด์ทุกโรงเรียนมีทีมนี้    และนักเรียนของประเทศฟินแลนด์หนึ่งในสามเคยได้รับการช่วยเหลือจากทีมนี้ ตลอดช่วง ๙ ปี ของการศึกษาภาคบังคับ   

ผมเสนอให้โรงเรียนนำร่องปฏิรูปการศึกษา พัฒนาระบบป้องกันนักเรียนมีปัญหาการเรียนเรื้องรังจนแก้ยาก    ด้วยระบบช่วยเหลือดังกล่าว    ไม่ปล่อยให้สอบตก     

ข้อสะท้อนคิดสุดท้ายคือ    สถานศึกษาที่ดีคือ สถานศึกษาที่มีเป้าหมายการพัฒนานักเรียนชัดเจน เน้นความสำเร็จของนักเรียนทุกคน   โดยตระหนักว่านักเรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน  แสวงหาและพัฒนาวิธีการบรรลุเป้าหมายนั้นอยู่ตลอดเวลา    คือทำไปเรียนรู้ไป    โดยสถานศึกษาต้องได้รับความไว้วางใจ  มีอิสระที่จะทดลอง  อย่างรับผิดชอบ   

The Potential สรุปประเด็นการศึกษาของเดนมาร์กไว้ที่  https://thepotential.org/knowledge/danish-education/     

วิจารณ์ พานิช

๒๐ ก.ย. ๖๗  เพิ่มเติม ๑๐ ต.ค. ๖๗