เมื่อเรียนรู้และฝึกตนเพื่อให้ถึงซึ่งความอยากนั้นๆ นานๆเข้าก็กลับกลายเป็นความเคยชิน เกาะกินอยู่ในใจและกายไปตลอดชีวิต เมื่อถึงเวลาที่ต้องนำมาใช้ก็ไม่ต้องฝืนทนแต่อย่างใด

ความเคยชิน

          ความรู้สึกที่พอจะเข้าใจได้ในเวลานี้ก็คือ ความอยากทั้งหลายทั้งปวง หากจะให้บังเกิดมีอยู่ในตน ล้วนแล้วแต่จะต้องเรียนรู้และฝึกปรือ ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยง่ายดาย

          เช่น ความอดทน มิใช่อยู่ๆนึกจะอดทนก็ทำได้เลยทันที ย่อมเป็นไปไม่ได้ หรือกระทั่งการปล่อยวาง ไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งใดๆก็เหมือนกัน ต้องฝึกไปเรื่อยๆ จึงจะเข้าถึงซึ่งการปล่อยวาง

          การแบ่งปันก็เช่นเดียวกัน คนที่เข้าไม่ถึงเรื่องแบบนี้ จะทำได้ยากยิ่ง การฝึกฝนการเป็นผู้ให้จึงมีความสำคัญ เช่นเดียวกับการปฏิบัติตามแนวทางของความ”พอเพียง”หลายคนจึงทำไม่ได้เลยตลอดชีวิต

          ผมเองอยากเป็น”หนอนหนังสือ”เหมือนคนอื่นเขา กว่าจะทำได้ ต้องใช้เวลาหลายปี เหมือนที่เคยคิดว่าอยากจะเป็น “นักเขียน” ผมต้องฝึกเขียนอย่างหนัก เขียนจากเรื่องง่ายๆในชีวิตประจำวันนี่แหละ

          เมื่อเรียนรู้และฝึกตนเพื่อให้ถึงซึ่งความอยากนั้นๆ นานๆเข้าก็กลับกลายเป็นความเคยชิน เกาะกินอยู่ในใจและกายไปตลอดชีวิต เมื่อถึงเวลาที่ต้องนำมาใช้ก็ไม่ต้องฝืนทนแต่อย่างใด

          อย่างเช่นเวลานี้ ที่ผมกำลังสร้างความเคยชินจากการไม่ดูเฟสบุ๊ค หลังจากที่เคยติดตามอยู่เป็นประจำ วันละหลายชั่วโมง เมื่อคิดว่าสิ่งนี้มีประโยชน์น้อย ก็ค่อยๆปล่อยมือ นานๆจึงจะเข้าไปดูสักครั้ง

          ตอนแรกต้องใช้ความอดทนมาก เพราะเสพติดเฟสบุ๊คเสียแล้ว แต่ตอนนี้ไม่เข้าไปดูก็ไม่เห็นจะเป็นไร อย่างน้อยก็ทำให้รู้เรื่องของคนอื่นน้อยลง หันมาดูแลตัวเองก็น่าจะดีกว่า

          เกือบ ๓ สัปดาห์แล้วที่ไม่ได้โพสอะไรเลย วันนี้จึงแวะไปเยี่ยมเยือนเฟสบุ๊คสักนิด คิดว่าจะเข้าไปดูเพียงครู่เดียว แล้วค่อยกลับออกมา แต่ความเคยชินเก่าๆก็บอกว่าต่อเวลาอีกสักนิด คงไม่เสียเวลามากนัก

          เรื่องราวในเฟสบุ๊คเป็นเรื่องใหม่ๆ แต่มองดูก็คล้ายเรื่องเก่าที่วนไปวนมา อย่างเรื่องราวของนายกรัฐมนตรี ที่มีผู้คนกระแนะกระแหนเหน็บแนมอยู่ทุกวัน จากความรู้สึกแต่เดิมที่ผมเคยสมเพชเวทนากลับกลายเป็นความสงสารขึ้นมาทันที

          สติปัญญาและวุฒิภาวะของท่านนายกฯมีเพียงแค่นั้น คนไทยไม่ควรไปคาดหวัง อดทนไปสักพักเดี๋ยวก็จะชินไปเอง ไม่ควรไปด้อยค่าหยาบคายหรืออับอายแทน ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ช้าก็เร็ว

          ส่วนเรื่องน้ำท่วมภาคเหนือ ทั้งเชียงรายและเชียงใหม่ ภัยจากธรรมชาติถาโถมไม่หยุดหย่อน เดี๋ยวไฟป่า เดี๋ยวก็หมอกควันพิษ หนาวจัดไปจนถึงน้ำป่าไหลหลาก จนเกือบจะเป็นเรื่องซ้ำซาก

          หรือผู้คนแถวนั้นชาชินและยังต้องอดทนกันต่อไป ทั้งที่รู้สาเหตุของเภทภัยว่ามาจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเองทั้งสิ้น ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าการถากถางทำลายป่าและการทำไร่เลื่อนลอยอย่างมหาศาล จะหลุดรอดสายตาขององค์กรภาครัฐที่มีหน้าที่ดูแลผืนป่าโดยตรง เมื่อไหร่หน่วยงานของรัฐจะรู้จักพอเพียงเสียที

          เขียนมาถึงตรงนี้ ก็เหลือบไปเห็นพื้นที่บริเวณหลังบ้านของผม ที่เคยเงียบสงบมานานกว่า ๒๐ ปี แต่ช่วง ๒ - ๓ เดือนมานี้ อึกทึกคึกโครม จนไม่มีสมาธิจะอ่านและเขียนหนังสือ

          เสียงรถบรรทุกดินและลูกรัง ตลอดจนหินคลุก รวมแล้วก็เกือบร้อยคัน ยังไม่รวมรถบรรทุกวัสดุอุปกรณ์วิ่งเข้าออกเป็นว่าเล่น เสียงคนงานเซ็งแซ่ไปทั้งสวน ผมนึกในใจว่าอะไรกันหนักกันหนา

          ผมแปลกใจในความคิดของญาติผู้สูงวัย ในการจัดวางบ้านน๊อคดาวน์ที่มีขนาดกลางๆ การสร้างฐานรากต้องอลังการงานสร้างขนาดนี้เชียวหรือ มีทั้งฟุตติ้งและเทคานขนาดใหญ่ แบบว่าสร้างตึก ๒ ชั้นได้เลย

          ที่สุดแล้วผมก็ต้องมานั่งอดทนและปล่อยวาง เรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องของเรา จนรู้สึกเริ่มจะเคยชิน และมองเป็นเรื่องของความต้องการของคนทั่วๆไป ที่ไม่เคยรู้จักคำว่าพอ

          สิ่งที่น่ากลัวก็คือ...ถ้าไม่พอดีพองาม เดินหน้าไปเรื่อยจนเคยชิน สุดท้าย...จะใช้ชีวิตแบบไหนในภาวะการณ์ของเศรษฐกิจแบบนี้ ไม่อยากคาดเดาเลยจริงๆ

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๙  ตุลาคม  ๒๕๖๗