ว่าด้วย ลิงกับหมองู

อหิตุณฑิกชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๕. อหิตุณฑิกชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๖๕)

ว่าด้วยหมองู

             (หมองูกล่าวกับลิงว่า)

             [๘๐] นี่เพื่อนผู้มีใบหน้างาม เราเป็นนักเลงแพ้การพนันสะกา เจ้าจงโยนมะม่วงสุกมาให้บ้าง เราจะได้กินมะม่วงเพราะความพยายามของเจ้า

             (ลิงได้ฟังดังนั้น จึงได้กล่าวว่า)

             [๘๑] นี่เพื่อน ท่านสรรเสริญข้าพเจ้า ผู้มีปกติหลุกหลิกด้วยคำไม่จริงเลย ท่านได้ยินหรือได้เห็นลิงตัวไหนบ้างที่มีใบหน้างาม

             [๘๒] นี่หมองู การที่ท่านเข้าไปยังร้านขายข้าวเปลือกเมาแล้ว เฆี่ยนตีข้าพเจ้าผู้หิวโหย ยังฝังใจข้าพเจ้าอยู่จนทุกวันนี้

             [๘๓] ข้าพเจ้าเมื่อระลึกถึงการนอนอันเป็นทุกข์นั้นอยู่ ถึงแม้ท่านจะให้ครองราชสมบัติ แล้วขอมะม่วงก็ไม่ยอมให้ เพราะข้าพเจ้าถูกท่านคุกคามอย่างน่ากลัวเช่นนั้น

             [๘๔] นักปราชญ์ควรผูกความเป็นเพื่อนมิตรไมตรีกับคนผู้ที่ตนรู้ว่า มีชาติตระกูล มีความอิ่มในครรภ์ (มีความอิ่มในครรภ์ หมายถึงบุคคลผู้อิ่มด้วยโภชนะรสดีในครรภ์แห่งมารดาก็ตาม (อยู่ในครรภ์ก็ได้รับการบำรุงดี) หรือในห้องนอนที่ประดับตกแต่งไว้แล้วก็ตาม (คลอดแล้วก็ได้รับการบำรุงดี) เป็นคนไม่กำพร้าด้วยหวังใช้สอยโภคสมบัติ ควรผูกมิตรกับคนเช่นนี้) ไม่ตระหนี่

อหิตุณฑิกชาดกที่ ๕ จบ

--------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

อหิตุณฑิกชาดก

ว่าด้วย ลิงกับหมองู

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุแก่รูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
               เรื่องปัจจุบันได้ให้พิสดารแล้วใน สาลกชาดก ในหนหลัง.
               แม้ในชาดกนี้ ภิกษุแก่นั้นให้เด็กชาวบ้านคนหนึ่งบวช แล้วด่าและประหาร เด็กจึงหนีไปสึก.
               แม้ครั้งที่สอง ให้เด็กนั้นบวชแล้วก็ได้กระทำเหมือนอย่างเดิม. แม้ครั้งที่สอง เด็กนั้นก็สึก ผู้อันพระแก่นั้นอ้อนวอนอีก ก็ไม่ปรารถนาแม้เพื่อจะแลดู.
               ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุแก่ชื่อโน้นไม่อาจเป็นไปเพื่อจะร่วมและจะพรากจากสามเณรของตน ส่วนสามเณรเห็นโทษของพระแก่นั้น ไม่ปรารถนาแม้เพื่อจะแลดูอีก สามเณรนั้นเป็นเด็กใจดี.
               พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เรื่องชื่อนี้ พระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในปางก่อน สามเณรนี้ก็เป็นคนใจดีแท้ เห็นโทษคราวเดียวไม่ปรารถนาแม้เพื่อจะแลดูอีก แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพ่อค้าข้าวเปลือก เจริญวัยแล้ว จึงเลี้ยงชีวิตด้วยการขายข้าวเปลือก.
               ครั้งนั้น มีหมองูคนหนึ่งจับลิงมาฝึกให้เล่นกับงู เมื่อเขาโฆษณาการมหรสพในนครพาราณสี จึงพักลิงนั้นมาไว้ในสำนักของพ่อค้าข้าวเปลือก แล้วเที่ยวเล่นอยู่ตลอด ๗ วัน. พ่อค้าแม้นั้นได้ให้ของเคี้ยว ของบริโภคแก่ลิง.
               ในวันที่ ๗ หมองูเลิกเล่นมหรสพกลับมา ได้เอาซี่ไม้ไผ่ตีลิงนั้น ๓ ครั้ง แล้วพาลิงนั้นไปยังอุทยาน ผูกไว้แล้วจึงหลับไป. ลิงแก้เครื่องผูกออกแล้วขึ้นไปยังต้นมะม่วง นั่งกินมะม่วงอยู่. หมองูนั้นตื่นขึ้นแล้ว แลเห็นลิงอยู่บนต้นไม้ จึงคิดว่า เราควรจะหลอกล่อจับลิงนั้น
               เมื่อจะเจรจากับลิงนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
               ดูก่อนสหายผู้มีหน้างาม เราเป็นนักเลงสะกาแพ้เขาเพราะลูกบาศก์ ท่านจงทิ้งมะม่วงสุกลงมาบ้าง เราจะได้บริโภคก็เพราะความเพียรของท่าน.
               ลิงได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาทั้งหลายที่เหลือว่า :-
               ดูก่อนสหาย ท่านมาสรรเสริญเราผู้ล่อกแล่กด้วยคำไม่เป็นจริง ขึ้นชื่อว่าลิงที่มีหน้างาม ท่านเคยได้ยินหรือเคยได้เห็นที่ไหนมาบ้าง.
               ดูก่อนหมองู ท่านทำกรรมใดไว้กะเรา กรรมนั้นยังปรากฎอยู่ในหัวใจของเราจนบัดนี้ ท่านเข้าไปยังร้านตลาดข้าวเปลือก เมาสุราแล้ว ตีเราผู้กำลังหิวโหยถึงสามที.
               เราระลึกถึงการนอนเป็นทุกข์ ณ ที่ตลาดนั้นได้ อนึ่ง ถึงท่านจะยกราชสมบัติให้เราครอบครอง ถึงอย่างนั้น ท่านขอมะม่วงเราแม้ผลเดียว เราก็ไม่ให้ เพราะว่าเราถูกท่านคุกคามให้กลัวเสียแล้ว.
               อนึ่ง บัณฑิตรู้จักผู้ใดที่เกิดในตระกูลเอิบอิ่มอยู่ในห้อง ไม่มีความตระหนี่ ก็ควรจะผูกความเป็นสหายและมิตรภาพกับผู้นั้นไว้ให้สนิท.
               ถ้าแม้ท่านจะเอาราชสมบัติในเมืองพาราณสีมาให้เรา แล้วให้เราครองราชสมบัติไซร้ แม้ถึงอย่างนั้น เราผู้อันท่านอ้อนวอนขอก็จะไม่ให้มะม่วงนั้น คือเราถูกท่านขอก็จะไม่ให้มะม่วงสุกนั้นแม้แต่ผลเดียว.
               เพราะเหตุไร?
               เพราะเราถูกท่านคุกคามให้กลัวเสียแล้ว. อธิบายว่า จริงอย่างนั้น เราถูกท่านคุกคามด้วยความกลัว.
               ก็แหละวานร ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ผลุนผลันเข้าชัฎป่าไป.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
               หมองูในครั้งนั้น ได้เป็นพระเถระแก่
               ลิงในครั้งนั้น ได้มาเป็นสามเณร
               ส่วนพ่อค้าข้าวเปลือกในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาอหิตุณฑิกชาดกที่ ๕               
               -----------------------------------------------------