เมื่อสองสามวันก่อนผมได้รับคำเชิญชวนจากเพื่อนคนหนึ่งที่สนใจในเรื่องของการพัฒนาตนเองและดูแลผู้คนในเข้าร่วมวงสนทนาที่นำหนังสือมันเป็นแกนสำคัญในการพูดคุย สำหรับผมแล้วบรรยากาศในวงสนทนาค่อนข้างดีเลยนะ เพียงแต่ผมอาจจะเป็นสมาชิกใหม่ที่พึ่งเข้าไปและรู้จักคนเพียงแค่ 1 คนคือเพื่อนของผมในวงนั้น มันเลยมีความตื่นเต้นและค่อย ๆ ปรับจูนกับวงระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องขอบคุณการทำวงออนไลน์ในช่วงเวลาที่ผ่านมาอย่างมากทำให้ผมมีทักษะในการค่อย ๆ เรียนรู้และอยู่กับวงที่แม้จะรู้จักคนอยู่เพียง 1 คน แต่เราก็สามารถค่อย ๆ ที่จะอยู่และเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับพวกเขาได้
กับอีกเรื่องที่ผมเองก็ไม่ได้เพื่อนเอาไว้ก่อนและผมเองก็ไม่รู้ว่าจะมีเรื่องนี้เกิดขึ้น คือ ผมต้องเผชิญหน้ากับเรื่องท้าทายทั้งการได้รับรู้ข่าวเรื่องรถบัสไฟไหม้ และเรื่องราวในชีวิตส่วนตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ในห้วงสัปดาห์นี้พอดี มันเลยทำให้มีเสียงด้านหนึ่งที่รู้สึกกังวลเล็ก ๆ ว่า “เราจะพูดอะไรที่ดูหมุนอยู่กับตัวเองมากไปไหม ?” หรือ “ฉันจะพูดอะไรที่ดูลึกลับซับซ้อนมากเกินไปหรือเปล่านะ ?” และผลที่ออกมาคือ… ใช่… ฉันทำสิ่งนั้นออกไป แต่เมื่อเช็กกับเพื่อน เธอก็รู้สึก “โอเค” กับสิ่งที่เกิดขึ้นนะ ผมเองก็เบาใจลงมานิดหนึ่ง !!!
ในค่ำคืนนั้นเราพูดคุยกันหลากหลายประเด็นที่ต่อยอดและแตกหน่ออกมาจากแต่ละย่อหน้าของหนังสือเจ้าชายน้อย การพูดคุยในค่ำคืนนั้นมันช่วยให้เราเหมือนได้อ่านหนังสือหลายเล่มที่เป็นมุมมองและแนวคิดของผู้คนต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กับการอ่านเจ้าชายน้อยในช่วงเวลาเดียวกัน มันเลยทำให้เจ้าชายน้อยบทที่ 16 - 19 กลายเป็นวรรณกรรมชิ้นพิเศษที่เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ของเรามากขึ้นเลยทีเดียว
คราวนี้มันมีประเด็นหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกสะดุดใจและยังคงคิดวนเวียนอยู่กับมัน เราคุยกันถึงเรื่องของ “งู” ที่เจ้าชายน้อยได้พบกับเขาที่กลางทะเลทราย บทสนทนาของเจ้าชายน้อยกับงูเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก ๆ นะ การแตกประเด็นของพวกเราที่แสดงให้เห็นว่า “อำนาจของงู” และตัวของ “งู” นั้น เป็นสัญลักษณ์แทน “ความตาย” พร้อมทั้งหลวงพี่ที่นำการสนทนาก็ชี้ชวนให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจคือ… ความตายเป็นปริศนาอยู่เสมอ และความตายเป็นกุญแจสำคัญของชีวิต
ตอนนั้นเราแแชร์เรื่องการไปเรียนรู้เรื่องการเล่นการ์ดเกมไพ่ไขชีวิต กับประสบการณ์ของรุ่นน้องหนึ่งที่ผ่านวินาทีที่แห่งความตาย จนเขาได้พบกับสิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “ความรักและห่วงใย” ไปในวง แต่เมื่อจบวงเราก็ยังคงครุ่นคิดและใคร่ครวญต่อถึงประเด็นนี้อยู่เรื่อย ๆ เพราะเรารู้สึกว่ามันมีอะไรที่มากไปกว่านั้นหรือไม่กันนะ ?
เมื่อเราค่อย ๆ เดินทางสู่ห้วงเวลาแห่งการครุ่นคิดและใคร่ครวญ ทำให้เราเองก็นึกถึงสำนวนภาษาอังกฤษคำว่า “Six feet under” ที่มีความหมายว่า “เสียชีวิต” สำนวนนี้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์โรคระบาดครั้งใหญ่ในประเทศอังกฤษในช่วงปี 1665 - 1666 โรคระบาดที่ว่าคือ “กาฬโรค” เป็นโรคที่คลาชีวิตผู้คนไปมากมาย และเมื่อคนที่ตายจากโรคนี้นั้นวิธีที่ต้องจัดการกับศพคือการขุดหลุมลงไป 6 ฟุต หรือประมาณ 1.8 เมตร เพื่อฝังและกลบอย่างมิดชิดเพื่อไม่ให้มีตัวอะไรขุดลงไปพบ กัดกิน และกลายเป็นพาหนะแพร่เชื้อต่อ (หรือถ้าจะขุดจริง ๆ ก็้ระยะเวลาประมาณหนึ่ง และนี่คือวิธีการป้องกันและจัดการศพในสมัยเก่า)
เมื่อเราคิดถึงคำว่า “Six feet under” ก็นึกถึงคำพูดอีกคำขึ้นมา คือคำว่า “หนึ่งเซนฯ ใต้อกซ้าย” ของ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญที่แกเคยกล่าวไว้ เป็นการเปรียบเทียบการเดินทางและการค้นพบเรื่องราวต่าง ๆ ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ นาซ่า กับการเดินทางค้นพบตัวตนและสัจจธรรมภายในตัวเอง เมื่อผมได้เจอกับสองคำนี้ ผมก็ค่อย ๆ เห็นมิติบางอย่างที่เชื่อมโยงกันอยู่ และเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับผมเอง
เราลองนึกถึงการเดินทางอันยาวนานในชีวิตคนคนหนึ่งดูสิ ไม่ว่ามันจะเป็นเวลากี่ปีก็ตามเราเคลื่อนจากที่หนึ่งสู่อีกที่หนึ่งเสมอ ๆ เริ่มต้นจากเราเคยอยู่ในครรภ์ของแม่ และเราก็เคลื่อนออกจากที่นั้นมาสู่โลก เราถูกเลี้ยงดูที่บ้าน และค่อย ๆ เคลื่อนตัวสู่โรงเรียน หรือสังคม นี่เคลื่อนการเคลื่อนที่ภายนอก การเคลื่อนที่เชิงกายภาพ ขณะเดียวกันเราก็เคลื่อนที่เชิงจิตใจไปด้วยเช่นกัน มันมีความทรงจำ ความเข้าใจ มุมมองต่อโลก ผู้คน สังคม และอารมณ์/คงามรู้สึกต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายในแต่ละวัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ค่อย ๆ พาเราเคลื่อนตัวไปขณะหนทางใดหนทางหนึ่งอยู่เสมอ ๆ จวบจนกระทั่งวาระสุดท้ายแห่งชีวิตมาถึง
ไม่ว่าคุณจะเชื่อแบบไหน ไม่ว่าคุณจะเชื่อว่าเมื่อตายไปก็จบกัน เมื่อตายก็ไปเกิดในภพภูมิใหม่ เมื่อตายไปก็ล่องลอยรอการพิพากษาจากพระเจ้า หรือกลับไปสู่กับอกแห่งพระเจ้า หรือเดินทางสู่ยมโลกใด ๆ ก็ตามที แต่คุณจะเห็นได้ว่า… ชีวิตแม้ตายก็ยังต้องเดินทางต่อไปเคลื่อนจากจุดหนึ่งไปสู่ศูนย์ (หากคุณเชื่อว่าแล้วก็จบกันไป) หรือเคลื่อนจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง (หากจุดเช่นอื่น ๆ นอกจากนั้น) สิ่งเหล่านี้กำลังบอกอะไรเรา ?
สำหรับผมแล้ว… ความตาย / ความจากพลาดเป็นสิ่งที่ต้องเกิดกับเราแน่นอน เพียงแต่ไม่รู้จะมาถึงเมื่อไหร่ และเมื่อไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่นี่แหละที่มันน่ากลัว ถามว่ากลัวเพราะต้องตายหรือ ? สำหรับผมคงไม่ใช่… แต่กลัวที่ต้องจากพลาดจากสิ่งที่รักและหวงแหนต่างหาก นั่นคือ ความทุกข์และความหวาดกลัวที่แท้จริง !!!
ในละครเรื่องมาตาลดา เมื่อฉากหนึ่งที่พระเอก (หมอเป็นหนึ่ง) พูดถึงโรคที่ชื่อว่า “Broken heart Sydrome : โรคหัวใจสลาย” พร้อมทั้งอธิบายว่า “สิ่งที่ทำร้ายคนที่เป็นโรคนี้ไม่ใช่ความเจ็บป่วยทางกาย แต่เป็นความคิดถึงต่างหาก” ซึ่งนี่คือเครื่องบ่งชี้ที่สำคัญและน่าสนใจ และทำให้เราน่าจะค่อย ๆ ได้เรียนรู้และเข้าใจคำว่าสอนของพระศาสดาในศาสนาต่าง ๆ ได้มากขึ้น และเนื่องจากผมเองเป็นชาวพุทธ (แต่ก็นับถือทุกอย่างไปพร้อมกันด้วยอะนะ แต่เขียนไปเดียวยาวเอาแค่นี้ก่อน) ก็จะขอพูดถึงเรื่องแนวคิดแบบพุทธตามที่ผมเข้าใจละกันนะ ย้ำอีกนะว่า “แนวคิดแบบพุทธ ‘ตามที่ผมเข้าใจ’ นะ” ซึ่งจะเชื่อมโยงกับคำพูดของอาจารย์วรภัทร์ที่พูดเรื่อง 1 เซนฯ ใต้อกซ้ายของเรานี่แหละ
เมื่อความตายเป็นสิ่งที่แน่นอนและต้องมาถึงในสักวัน และความน่ากลัวที่ซ้อนอยู่ภายใต้ความตายคือการจากพลาดไปจากสิ่งที่รัก เป็นห่วง หวงแหน และคิดถึงในทางพุทธ เรามีการฝึกที่เรียกว่า “มรณานุสติ” คือ “การระลึกถึงความตาย” ว่าความตายเป็นสิ่งที่มาแน่นอน และเราจำเป็ต้องเตรียมตัว และที่สำคัญคือ “เตรียมใจ” เตรียมที่ละและจากไปอย่างสงบ หากเราพูดกันตามแนวคิด (Concept) มันเป็นเรื่องง่าย ๆ มาก แค่ระลึกความตายบ่อย ๆ เห็นความจางคลาย ไม่ยึดติด บลา บลา บลา คำถามสำคัญอยู่ตรงที่ว่า… เมื่อสถานการณ์นั้นมาถึงใจของเราเป็นอย่างไร ?
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องความเป็นความตายก็ได้นะ ลองนึกถึงเรื่องง่าย ๆ อย่างเช่น หากในมือเรากำลังถืออาหารหรือขนมของโปรดและมีใครไม่รู้วิ่งเข้ามาชนจนอาหารหรือขนมนั้นหกลงบนพื้น ณ ตอนนั้นเรารู้สึกอย่างไร ?
หลายคนอาจบอกว่า “โกรธ / โมโห” งั้นถามต่อว่า “นอกจากโกรธ / โมโหแล้ว มีความรู้สึกอื่นอีกไหม ?” ชวนลองสำรวจเล่น ๆ ไปด้วยกันดูก็ได้นะ (อาจใช้เวลาสักพักแล้วค่อยอ่านต่อก็ได้) เมื่อเราเห็นอารมณ์/ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเราจะพบว่า “นั้นมาจากสาเหตุเดียวกันคือ… การพลาดจากของรักไป” และเมื่อพลาดไป “อารมณ์/ความรู้สึกและพฤติกรรมต่าง ๆ นั่นแหละเป็นตัวฟ้องออกมาว่าความจากพลาดส่งผลต่อเราอย่างไร”
ผู้มีสติบริบูรณ์ไม่ใช่ท่านจะไม่รู้สึกรู้สากับการจากพลาดหรอกนะ ตรงกันข้ามท่านรู้สึกไม่ต่างจากเรา แต่ท่านรับรู้และเข้าใจธรรมชาติของการเกิด - ตั้งอยู่ - ดับไป ซึ่งเป็นธรรมดาของสรรพสิ่งทั้งปวง และจิตของท่านมิได้ไปยึดเกาะว่าเป็นฉันหรือของฉันมันจึงเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมกันให้ท่านนั้นไม่ฟุมฟายหรือโวยวายอย่างไรประโยชน์
ดังนั้นการฝึกที่จะรับรู้ปฏิกิริยาทางกาย และปฏิกิริยาทางใจที่เป็นความสะหวั่นไหวของหัวใจใต้อกไปซ้ายไป 1 เซนติเมตรจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ในชีวิตของเรา เมื่อเราเห็นความสัมพันธ์กายกับใจ เห็นความสัมพันธ์ของกายใจกับระบบแห่งชีวิต กับโลกและจักรวาล ปัญญาอันเป็นเครื่องเจาะทลายกิเลสก็ค่อย ๆ ผุดปรากฏขึ้นตรงหน้า ขอเพียงค่อย ๆ ฝึกที่รู้กาย รู้ใจไปเรื่อย ๆ พลาดไปไม่เป็นไร เริ่มต้นใหม่ ทำบ่อย ๆ เข้าแม้ไปช่วยให้ถึงความหมดจดในวันนี้พรุ่งนี้อย่างน้อยก็รักษากายใจไม่ให้ต้องเข้าโรงพยาบาลจิตเวชได้แค่นี้ก็เก่งมาก ๆ แล้ว
นอกจากนี้การเดินทางบนโลกและเมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว (หากเชื่อว่าเมื่อตายแล้วต้องเคลื่อนไปต่อ) เป็นการเดินทางที่ต้องใช้จิตใช้ใจในการเดินทาง ดังนั้นการฝึกและเรียนรู้เรื่องจิตใจอย่างไรเสียก็มีประโยชน์แน่นอน บนสายธารแห่งแม่น้ำสติกซ์มีความทรงจำมากมายทั้งดีและร้ายปะปนกันมัวไปหมด หากคุณไม่ได้เรียนรู้ที่จะดูแลจิตใจให้ดีหละก็… เตรียมติดอยู่กับวังวนแห่งความทุกข์ได้เลย และสำหรับผู้ที่ติดอยู่อย่างเช่นผมเองนั้นก็ไม่ใช่ติดแล้วติดเลยออกไม่ได้ซะทีไหน การมานั่งเขียนบทความนี้ช่วยให้เห็นเรื่องราวบางอย่างชัดขึ้น และพอรับรู้เบาะแสในการกลับมาขึ้นฝั่งได้บ้างแล้ว ขอบคุณเพื่อนที่เชิญชวนเข้าวง ขอบคุณวงสนทนา ขอบคุณพื้นที่นี่ที่ให้ฉันเขียน ขอบคุณตัวเอง ทุกคน และทุกชีวิตที่ให้ฉันได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน

Yes “The Little Prince” and ‘Marcel Proust’ offer candid view points on life.Perhaps we should read more of ‘Buddha-dāsa’ work and definitely more of “พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย” by สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ปยุตฺโต), they offer views of life in a culture [shall we call ‘context’? –not just in our head ;-) ]