Title / Theme : นุ แตง ครอบครัว คาวบอย น้ำปู๋ คนหลอมชีวิตสร้างสุนทรียพลานามัยสังคม
Artist / Author : วิรัตน์ คำศรีจันทร์
Technic / Methodology :
สีน้ำ ประพันธศิลป์กรณีศึกษาและกรณีตัวอย่างสิ่งแสดงเชิงประจักษ์ร่วมสมัย สะท้อนพหุปัญญา พหุลักษณ์ข้อมูล พหุลักษณ์สังคมวัฒนธรรม การประกอบการธุรกิจและสุขภาวะมูลฐานเศรษฐกิจสังคมฐานสุนทรียพลานามัย รูปการณ์ปัญญาปฏิบัติศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์ ผสมผสานองค์ประกอบสุขภาวะมูลฐานและคุณภาพแห่งชีวิต สร้างเสริมสัญญาณปัญญาปฏิบัติในชุดระเบียงทรรศน์ใหม่ให้เป็นที่ปรากฏ ทัดเทียมกับความจำเป็นใหม่ของสังคม สร้างจังหวะ สร้างการเคลื่อนไหว พลิ้วไหวบทสนทนาชุดใหม่ของสังคมอย่างเป็นธรรมชาติในฐานชีวิต ผสานเสริมพหุปัจจัยแห่งการก่อเกิดพลวัตความเจริญงอกงามของการศึกษาเรียนรู้มวลชน วัฒนธรรมปัญญาปฏิบัติ มุขปาฐะศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์ในวิถีประชาสังคม จากคุณภาพการศึกษาอย่างใหม่ของพลเมืองประชากร หลังยุค Self-Organized Able Humanoid-Mobile Integrated Resources อยู่ในมือแห่งความแตกต่างหลากหลายทุกคน เชื่อมโยงวงจรการวิวัฒน์ สะท้อนยึดโยงกับฐานชีวิต ภูมิถิ่น และฐานรากวิวัฒนาการพหุลักษณ์สังคม เข้าถึงการสรรสร้างด้วยกำลังแห่งปัญญาปฏิบัติร่วมกันของมนุษย์ ในระดับบูรณาการการเป็นองค์ประกอบกันและกันของมนุษย์กับธรรมชาติ พลวัตอัตภาพ พลานุภาพ บูรณภาพ จากกระบวนการทางการศึกษาเรียนรู้ พัฒนาความงอกงามมนุษย์ สังคมประชากร และระบบสุขภาวะเศรษฐกิจสังคมฐานสุนทรียพลานามัย ด้วยธรรมชาติ ปฏิสัมพันธ์ทางความหมาย ความสัมพันธ์ บนระบบสุขภาวะมูลฐาน พหุปัจจัย และทรัพยากร มีประสิทธิภาพเหมาะสมพอเพียงที่สุด และเสริมกำลังการบรรลุพลวัตสุขภาวะมูลฐานแห่งความงอกงาม อัตภาพ พลานุภาพ บูรณภาพ ด้วยศักยภาพแห่งตนอย่างดีที่สุด
Media / Size / Dimension : กระดาษ BAOHONG Artist-Professional Use 46.0 x 61.0 cm 300g/m
Date / Year : 13 ตุลาคม 2566
Collector / Owneship : บ้านสังคมศิลป์ บ้านห้วยส้ม อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่
Artistic and WAC Arts Manifestation :
คาวบอย น้ำปู๋ เป็นชื่อวงของกลุ่มเล่นดนตรีลูกทุ่งตะวันตกและบลูกราสของเชียงใหม่ และต่อมาใช้เรียกกลุ่มดนตรีลูกทุ่งแนวบลูกราส เพลงคันทรี่ ผสมทางดนตรีบลูกราสอเมริกัน กับดนตรีลูกทุ่งตะวันตกผสมตะวันออก ของกลุ่มคนเล่นดนตรีในเชียงใหม่และกลุ่มจังหวัดล้านนา ซึ่งมีพัฒนาการสืบเนื่องมาแต่ทศวรรษ 2520 น้ำปู๋ เป็นชื่อน้ำปูดอง อาหารพื้นเมืองของชาวล้านนา
กลุ่มคนเล่นดนตรีในแนวทางดังกล่าว เป็นกลุ่มมีฝีมือเข้มแข็งทางศิลปะดนตรีมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในท้องถิ่นภูมิภาคของประเทศ เป็นหมุดหมายประทับความทรงจำให้กับแหล่งท่องเที่ยว สถานบันเทิง แหล่งแสดงมหรสพ แหล่งอาหาร การกินดื่ม การจัดเลี้ยง การพบปะสังสันทน์ ให้ประสบการณ์ความซาบซึ้งแก่ผู้คนทั้งชาวไทยและต่างประเทศด้วยศิลปะดนตรีลูกทุ่งตะวันตกผสมผสานกับอารมณ์เพลงของล้านนาและรสนิยมของสังคมโลกตะวันออก มีส่วนในการสร้างความเฟื่องฟู สร้างงาน สร้างโอกาสประกอบกิจการ อาชีพ ผลิตบริการ และสร้างการเจริญเติบโตให้กับเมืองเศรษฐกิจอุสาหกรรมการท่องเที่ยว มหานครเชียงใหม่ และอื่นๆ อย่างสูงยิ่ง
ภาณุ เนียมชมพู บ้านแม่วาง-สันป่าตอง เชียงใหม่เป็นศิษย์เก่าสาขาสัตวบาล จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เล่นดนตรี ตามแหล่งท่องเที่ยว แหล่งบันเทิง ร้านอาหาร ของจังหวัดเชียงใหม่ นับแต่เมื่อ 30-40 ปีก่อน ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ได้หาเงินเลี้ยงชีพและส่งตนเองให้ได้รับการศึกษา เป็นสมาชิกของวงดนตรีในแนวทางลูกทุ่งตะวันตก บลูกราส และพัฒนารูปแบบผสมผสานกันเป็นทางดนตรีคาวบอย น้ำปู๋นี้ อีกทั้งเป็นผู้มุ่งมั่นให้ความสนใจเรียนรู้ฝึกฝนด้วยตนเองในการขี่ ฝึกฝน ควบคุมม้า การฟาดแส้ พัฒนาเป็นรูปแบบการจัดแสดง ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายของนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ เป็นหมุดหมายหนึ่งของการสร้างสิ่งประทับใจต่อเชียงใหม่ ล้านนา และประเทศไทย
เรียนรู้การทำศิลปะเครื่องหนัง เครื่องประดับ สิ่งของเครื่องใช้ ด้วยวัสดุและวัตถุดิบ ผลผลิตจากสัตว์ กระดูก เขา กระโหลก เขี้ยว หนัง เกล็ด และอื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งแสดงถึงวิถีชีวิต จิตใจผู้คน ของสังคมวัฒนธรรมกสิกรรม รวมทั้งสื่อสะท้อนโลกกว้างของสังคมตะวันตก โลกตะวันออก วิถีชีวิตพื้นถิ่นอีสาน ล้านนา และรับจัดงาน จัดกระโจม ประกอบกิจการหลายด้าน ดำเนินไปด้วยกันในชีวิต สื่อสาร พัฒนาการเรียนรู้มวลชนอย่างบูรณาการ
ปี 2561 สาขานิเทศศาสตร์บูรณาการ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกับวงบลูกราส THAI SIDE WALK จากกรุงเทพมหานคร และ บ้านดินร่มรื่น จังหวัดพิจิตร ซึ่งผมในฐานะผู้ดูแลการพัฒนาทุกด้านของหลักสูตร ได้ขอพัฒนารูปแบบสร้างหน่วยความร่วมมือทางวิชาการ พัฒนาการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ สหกิจศึกษาอย่างบูรณาการ (ICE : Integrated Cooperative Education) กระจายออกจากภาคอุตสาหกรรมสื่อเมืองหลวงและภาคการผลิตบริการวิชาชีพในแบบเดิมซึ่งไม่เพียงพอแล้วต่อการพัฒนาของสังคม ให้กระจายการพัฒนารูปแบบสร้างผู้นำสุนทรียปัญญากรและนักนิเทศศาสตร์บูรณาการ ให้มุ่งสู่การเป็นผู้นำการวิวัฒน์สังคมจากระบบฐานรากสังคม นำร่องสร้างสิ่งแสดงเชิงประจักษ์และคัดสรรองค์ประกอบสำคัญให้เป็นที่ปรากฏ กรณีสังคมไทยโดยมหาวิทยาลัยผู้นำวิทยาการเกษตรกรรมของไทยและของสังคมโลก รวมทั้งเป็นการกระจายตัวก่อเกิดนำการริเริ่มการวิวัฒน์จากฐานรากตนเองของสังคมอันก่อเกิดจากมหาวิทยาลัยในพื้นถิ่นภูมิภาค ในอีกสาขาวิทยาการหนึ่ง รูปแบบดังกล่าวจะส่งผลต่อการมีกำลังสื่อสารการพัฒนาและจัดการภาคสาธารณะของท้องถิ่นภูมิภาคและจังหวัดได้ดีขึ้น ก่อเกิดแนวทางกำหนดตำแหน่งงานใหม่ที่เหมาะสมให้กับคนรุ่นใหม่จากต่างจังหวัดและที่มหาวิทยาลัยในภูมิภาคจะผลิตได้สอดคล้องกับความจำเป็นได้ดีกว่า รวมทั้ง จะก่อเกิดความเป็นผู้นำทางวิชาการของภาคการศึกษาขั้นสูงของประเทศ ในหนทางอันแตกต่างกันไปตามต้นทุนพัฒนาการของมหาวิทยาลัย
ผมนำคณาจารย์และหลักสูตรสาขานิเทศศาสตร์บูรณาการ พิจารณานักศึกษาได้ 2 คน จากความสนใจและความสามารถเตรียมความพร้อมตนเอง ส่งไปปฏิบัติสหกิจศึกษากับพื้นถิ่นจังหวัดพิจิตรผ่านการจัดการเชิงปฏิบัติการของบ้านดินร่มรื่น เพื่อได้รูปแบบการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการอีกรูปแบบหนึ่งของประเทศ ในสาขาที่จะมีบทบาทต่อการพัฒนาการสื่อสารและการเรียนรู้มวลชนจากฐานรากสังคมมาก โดยให้ไปเรียนรู้เชิงประกอบการนิเทศศาสตร์บูรณาการ นำเอาสรรพวิทยาการไปใช้จริงกับสังคม สื่อสารองค์กร เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และพัฒนาภาวะผู้นำการสื่อสาร บูรณาการสู่การบริหารจัดการกับทุกระบบที่สำคัญของท้องถิ่นจังหวัด ทั้งภาครัฐ เอกชน เพื่อเห็นกระบวนการปัญญาปฏิบัติในบริบทความเป็นจริงของสังคม สร้างวงจรนำเอาองค์ความรู้และพหุปัญญาในการสร้างสังคม ปฏิสัมพันธ์เชิงสะท้อนกลับไปมากับวงจรการพัฒนาทุกมิติดำเนินการของภาคการศึกษา พัฒนาการเรียนการสอน การวิจัย สร้างทักษะและส่งเสริมภาวะผู้นำอาจารย์ และอื่นๆ ตามสภาพจริง ได้อย่างครบถ้วน
พร้อมกันนั้น ก็เป็นรูปแบบบูรณาการ ให้เป็นโอกาสได้สร้างบุคลากรผู้นำนิเทศศาสตร์บูรณาการของสังคมในแนวทางใหม่ที่ตอบสนองวาระความจำเป็นต่อการกระจายการพัฒนาออกจากระบบรวมศูนย์รอบด้าน แม้นเพียงเล็กน้อยแต่มีความครบถ้วนที่ให้แนวปฏิบัติและแนวทฤษฎีชี้นำเชิงกระบวนการศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์ที่พอดี ต้องการวงจรเสริมพลังการวิวัฒน์ Critical Mass ที่เพียงพอไปตามอัตภาพแห่งตนในบริบทหนึ่งๆเท่านั้น ซึ่งต่อมาบ้านสังคมศิลป์ได้นำการร่วมกันพัฒนา สถาบันพัฒนาสุนทรียปัญญากร เพื่อเป็นฐานปฏิบัติการของสังคม ในการร่วมกันพัฒนาการค้นพบ ส่งเสริมการเป็นที่ปรากฏ สร้างระบบแสดงสิ่งประจักษ์ด้วยพหุลักษณ์ข้อมูล ชุมชนสุนทรียปัญญากร สาขาต่างๆ ที่มีอยู่ในตนเอง ให้ค่อยเพิ่มพูนมากยิ่งๆขึ้นในสังคมไทย อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
ได้ร่วมกันศึกษา คัดสรร จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ร่วมกับศิลปินและสื่อเชิงประกอบธุรกิจบันเทิงอย่างบูรณาการ พัฒนารูปแบบบูรณาการสหกิจศึกษาและการวิวัฒน์รูปแบบธุรกิจบันเทิง ให้สามารถสร้างสรรค์งานและอยู่กับความเป็นจริงในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปได้ พร้อมกับปฏิบัติการ จำลองรูปแบบบูรณาการ จัดงานเทศกาล ทิวหญ้าไหว GGM - Grass Green Move ครั้งที่ 1 ขึ้นในประเทศไทย ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีศิลปินและนักดนตรีบลูกราสทั้งชาวไทยและต่างประเทศเข้าร่วมเทศกาลเชิงปฏิบัติการ เสวนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เผยแพร่สื่อสารไปในวงกว้าง สร้างศักยภาพนำการวิวัฒน์เปลี่ยนแปลงของภาคสื่อบันเทิง ภาคสุนทรียปัญญา และภาคสุนทรียพลานามัย บูรณาการกับการเกษตรกรรม และภาคการศึกษาเพื่อการสร้างผู้นำเชิงประกอบการรุ่นใหม่ในการนำเอาวิทยาการและเทคโนโลยีความเชี่ยวชาญการศึกษาขั้นสูง ไปสร้างเศรษฐกิจสังคมและนำการเปลี่ยนแปลงบูรณาการกับวาระสุขภาวะมูลฐานของสังคม ครอบคลุมองค์ประกอบหลายด้านให้ประกอบกิจการสัมมาีพได้อย่างยั่งยืนเหมาะสม ยึดโยงกับฐานรากชีวิต ภูมิถิ่น สะท้อนเชื่อมโยงวาระความจำเป็นของสังคม อยู่ได้กับความเป็นจริงชุดใหม่ของโลกกว้าง นุ คาวบอย น้ำปู๋ เป็นแหล่งร่วมริเริ่มและดำเนินการของการเคลื่อนไหวเชิงปฏิบัติการดังกล่าวนั้น จึงก่อเกิดภาพอุปลักษณ์ศิลป์นี้ขึ้น
ในแง่การประเมินผลเชิงสังเคราะห์การเรียนรู้สู่ภาคปฏิบัติการจริงกับมืออาชีพของประเทศและนานาชาติพหุสาขา สะท้อนยึดโยงกับสร้างรูปแบบประกอบการ จัดการ ปฏิบัติมืออาชีพ ผลิตและบริการวิชาชีพบูรณาการ สร้างการเคลื่อนไหววาระทางสังคมสิ่งแวดล้อมบนฐานพหุวิทยาการปัญญา บูรณาการด้วยมหรสพวิทยาการและการศึกษาเรียนรู้ Integrated Edutainment ด้วยรูปแบบเมืองเทศกาลทิวหญ้าไหว GGM-Grass Green Move เชื่อมโยงกับศิลปะและดนตรีลูกราสบูรณาการตะวันออก-ตะวันตก เหล่านี้ ได้สร้างกระบวนการให้นักศึกษาได้ร่วมกันเป็นผู้จัดงานคอนเสิร์ต และทุกองค์ประกอบในงานเทศกาลทิวหญ้าไหว พร้อมกับนำเอาผลงาน ผลการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ โมเดลการปฏิบัติสหกิจศึกษา และรูปแบบการสร้างสรรค์หลอมรวมองค์ประกอบสื่อ ศิลปะ การสื่อสาร เทคโนโลยีสื่อ และงานในสาขาวิชาชีพนิเทศศาสตร์บูรณาการและการสื่อสารมวลชน ไปสิ้นสุดที่การจัดแสดง นำเสนอ และเข้าถึงประสบการณ์ตรงรอบด้านกับมวลชนและมืออาชีพ จำลองโลกแห่งการประจักษ์จริงด้วยตนเอง ได้บทสรุป เห็นภาพ เห็นความเป็นตัวของตัวเอง ได้ความเชื่อมั่นในการเผชิญสถานการณ์ปฏิบัติต่างๆด้วยตนเองอย่างรอบด้าน ก่อนก้าวออกไปใช้ความรู้ความสามารถจากมหาวิทยาลัย ไปสร้างสังคมและพัฒนาตนเอง ให้เหมาะสมกันต่อไป งานชุดนี้เป็นความสืบเนื่องเพื่อรวบรวม จัดระบบพหุปัญญาจากองค์ประกอบการมีของจริงอยู่ในสังคม และสร้างอุปลักษณ์ศิลป์ ไว้เป็นฉากทรรศน์เชิงประจักษ์องค์รวมปรากฏการณ์ทางความหมาย สำหรับส่งเสริมวงจรการปริวรรติ ปฏิสัมพันธ์ และสร้างพลวัตทางความหมาย สรรสร้างตัวบทเนื้อหา พลวัตอรรถาธิบาย ไปตามรายบริบทอย่างไม่จำกัด ให้สัญญาณการไหลเวียนทางความหมายทั้งภายในและภายนอกวิทยาการลายลักษณ์ วจนภาษาและอวจนภาษา ตลอดจนพหุลักษณ์และพหุปัจจัยทั้งรูปธรรมและนามธรรมต่างๆ ซึ่งเข้าถึงสิ่งยึดโยงส่งเสริมเกื้อหนุนกันได้ยาก ให้มีหมุดหมาย สิ่งแสดง สื่อสัญญอุปลักษณศิลป์ ให้อ้างอิงถึงกันในเชิงประจักษ์ ยึดโยงการพลวัตความแตกต่างหลากหลาย ให้ประกอบสร้างความร่วมกันได้ดียิ่งๆขึ้น ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของการดำเนินการศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์ของพหุลักษณ์สังคมในยุคร่วมสมัยความก้าวหน้าที่จำเป็นต้องยึดโยงกับฐานรากสังคม ภูมิถิ่น ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และธรรมชาติ บนความแตกต่างหลากหลาย ทั้งเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ การบูรณาการยึดโยงกันของสังคมสิ่งแวดล้อมกับการยกระดับวิวัฒนาการใหม่ของวิทยาการการสื่อสาร สื่อ ศิลปะ ภาคสุนทรียปัญญาในทุกแขนง และพลวัตงานความรู้ในทุกด้าน
บ้านสังคมศิลป์ ได้ศึกษา และเขียนภาพชุดนี้ขึ้น เพื่อส่งเสริมเผยแพร่ แสดงองค์ประกอบเชิงประจักษ์อันสำคัญหลายด้านด้วยกัน ที่สำคัญคือ การเป็นสื่อปรากฏการณ์และสิ่งแสดงของจริงที่ทรงพลังต่อการก่อเกิดพลวัตทางความหมาย ไหลเวียนเรื่องราวเชิงปฏิสัมพันธ์ปากต่อปาก สร้างกำลังก่อเกิดสุขภาวะมูลฐานและเพิ่มพูนคุณภาพแห่งชีวิตในกิจกรรมชีวิตและด้วยวิถีปฏิบัติได้ของประชาชน พัฒนาความซาบซึ้งและน้อมตนต่อการเปิดกว้างต่อการเรียนรู้ความแตกต่างหลากหลาย บูรณาการฐานรากพหุลักษณ์สังคมวัฒนธรรม ด้วยความสนุกสนาน ความบันเทิก เบิกบานใจ ความน่าอัศจรรย์ใจ ต่ออัจฉริยภาพของมนุษย์ ธรรมชาติ สัตว์ ม้า ศิลปกรรมหัตถศิลป์ เพลง ดนตรี การแสดง แก่เด็ก เยาวชน ครอบครัว และทุกกลุ่มวัย และอีกรอบด้าน ที่สามารถเข้าสู่การพัฒนาการเรียนรู้ สะท้อนปัญญาปฏิบัติยึดโยงกับโลกกว้างและระบบมหภาค ด้วยแนวปฏิบัติคัดสรร มีส่วนริเริ่มสร้างการก่อเกิดขึ้นได้จากฐานชีวิต ในฐานรากสังคม และในวิถีปฏิบัติ ของประชาชนพลเมือง
ทุกองค์ประกอบในภาพผ่านการศึกษา ซึมซับปัญญาปฏิบัติ เข้าถึงประสบการณ์เชิงประจักษ์ เพื่อจำลองสิ่งที่มวลชนและประชาชนทั่วไปทั้งในและต่างประเทศก็สามารถเข้าถึงด้วยตนเองโดยตรงอยู่แล้ว แต่อาจจะผ่านเลยไปอย่างไร้ความหมาย ภาพอุปลักษณ์ศิลป์และองค์ประกอบการจัดแสดงเผยแพร่อย่างบูรณาการ จะทำให้เกิดระเบียงทรรศน์ ระบบการจัดหมวดหมู่สะท้อนสื่อสารภายในกับภายนอก เห็นแบบแผนรหัสนัย ประกอบสร้างพหุปัญญาขึ้นได้อย่างจำเพาะตน ยึดโยง บูรณาการ และเสริมกำลังความหมายจากสิ่งประจักษ์รอบทิศทาง บนโครงสร้างประสบการณ์ที่พอดีตน เช่น ภาพไก่ จะทำให้มวลประสบการณ์สุนทรียปัญญาดังเช่นในเพลงกระท่อมกลางไพร ของอ้น ธวัชชัย ชูเหมือน ศิลปินเพลง ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยแม่โจ้ และเป็นเพลงนิยมแพร่หลาย สร้างหมุดหมายร่วมกันหลายรุ่นคนทั่วสังคมไทย แว่วดังสะท้อนความหมายขึ้นในใจด้วยสภาพแวดล้อมต่างๆ ภาพดอยสุเทพ สภาพแวดล้อมภูมิถิ่นกสิกรรม ภาพมะละกอ กับเพลงส้มตำมะกอ เพลงพระราชนิพนธ์ อารมณ์ศิลปะชาวบ้าน และจิตวิญญาณสุขภาวะมูลฐานในอาหาร ซุ้มเมืองคาวบอย จากเทศกาลดนตรีบลูกราส ทิวหญ้าไหว GGM - Grass Green Move ครั้งที่ 1 หล่านี้ จะมีประสบการณ์เชิงประจักษ์และปัญญาปฏิบัติทางตรง เป็นทรัพยากรพหุลักษณ์ข้อมูลอันมีคุณค่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุดอยู่เป็นทุนเดิมของสังคมจำนวนหนึ่ง ที่จะสามารถพลวัตความหมายขึ้นใหม่ในฐานชีวิตผู้คน และเสริมกำลังปัญญาปฏิบัติด้วยการคัดสรรสิ่งดีออกจากตนเอง อย่างลึกซึ้ง แยบคาย ละเอียดอ่อนรอบด้าน ได้มากกว่ากระบวนการใช้ปัญญาและระบบเหตุผลเชิงกลไกอย่างทั่วไปซึ่งนอกจากจะมีข้อจำกัดมากยิ่งๆขึ้นแล้ว ก็อาจจะกลายเป็นวิธีการที่กลับยิ่งสร้างปัญหาเชิงปะทะหักล้าง สร้างแรงกระทบและภาวะกดดัน ขยายกำลังวิกฤติการณ์ต่างๆ อยู่ในตนเอง อีกด้วย
เป็นการพัฒนางานศิลปะสุนทรียปัญญา ยึดโยงเสริมกำลังการวิวัฒน์ความเจริญงอกงามต่างๆร่วมกันของพหุปัจจัยจุลภาคและมหภาคจากด้านสุขภาวะมูลฐานของมวลชน ประชากร พลเมือง บูรณาการพหุมิติของกระบวนการศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์ จัดแสดงและเผยแพร่ปัญญาปฏิบัติจากฐานชีวิต ภูมิถิ่น และฐานรากสังคม ที่เปิดกว้างให้กับการสร้างพหุลักษณ์ปัญญาไปตามบริบทจำเพาะตน ในหลายช่องทาง และเป็นแหล่งข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างบูรณาการ สำหรับการศึกษา วิจัยเชิงปฏิบัติการ และพัฒนามิติบูรณาการปัจจัยสังคมศิลป์ ผสานยึดโยงพลวัตพหุปัญญาศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์ สังคมเศรษฐกิจสุขภาวะมูลฐาน และอื่นๆ.
