เกษียณ เกษมสันต์ มุทิตาสัมพันธ์กาญจน์ 4
เมื่อก่อนผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบเข้าสังคม ทั้งที่หน้าที่การทำงานต้องดูแลผู้คนและองค์กร แต่ผมเลือกที่จะแคร์ความรู้สึกตัวเอง และเลือกที่จะใช้เวลาดูแลตัวเองและครอบครัวมากกว่า
มองดูก็จะคลับคล้ายคนเห็นแก่ตัว แต่เชื่อเถอะ มันไม่ใช่อย่างนั้นทั้งหมดหรอก เพราะคนทำงานที่หลากหลายและหนักหน่วง จะต้องให้เวลากับตัวเองเพื่อพักกายและใจ
เราไม่จำเป็นต้องวิ่งตามสังคมในทุกเรื่องราว แต่จงเข้มแข็งกับการอยู่กับปัจจุบัน อย่าหวั่นไหวกับสิ่งรอบข้าง แต่กล้าพอที่ยืนหยัดด้วยตัวเอง ด้วยความดีที่ประกอบด้วยสติและปัญญา
เมื่อเกษียณออกมา กลับมีเวลาให้สังคมมากขึ้น ซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้วกับบริบทของชีวิต ที่ไม่จำเป็นต้องปลีกวิเวกเสมอไป ใครเรียกใช้ไหว้วานก็ไป งานบุญกุศลไม่มาบอกกล่าว ผมก็ไปร่วมด้วยช่วยกัน ไม่มีอะไรต้องคิดเยอะ
ชีวิตหลังแกษียณจึงค่อนข้างจะสุขสันต์ ได้เยียวยาในส่วนที่ขาดหายไป ในช่วงเวลานั้นที่เราไม่เจตนาให้เกิดขึ้น เพราะหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละคนมันต่างกัน
เกษียณได้เกือบปี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต ๔ ต้นสังกัดเดิม แต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการประเมินประสิทธิภาพฯผู้อำนวยการโรงเรียนที่บรรจุใหม่ รอบ ๖ เดือน
วันที่ออกประเมิน จึงได้ชื่อว่าเป็น “ผู้ทรงคุณวุฒิ” ตามคำสั่งที่เขตฯแต่งตั้ง ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ “ขงเบ้ง” ในวรรณกรรม”สามก๊ก”ขึ้นมาทันที
“อย่าได้โอ้อวดความรู้ความสามารถ ต่อเมื่อได้รับมอบหมายให้ทำงานใหญ่ เราทำได้อย่างที่เขาไว้วางใจหรือเปล่า” สำหรับผมแล้ว ไม่เคยกังวลใจในงานวิชาการแบบนี้เลย ทำอย่างเต็มที่และสุดความสามารถ
ด้วยเหตุนี้กระมัง จึงทำให้ท่านผู้อำนวยการเขตฯ (ดร.วิโรจน์ ค้อไผ่) ให้เจ้าหน้าที่ออกหนังสือเชิญผมให้ไปร่วมงาน “ เกษียณ เกษมสันต์ มุทิตาสัมพันธ์กาญจน์ 4 ผมจึงเดินทางไปเขตฯอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังเกษียณ
ผมจึงมีความรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก ที่ได้รับเกียรติจากเขตพื้นที่ฯได้ไปนั่งอยู่ในท่ามกลางบรรยากาศของงานที่เต็มไปด้วย คณะผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษามากมาย
การจัดงานในช่วงกลางวันที่เป็นไปด้วยความเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยกิจกรรมอันอบอุ่น ของความรักความผูกพัน บ่งบอกถึงความตั้งใจจริง ที่เขตพื้นที่ฯมอบน้ำใจและไมตรีแด่ผู้เกษียณอายุราชการทุกคน
รอยยิ้มของทุกคนบนเวทีกับของที่ระลึกที่รับมอบ แทนคำขอบคุณแด่บุคลากรที่ทรงคุณค่า ในวาระสุดท้ายของการรับราชการ ต่างถ่ายรูปร่วมกันอย่างเบิกบานใจ หน้าตาทุกคนสดใสในทุกมุมของผ้าม่านและดอกไม้ที่สวยงามเหลือเกิน
ผมรู้สึกเพลิดเพลินและตกอยู่ในภวังค์ คล้ายกับว่าได้มาเกษียณรอบ ๒ ยังไงยังงั้น ยิ่งได้มีโอกาสร่วมร้องเพลง “คำสัญญา” กับผู้เกษียณทุกคนด้วยแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกว่าการได้มาร่วมงานในวันนี้ มีความหมายและดีต่อใจยิ่งนัก
เนื้อร้องในท่อนสุดท้ายที่จำได้”..หากแผ่นดิน ไม่ฝังกาย จะสุขจะทุกข์เพียงใด น้อมกายยิ้มสู้ฟันฝ่า ร้อยรัดดวงใจ มั่นในคำสัญญา สร้างสรรค์เพื่อมวลประชา นี่คือสัญญาของเรา …”
แต่ก็ต้องรักษาสุขภาพร่างกายกันด้วยนะครับ เพราะนี่คือสิ่งสำคัญ ที่จะนำพาผู้เกษียณที่ถึงฝั่งฝันกันเป็นที่เรียบร้อย ได้ท่องเที่ยวตามอำเภอใจ ได้พักกายทุกคืนวันและเกษมสันต์ตลอดไป
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๒๐ กันยายน ๒๕๖๗







