ว่าด้วย ยักษ์ถือกระบองเหล็กใหญ่

อยกูฏชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๗. อยกูฏชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๔๗)

ว่าด้วยยักษ์ถือพะเนินเหล็กใหญ่

             (พระราชาโพธิสัตว์ตรัสกับยักษ์ว่า)

             [๑๘๕] วันนี้ท่านที่ถือพะเนินเหล็กล้วนๆ ใหญ่เหลือประมาณ ยืนอยู่กลางอากาศ ถูกเขาแต่งตั้งมาเพื่อคุ้มครองรักษาข้าพเจ้า หรือว่าพยายามจะฆ่าข้าพเจ้า

             (ยักษ์ฟังคำของพระราชาโพธิสัตว์แล้ว จึงกราบทูลว่า)

             [๑๘๖] ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์เป็นทูตถูกพวกรากษสส่งมาที่นี้ เพื่อปลงพระชนม์พระองค์ แต่ว่าพระอินทเทวราชคุ้มครองพระองค์อยู่ เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงผ่าพระเศียรของพระองค์ไม่ได้

             (พระราชาโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงตรัส ๒ คาถาว่า)

             [๑๘๗] ก็ถ้าท้าวมัฆวานเทวราชผู้เป็นจอมแห่งเทพ พระสวามีของพระนางสุชาดาคุ้มครองรักษาข้าพเจ้าอยู่ พวกปีศาจทั้งปวงจงแผดเสียงคำรามไปเถิด ข้าพเจ้าไม่สะดุ้งกลัวพวกรากษส (รากษส ในที่นี้หมายถึงยักษ์ร้าย ผีเสื้อน้ำ) เลย

             [๑๘๘] พวกกุมภัณฑ์และพวกปีศาจในกองหยากเยื่อทั้งปวง จงคร่ำครวญไปเถิด ปีศาจทั้งหลายไม่สามารถจะรบกับข้าพเจ้าได้ ท่าทางที่ทำให้น่ากลัวนั้นมีอยู่เป็นอันมาก

อยกูฏชาดกที่ ๗ จบ

-----------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

อยกูฏชาดก

ว่าด้วย ยักษ์ถือกระบองเหล็กใหญ่

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการประพฤติประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์โลก จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
               เรื่องปัจจุบันจักมีแจ้งในมหากัณหชาดก.
               ส่วนเรื่องในอดีตมีดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตนั้น. เจริญวัยแล้ว เรียนศิลปศาสตร์ได้แล้ว เมื่อพระราชบิดาสวรรคตแล้ว ได้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ ทรงครองราชย์โดยธรรม.
               ในครั้งนั้น คนทั้งหลายเป็นผู้ถือเทวดาเป็นมงคล พากันฆ่าแพะเป็นต้นมากมาย กระทำพลีกรรมแก่เทวดาทั้งหลาย. พระโพธิสัตว์ให้เที่ยวตีกลองประกาศว่า ไม่ควรฆ่าสัตว์มีชีวิต.
               ยักษ์ทั้งหลาย เมื่อไม่ได้พลีกรรมจึงโกรธพระโพธิสัตว์ ได้ไปยังสมาคมยักษ์ในหิมวันตประเทศ ให้ส่งยักษ์ตนหนึ่งผู้หยาบช้าไป เพื่อต้องการฆ่าพระโพธิสัตว์. ยักษ์นั้นถือพะเนินเหล็กร้อนอันใหญ่ประมาณเท่าช่อฟ้า มาด้วยตั้งใจว่า จักประหารพระโพธิสัตว์นั้นด้วยพะเนินเหล็กนี้ให้ตาย จึงได้ยืนอยู่ที่หัวนอนพระโพธิสัตว์ ในระหว่างมัชฌิมยาม. ขณะนั้น อาสนะของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน ท้าวเธอทรงรำพึงอยู่ ได้ทรงทราบเหตุนั้น จึงทรงถืออินทวชิราวุธเสด็จไป แล้วได้ประทับยืนเบื้องบนยักษ์.
               พระโพธิสัตว์ได้เห็นยักษ์ แล้วคิดว่า ยักษ์นี้ยืนอารักขาเรา หรือว่ายืนประสงค์จะฆ่าเรา
               เมื่อจะเจรจากับยักษ์นั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
               ท่านผู้ใดยืนถือพะเนินเหล็กล้วนอันใหญ่โตเหลือขนาดอยู่ในอากาศ ท่านผู้นั้นมาจัดแจงเพื่อจะคุ้มครองเราในวันนี้หรือ หรือว่าจะพยายามฆ่าเรา.
               ก็พระโพธิสัตว์เห็นแต่ยักษ์เท่านั้น ไม่เห็นท้าวสักกะ. ยักษ์ไม่อาจประหารพระโพธิสัตว์ เพราะกลัวท้าวสักกะ. ยักษ์นั้นได้ฟังถ้อยคำของพระโพธิสัตว์ จึงกล่าวว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพเจ้ามิได้ยืนคุ้มครองท่าน แต่ข้าพเจ้ามาด้วยหวังใจว่า จักเอาพะเนินเหล็กอันโชติช่วงนี้ ประหารทำท่านให้ตาย ข้าพเจ้าไม่อาจประหาร เพราะกลัวท้าวสักกะ
               เมื่อจะแสดงเนื้อความนี้ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
               ดูก่อนพระราชา ข้าพเจ้าเป็นทูตของพวกยักษ์ ถูกพวกยักษ์เหล่านั้นส่งมาที่นี้เพื่อฆ่าพระองค์ แต่พระอินทร์เทวราชคุ้มครองพระองค์อยู่ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงผ่าพระเศียรของพระองค์ไม่ได้.
               พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าว ๒ คาถานอกนี้ว่า :-
               ก็ถ้าท้าวมัฆวานเทวราชผู้เป็นจอมเทพ พระสวามีของนางสุชาดาคุ้มครองข้าพเจ้าอยู่ มิฉะนั้น พวกปีศาจคงจะคุกคามสัตว์ทั้งหลายเป็นแน่ แต่ข้าพเจ้าไม่ได้สะดุ้งกลัวต่อพวกยักษ์เลย.
               พวกกุมภัณฑ์และพวกปีศาจทั้งมวล จะคร่ำครวญกันไปก็ตามเถิด พวกปีศาจไม่อาจต่อยุทธ์กับข้าพเจ้า กิริยาที่หลอกหลอนพวกยักษ์ซึ่งทำให้น่ากลัวต่างๆ นั้นมีอยู่เป็นอันมาก แต่ข้าพเจ้าก็ไม่กลัว.
               ท้าวสักกะทรงขับยักษ์ให้หนีไป โอวาทพระมหาสัตว์แล้วตรัสว่า ดูก่อนมหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย จำเดิมแต่นี้ไป การคุ้มครองพระองค์เป็นหน้าที่ของข้าพเจ้า แล้วเสด็จสู่สถานที่ของพระองค์ทีเดียว.
               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
               ท้าวสักกะในครั้งนั้น ได้เป็น พระอนุรุทธะ
               ส่วนพระเจ้าพาราณสี ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาอยกูฏชาดกที่ ๗               
               -----------------------------------------------------