กาฬพาหุชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๙. กาฬพาหุชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๒๙)
ว่าด้วยลิงชื่อกาฬพาหุ
(วานรโปฏฐปาทะกล่าวกับวานรราธโพธิสัตว์ผู้เป็นพี่ชายว่า)
[๑๑๓] เมื่อก่อน เราได้ข้าวและน้ำใดจากราชสำนัก บัดนี้ ข้าวและน้ำนั้นไปหาลิงเท่านั้น พี่ราธะ เรากลับไปป่ากันเถิด เพราะพระเจ้าธนัญชัยไม่สักการะเราแล้ว
(วานรราธโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
[๑๑๔] น้องโปฏฐปาทะเอ๋ย โลกธรรมในหมู่มนุษย์เหล่านี้ คือ ความมีลาภ ไม่มีลาภ มียศ ไม่มียศ นินทา สรรเสริญ สุข และทุกข์ เป็นของไม่เที่ยง เจ้าอย่าเศร้าโศกไปเลย จะเศร้าโศกไปทำไม
(วานรโปฏฐปาทะกล่าวว่า)
[๑๑๕] พี่ราธะ พี่เป็นบัณฑิตแท้ๆ ย่อมรู้ประโยชน์ที่ยังไม่มาถึง ทำอย่างไร เราจะเห็นลิงชั่วถูกไล่ออกจากราชตระกูล
(วานรราธโพธิสัตว์กล่าวว่า)
[๑๑๖] ลิงกาฬพาหุกระดิกหู กลอกหน้ากลอกตา ทำให้พระราชกุมารหวาดกลัวอยู่บ่อยๆ มันจะทำตนเองให้อดข้าวและน้ำ
กาฬพาหุชาดกที่ ๙ จบ
--------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
กาฬพาหุชาดก
ว่าด้วย ลิงหลอกเจ้า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร ทรงปรารภพระเทวทัตผู้เสื่อมลาภสักการะ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
แท้จริง เมื่อพระเทวทัตผูกความโกรธอันไม่บังควรในพระตถาคต แล้วประกอบนายขมังธนู โทษผิดของพระเทวทัตนั้น ได้ปรากฏเพราะปล่อยช้างนาฬาคิรี. ลำดับนั้น คนทั้งหลายจึงพากันเลิกธุวภัตเป็นต้นที่เริ่มตั้งไว้แก่เธอเสีย แม้พระราชาก็ไม่ทรงเหลียวแลพระเทวทัตนั้น. พระเทวทัตนั้นเสื่อมลาภสักการะ จึงเที่ยวขอในสกุลทั้งหลายบริโภคอยู่.
ภิกษุทั้งหลายจึงนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตคิดว่า จักยังลาภสักการะให้เกิดขึ้น แม้แต่ลาภสักการะที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่อาจทำให้มั่นคง. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า มิใช่บัดนี้เท่านั้น ภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน เทวทัตนี้ก็ได้เป็นผู้เสื่อมลาภสักการะ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าธนัญชัยครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นวานรเผือกชื่อราธะ มีบริวารมาก มีร่างกายบริบูรณ์ ส่วนวานรน้องชายของพระโพธิสัตว์นั้นชื่อโปฏฐปาทะ. พรานผู้หนึ่งจับวานรพี่น้องทั้งสองนั้นได้ จึงนำไปถวายพระเจ้าพาราณสี.
พระราชาโปรดให้ใส่วานรทั้งสองนั้นไว้ในกรงทอง ให้บริโภคข้าวตอกคลุกน้ำผึ้ง ให้ดื่มน้ำเจือด้วยน้ำตาลกรวดปรนนิบัติเลี้ยงดูอยู่ สักการะได้มีอย่างมากมาย. วานรทั้งสองนั้นได้เป็นผู้ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภและยศ.
ต่อมา พรานป่าคนหนึ่งได้นำเอาวานรดำใหญ่ตัวหนึ่งชื่อกาฬพาหุ มาถวายพระราชา วานรกาฬพาหุนั้นมาทีหลังจึงได้มีลาภสักการะมากกว่า ลาภสักการะของวานรเผือกทั้งสองก็เสื่อมถอยไป. พระโพธิสัตว์มิได้พูดอะไรเลย เพราะประกอบด้วยลักษณะแห่งผู้คงที่ แต่วานรน้องชายเพราะไม่มีลักษณะแห่งผู้คงที่ จึงทนดูสักการะของกาฬพาหุวานรไม่ได้ ได้พูดกะพี่ชายว่า ข้าแต่พี่ เมื่อก่อน ในราชสกุลนี้ ย่อมให้ของกินมีรสดีเป็นต้นแก่พวกเรา แต่บัดนี้พวกเราไม่ได้ เขานำไปให้เจ้าลิงกาฬพาหุเท่านั้น พวกเราเมื่อไม่ได้ลาภสักการะจากสำนักของพระเจ้าธนัญชัย จักทำอะไรอยู่ ณ สถานที่นี้ มาเถิดพี่ พวกเราไปอยู่ป่าเถิด
เมื่อจะเจรจากับวานรพี่ชายนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
เมื่อก่อน เราได้ข้าวและน้ำอันใดจากสำนักพระราชา มาบัดนี้ ข้าวและน้ำนั้นมาขึ้นอยู่กับสาขมฤคหมด ข้าแต่พี่ราธะ บัดนี้ เราเป็นผู้อันพระเจ้าธนัญชัยไม่สักการะแล้ว พากันกลับไปป่าตามเดิมเถิด.
วานรราธะได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ดูก่อนน้องโปฏฐปาทะ ธรรมในหมู่มนุษย์เหล่านี้ คือ ลาภ ความเสื่อมลาภ ยศ ความเสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุขและทุกข์ เป็นของไม่เที่ยง เจ้าอย่าเศร้าโศกเลย จะเศร้าโศกไปทำไม.
วานรโปฏฐปาทะได้ฟังดังนั้น เมื่อไม่อาจทำความริษยาในลิงกาฬพาหุให้หายไปได้
จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ข้าแต่พี่ราธะ พี่เป็นบัณฑิตแท้ ย่อมรู้ถึงผลประโยชน์อันยังมาไม่ถึง ทำอย่างไรหนอ เราจะได้เห็นเจ้าสาขมฤคผู้ลามก ถูกเขาขับไล่ออกจากราชสกุล.
วานรราธะได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
ลิงกาฬพาหุ กระดิกหูและกลอกหน้ากลอกตา ทำให้พระราชกุมารทรงหวาดเสียวพระทัยอยู่บ่อยๆ มันจักทำตัวของมันเองให้จำต้องห่างไกลจากข้าวและน้ำ.
เจ้าอย่าคิดริษยาต่อมันเลย.
ฝ่ายลิงกาฬพาหุ พอล่วงไป ๒-๓ วันเท่านั้น ก็ทำกระดิกหูเป็นต้นต่อหน้าพระราชกุมารทั้งหลาย ทำให้พระราชกุมารทั้งหลายกลัว. พระราชกุมารทั้งหลายเหล่านั้นตระหนกตกพระทัยกลัว ต่างทรงส่งเสียงร้อง.
พระราชาตรัสถามว่า นี่อะไรกัน? ได้ทรงสดับเรื่องราวนั้นแล้วรับสั่งว่า จงไล่มันออกไป แล้วให้ไล่ลิงกาฬพาหุนั้นออกไป ลาภสักการะของวานรขาวทั้งสองก็ได้เป็นปกติตามเดิมอีก.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
ลิงกาฬพาหุในครั้งนั้น ได้เป็น พระเทวทัต
วานรโปฏฐปาทะในครั้งนั้น ได้เป็น พระอานนท์
ส่วนวานรราธะในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล
จบ อรรถกถากาฬพาหุชาดกที่ ๙
-----------------------