วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2567 เป็นวันหยุดวันพักผ่อนของใครหลายคน ส่วนผมนั้นคือวันที่มีส่วนร่วมในการทำงานในการพัฒนาตนเอง ได้มีส่วนในการเข้าสัมมนาด้านการศึกษา หัวข้อ แนวทางการพัฒนากาารจัดการศึกษาปฐมวัย ซึ่งจัดโดยคณะกรรมมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร 

ผู้เข้าร่วมสัมมนาราวๆ 500 คน ประกอบด้วยคนในวงการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครู ทั้ง สพม.และสพป. นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ประธานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐานของโรงเรียน และผู้ที่สนใจเรื่องการศึกษา 

09.00 น. ผู้นำทีมวิทยากรได้แก่ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา ได้ขึ้นกล่าวทักทายผู้ร่วมสัมมนาและเริ่มบรรยายเกริ่นนำความเป็นมาถึงพัฒนาการการจัดการศึกษาสมัยก่อน ที่เกี่ยวข้องทั้งองค์กร สถานที่ บุคคล สำนักงาน หลักสูตร และได้กล่าวถึงสถาบันครอบครัวในยุคสมัยที่ผ่านมาและเชื่อมโยงมาถึงสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีต่างๆที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน และรวมถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องในด้านการบริหารงานในกระทรวง กรมหรือสำนักต่างๆ 

ท่านประธานกรรมาธิการการสึกษาได้ชี้ให้เห็นถึงข้อมูลด้านงบประมาณโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น ส่วนจำนวนเด็กผู้เรียนนั้นลดลง คุณภาพการศึกษาลดลง นี่คือโจทย์ใหญ่ที่จะหาแนวทางแก้ไขอย่างไร นั่นจึงนำมาสู่การปฏิวัติการศึกษา “คือการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญอย่างรวดเร็ว” คือแนวทางการพัฒนาการศึกษาปฐมวัยและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในอนาคตที่จะระบุไว้ใน พรบ.การศึกษาแห่งชาติ และ พรบ.ที่เกี่ยวข้อง จึงนำมาสู่การสัมมนาสอบถามแลกเปลี่ยนอภิปรายให้ได้แนวทางที่หลากหลายและตกผลึกเพื่อจะนำข้อมูลที่ได้ไปนำเสนอต่อไป

ผมนั่งฟังและจดสาระสำคัญลงสมุดบันทึกเล่มเล็กๆเอาไว้ พอจะสรุปได้ว่า การจัดการศึกษาปฐมวัยในอนาคตข้างหน้าอาจจะให้ อปท.ดูแล โรงเรียนจะไม่ยุบแต่จัดการเรียนการสอนระดับประถมศึกษาขึ้นไป “ครูต้องทำให้ครูเป็นนักวิชาการอย่างแท้จริง” ครูเก่งครูมีความสามารถที่เป็นเลิศ มีเทคนิควิธีสอนที่ดีต้องเผยแพร่ผลงานต้องมีค่าตอบแทน ครูไม่ต้องหอบสื่อการสอนไปจากที่บ้านสื่อการสอนอุปกร์ต้องพร้อมที่โรงเรียน อาจจะมีการปรับเกณฑ์การขอมีขอเลื่อนวิทยฐานะ จะออกแบบกลุ่มโรงเรียนให้มีกฎหมายรองรับอาจยึดตำบลเป็นหลัก สถานศึกษาหรือโรงเรียนต้องอำนวยความสะดวกให้ชุมชน เช่น เป็นที่ทำการ กทบ./อสม.และอื่นๆ

การสัมมนากำลังสนุกสนานเข้มข้น วิทยากรยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ซักถามและแลกเปลี่ยนแนวความคิดอย่างหลากหลายและกว้างขวาง พอเหลือบมองเวลาก็เป็นเวลา 12.00 น.พอดี การสัมมนาในช่วงเช้าก็จบลงและผู้เข้าร่วมสัมมนาก็ได้พักรับประทานอาหาร ก่อนที่ช่วงบ่ายก็จะเป็นเวทีในการร่าง พรบ.โดยนักกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญ ตัวแทนด้านการศึกษาและผู้ที่สนใจจะร่วมกิจกรรมต่อในภาคบ่าย