เนื่องจากในภาคปฏิบัติ การศึกษาไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาค่านิยมแก่ผู้เรียน   และกลไกการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศก็ยังไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาค่านิยมของพลเมืองไทย    ประกอบกับเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคมปัจจุบันบ่งชี้ว่าพลเมืองไทยย่อหย่อนในคุณสมบัตินี้    เป็นแรงฉุดรั้งความเจริญก้าวหน้าของประเทศ และความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย    จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีกลไกส่งเสริมให้สังคมไทยเห็นคุณค่าของการพัฒนาค่านิยมของคนไทยทุกช่วงวัย    และนำสู่การดำเนินการอย่างเป็นระบบ 

หนังสือ ค่านิยมศึกษา สู่คุณค่านำทางชีวิต  เล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว     และบทที่ ๑๐ นี้ มุ่งเสนอแนวทางดำเนินการอย่างเป็นระบบ   ที่ผมตีความว่า เป็นระบบพัฒนาคุณภาพของพลเมืองไทย   

หลักการสำคัญคือ มนุษย์ต้องพัฒนาค่านิยมของตนตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา จนถึงเชิงตะกอน    เพื่อการมีชีวิตที่ดีของตน  ของคนรอบข้าง ของชุมชน  สังคม  ประเทศ และโลก   

ค่านิยมศึกษาต้องบูรณาการอยู่ในการเลี้ยงดู  การศึกษา  การดำรงชีวิต การทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ การพักผ่อนหย่อนใจ   งานอดิเรก  และการเรียนรู้ทุกรูปแบบ      

 

โครงสร้างของระบบการศึกษาที่เน้นค่านิยมศึกษา

เพื่อสร้างพลเมืองดี มีคุณธรรม ค่านิยมศึกษา (Value-based Education) ต้องบูรณาการอยู่ในโครงสร้างของระบบการศึกษาของประเทศ     โดยเป็นโครงสร้างที่มีอย่างน้อย ๘ องค์ประกอบ ดังต่อไปนี้ 

  1. กรอบนโยบาย (Policy Framework)   บรรจุเรื่องค่านิยมศึกษาไว้ในนโยบายหลักของการศึกษาของประเทศ     กำหนดให้ค่านิยมศึกษาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลัก    ระบุความสำคัญของการพัฒนาคุณธรรม  ความเข้าใจผู้อื่น  ความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งในโรงเรียน และในชุมชน       
  2. บูรณาการค่านิยมศึกษาอยู่ในหลักสูตร  บูรณาการค่านิยมศึกษาเข้ากับหลักสูตรฐานสมรรถนะอย่างไร้รอยต่อ ในทุกระดับชั้นของการศึกษา    จัดให้การพัฒนาค่านิยมสำคัญ เช่น ความมั่นคงในคุณธรรม ความซื่อสัตย์ ความเคารพ  ความเห็นอกเห็นใจ  ความเป็นพลเมืองโลก บูรณาการอยู่ในทุกรายวิชา ทุกกิจกรรมการเรียนรู้    รายละเอียดอยู่ในตอนต่อไปของบทนี้  
  3. ระบบนิเวศในโรงเรียน   สร้างวัฒนธรรมของโรงเรียนที่ส่งเสริมค่านิยมที่ดี    ผู้บริหาร ครู และบุคลากร เป็นตัวอย่างที่ดี   มีความร่วมมือกับพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก และร่วมมือกับชุมชน 
  4. ฝึกอบรมครู  จัดให้นักศึกษาครู และครูประจำการ ได้ฝึกฝนและพัฒนา ความรู้ ทักษะ และเครื่องมือ สำหรับจัดค่านิยมศึกษาในชั้นเรียน และในกิจกรรม   รวมทั้งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ และการเป็นตัวแบบ ที่ส่งเสริมค่านิยมศึกษา    โดยผมขอเพิ่มเติมว่า นอกจากพัฒนาครูในด้านนี้แล้ว ต้องประเมินครูในมิตินี้อย่างจริงจังในการเลื่อนวิทยะฐานะและเลื่อนตำแหน่งด้วย    วงการศึกษาไทยยังย่อหย่อนในเรื่องนี้   
  5. เชื่อมโยงกับชุมชน (community engagement)  เชื่อมโยงกับครอบครัว  ชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ในการเข้าเป็นหุ้นส่วนดำเนินการเรียนรู้ค่านิยมศึกษา นอกรั้วโรงเรียน    สร้างบรรยากาศความร่วมมือ  การเป็นหุ้นส่วนเพื่อประโยชน์สาธารณะ   และร่วมกันรับผิดชอบการสร้างค่านิยมเชิงคุณธรรมขึ้นในชุมชน    กล่าวง่ายๆ คือ ค่านิยมศึกษา ดำเนินการเฉพาะภายในโรงเรียนไม่พอ   ต้องดำเนินการในสภาพแวดล้อมของเด็กและเยาวชนตลอด ๒๔ ชั่วโมงของชีวิต ๑ วัน    หรือกล่าวใหม่ว่า ค่านิยมของสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กเป็นปัจจัยหลักของค่านิยมศึกษา   
  6. ระบบประเมิน  ไม่ว่าทำอะไร ต้องมีเครื่องมือช่วยบอกว่าดำเนินการได้ผลเพียงใด   สำหรับเป็น feedback ว่าต้องปรับปรุงด้านใดบ้าง   รวมทั้งใช้การประเมินเพื่อให้นักเรียนใช้พัฒนาวิธีเรียนรู้ของตน ที่เรียกว่า AaL – Assessment as Learning   เรื่องนี้จะแยกไปเป็นหัวข้อใหญ่อีกตอนหนึ่งในบทนี้   
  7. ระบบทรัพยากร  ได้แก่ ทุน ทรัพยากร และการสนับสนุนเชิงบริหาร เพื่อให้มีการพัฒนาทั้ง ๘ องค์ประกอบของระบบการศึกษา   รวมทั้งสนับสนุนการวิจัยเพื่อหาแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในค่านิยมศึกษา   
  8. ใช้เทคโนโลยี   ได้แก่ ทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ด้านค่านิยม ออนไลน์ ได้ตลอดชีวิต    และให้ผู้คนทุกกลุ่มเข้าถึงได้ รวมทั้งผู้พิการ   และหาทางให้สื่อสังคม (โซเชี่ยลมีเดีย) เข้าร่วมกิจกรรมเล่าเรื่องราวดีๆ  หรือตัวอย่างการดำรงชีวิตที่ดีเชิงค่านิยม    เป็นสื่อกลางในการอภิปรายประเด็นเชิงคุณธรรม  เป็นต้น           

ต้องมีครบ และมีการดำเนินการจริงจัง ทั้ง ๘ องค์ประกอบ   ค่านิยมศึกษาจึงจะดำเนินการก่อผลที่คาดหวัง 

 

บูรณาการค่านิยมศึกษาเข้าในหลักสูตรฐานสมรรถนะ

ต้องเอาใจใส่อย่างน้อย ๕ ประเด็นสำคัญคือ 

  1. กำหนดสมรรถนะหลัก (core competency) ที่จะบูรณาการค่านิยม โดยยึดสนองนโยบายการศึกษาชาติ นโยบายของเขตพื้นที่ และเพื่อแก้ปัญหาสภาพบริบทในชุมชนโดยรอบโรงเรียน  รวมทั้งแก้ปัญหาสำคัญที่พบในนักเรียน  เช่น ความร่วมมือ การตัดสินใจเชิงจริยธรรม การสื่อสาร  การคิดอย่างมีวิจารณญาณ เป็นต้น  
  2. ค่านิยมข้ามวิชา  บูรณาการค่านิยมศึกษาในทุกสมรรถนะ ทุกสาระวิชา    ดำเนินการให้บทเรียน กิจกรรม และการประเมิน ส่งเสริมซึ่งกันและกันในการหนุนการพัฒนาค่านิยมเชิงบวก เช่น ความซื่อสัตย์  ความมั่นคงในคุณธรรม  ความเข้าใจผู้อื่น  ความรับผิดชอบต่อสังคม  ความเข้าใจวัฒนธรรม
  3. เรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning)  เพื่อเน้นให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และพัฒนาค่านิยมและคุณธรรมจากประสบการณ์จริงในชีวิต   ได้ทดลองประยุกต์ใช้ค่านิยมในสถานการณ์จริง (ที่มีความซับซ้อน และแตกต่างหลากหลายเรื่องค่านิยมในสังคม)   เพื่อเรียนรู้ค่านิยมในมิติที่ลึก    โดยมีครูหรือผู้ใหญ่คอยเป็นพี่เลี้ยง และชวนสะท้อนคิดเป็นระยะๆ    เพื่อทำความเข้าใจหลักการของค่านิยมแต่ละตัว ในมิติที่ลึกหรือมิติเชิงหลักการที่ได้จากการปฏิบัติหรือประสบการณ์ตรงของตนเอง    ตามแนวทางของ Kolb’s Experiential Learning Cycle 
  4. เชื่อมโยงข้ามหลักสูตร   หรือจริงๆ แล้วเป็นการเชื่อมโยงข้ามวิชาหรือข้ามศาสตร์  เพื่อตรวจสอบทำความเข้าใจค่านิยมข้ามบริบท   โดยส่งเสริมให้นักเรียนฝึกใช้การคิดเชิงวิพากษ์  การใช้เหตุผลเชิงคุณธรรม  และการตีความค่านิยม ในต่างวิชา 
  5. พัฒนาระบบประเมิน   เพื่อวัดความเข้าใจ และการประยุกต์ใช้ของนักเรียน   และหนุนผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านค่านิยม    โดยจัดให้มีการประเมินในสถานการณ์จริง (authentic assessment)   การมี portfolio   และการจัดกิจกรรมสะท้อนคิด (reflection) เพื่อประเมินพัฒนาการด้านค่านิยม      

 

บูรณาการค่านิยมศึกษาเข้ากับการเรียนรู้ตลอดชีวิต

มีองค์ประกอบอย่างน้อย ๕ ประการคือ

  1. การพัฒนาวิชาชีพ (professional development)   ในที่นี้หมายถึงวิชาชีพครู วิทยากร และผู้ใหญ่ที่สนใจค่านิยมศึกษา   สำหรับทำหน้าที่ส่งเสริมการพัฒนาค่านิยมแก่นักเรียน  เพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจค่านิยมของตนเองในมิติที่ลึก  รวมทั้งพัฒนาทักษะการตัดสินใจเชิงจริยธรรม     
  2. การเรียนรู้ในที่ทำงาน   บูรณาการการเรียนรู้เชิงค่านิยม คุณธรรมจริยธรรม การตัดสินใจเชิงจริยธรรม เข้าในกระบวนการเรียนรู้ในที่ทำงาน    ให้ไม่เพียงเรียนรู้เชิงเทคนิคการทำงาน พัฒนางาน และพัฒนาองค์กรเท่านั้น  แต่บูรณาการการพัฒนาค่านิยมเข้าไว้ด้วย   อันจะส่งผลดีไม่เฉพาะต่อตัวพนักงาน แต่จะส่งผลดีต่อองค์กร และสังคมด้วย       
  3. โครงการเรียนรู้ในชุมชน (community-based learning initiatives)   ร่วมกันริเริ่มให้มีกิจกรรมเรียนรู้ในชุมชน  ที่เป็นการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ หรือการเรียนรู้ตลอดชีวิต   ที่เน้นการตรวจสอบค่านิยม  การพัฒนาคุณลักษณะ  และการเป็นผู้นำด้านจริยธรรม ของคนในชุมชนทุกช่วงวัย    
  4. การเข้าร่วมกิจกรรมรับใช้สังคม (civic engagement)  ส่งเสริมให้ผู้ใหญ่ (และวัยรุ่น) เข้าร่วมกิจกรรมรับใช้สังคม  กิจกรรมจิตอาสา   กิจกรรมสร้างความเป็นธรรมในสังคม   ที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาค่านิยม เช่นความเสียสละ ความรับผิดชอบต่อสังคม และความมั่นคงในคุณธรรมภาคปฏิบัติ 
  5. การเป็นหุ้นส่วน (partnership)   สร้างหุ้นส่วนระหว่างภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ ภาคการศึกษา  ภาคชุมชน  ภาคธุรกิจ และภาครัฐ เพื่อสร้างเครือข่ายส่งเสริมการพัฒนาค่านิยมศึกษาในผู้ใหญ่ หรือในทุกช่วงวัย   เพื่อประโยชน์ของบุคคล ครอบครัว  ชุมชน  องค์กร สังคม  ประเทศชาติ  และโลก        

 

ระบบประเมินความก้าวหน้าและประเมินผลค่านิยมศึกษา

ระบบการประเมิน ไม่ว่าเพื่อประเมินการเรียนรู้ด้านใด ต้องประเมินเพื่อให้ได้คุณค่าของการประเมิน ๓ ด้านเสมอ   คือ 

  1. เพื่อใช้เป็นข้อมูล สำหรับให้ข้อมูลป้อนกลับเชิงสร้างสรรค์ (constructive feedback) แก่ผู้เรียน  ให้ผู้เรียนเกิดแรงบันดาลใจ และมุมานะในการเรียนให้บรรลุเป้าที่ต้องการ  การประเมินแบบนี้เรียกว่า formative assessment หรือ AfL – Assessment for Learning   เป็นการประเมินเพื่อหนุนการเรียนรู้ 
  2. เพื่อให้ผู้เรียนประเมินตนเองเป็น  และใช้เป็นข้อมูลป้อนกลับ (feedback) แก่ตนเอง    ให้ปรับปรุงวิธีเรียน และให้พัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่ต้องการ   เรียกการประเมินแบบนี้ว่า AaL – Assessment as Learning   ซึ่งหมายความว่า ผู้เรียนทุกคนต้องฝึกประเมินตนเอง ให้มีทักษะประเมิน และ feedback แก่ตนเอง    ในทางวิชาการถือว่า เป็นวิธีพัฒนาอภิปัญญา (metacognition)   หรือพัฒนาทักษะการเรียนรู้นั่นเอง
  3. เพื่อตรวจสอบว่า การเรียนรู้บรรลุผลตามเป้าหมายหรือไม่ เพียงใด   ซึ่งก็คือการสอบไล่นั่นเอง   เรียกการประเมินแบบนี้ว่า  summative evaluation หรือ AoL – Assessment of Learning   เป็นการประเมินตัดสินได้ตก  และเปรียบเทียบ    ที่ในบริบทของวงการศึกษาไทยที่เน้นอำนาจรวมศูนย์ สั่งการจากเบื้องบน   ผู้บริหารโรงเรียนและครูกลัวการประเมินแบบนี้ และในหลายกรณีมีการดำเนินการในทางที่ไม่ตรงไปตรงมาเพื่อให้ผลออกมาดี    เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับผลงานและความเจริญก้าวหน้าของตน   

ที่น่าเสียดายคือ วงการศึกษาไทยไม่ค่อยได้ใช้พลังของการประเมิน ๒ แบบแรก สำหรับหนุนให้เกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ขั้นสูง   ที่จะช่วยให้การประเมินแบบที่ ๓ ผ่านฉลุย อย่างไม่ต้องกังวล    

การประเมินค่านิยมศึกษาต้องเน้นการประเมิน ๒ แบบแรก    โดยต้องประเมินทั้ง ประเมินความเข้าใจ  ประเมินการประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง  และประเมินการสะท้อนคิดหลังเหตุการณ์   โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

ประเมินเพื่อหนุนการเรียนรู้ (AfL) 

  • เป้าหมาย (purpose)  เพื่อให้คำแนะนำป้อนกลับอย่างทันที (timely feedback),  หนุนให้เกิดการสะท้อนคิดต่อตนเอง (self-reflection),   และช่วยนำทางกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนในช่วงนั้น  
  • วิธีการ 
  • กลไกให้คำแนะนำป้อนกลับ (feedback mechanism)   ให้คำแนะนำป้อนกลับเชิงสร้างสรรค์  เมื่อนักเรียนแสดงออกซึ่งค่านิยมที่ดีงาม  การให้เหตุผลเชิงจริยธรรม  และการมีทักษะเชิงสังคม    เพื่อชี้แนวทางการพัฒนา
  • ประเมินเพื่อพัฒนา (formative assessment)   ครูหรือผู้ใหญ่เฝ้าสังเกตความก้าวหน้า    และหนุนให้มีการประเมินตนเอง  และมีเพื่อนนักเรียนด้วยกันช่วยประเมิน (peer assessment)  
  • คำแนะนำป้อนกลับของเพื่อน (peer feedback)   จัดให้มีช่วงเวลาที่นักเรียนร่วมกันสะท้อนคิดพฤติกรรมเชิงค่านิยมของตนเอง และของเพื่อนๆ   เน้นแสดงความชื่นชมพฤติกรรมเชิงบวก  และให้คำแนะนำเชิงสร้างสรรค์     

 ประเมินในฐานะการเรียนรู้(AaL)

  • เป้าหมาย (purpose)  เพื่อใช้การประเมินหนุนการพัฒนาอภิปัญญา (metacognition)  และการกำกับตนเอง (self-regulation) ของนักเรียน    รวมทั้งเพื่อให้เข้าใจค่านิยมในมิติที่ลึก         
  • วิธีการ   
  • กิจกรรมสะท้อนคิด  ให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดสะท้อนคิด   ให้เขียนเรียงความจากคำถามของครู หรือจากเหตุการณ์หรือสถานการณ์เชิงค่านิยม  เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกสะท้อนคิดเข้าไปในตัวเอง (introspection)   ฝึกคิดเชิงวิพากษ์ เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าของการพัฒนาค่านิยมของตนเอง           
  • ตั้งเป้า  ส่งเสริมให้นักเรียนตั้งเป้าหมายส่วนตัวเกี่ยวกับการพัฒนาค่านิยม   ติดตามความก้าวหน้าของตนเอง   และสะท้อนคิดต่อความเจริญเติบโตของตนเองเป็นระยะๆ    เพื่อสร้างความเป็นผู้กระทำการ (agency) และเป็นเจ้าของ (ownership) การพัฒนาค่านิยมของตนเอง        
  • บันทึกค่านิยม  ทำบันทึกหรืออนุทิน (ไดอารี) ด้านค่านิยม   ให้นักเรียนได้บันทึกประสบการณ์ด้านค่านิยม   ประสบการณ์ความสับสนขัดแย้งด้านค่านิยม   และข้อเรียนรู้จากการประยุกต์ใช้ค่านิยมในชีวิตจริง   

ประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ (AoL, Summative Evaluation)

  • เป้าหมาย (purpose)  เน้นประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน    การมีสมรรถนะด้านค่านิยม  และมีพฤติกรรมเชิงจริยธรรม 
    • วิธีการ  
  • ทำกิจกรรมเพื่อประเมิน   ออกแบบกิจกรรมให้นักเรียนดำเนินการเพื่อประยุกต์ใช้ความเข้าใจเชิงค่านิยมของตน  โดยอาจเป็นสถานการณ์จริง  สถานการณ์จำลอง  หรือแสดงบท role play       
  • โครงงาน และบันทึกผลงาน (portfolio)  ให้นักเรียนทำโครงงาน และบันทึกผลงาน  เพื่อสะท้อนคิดว่าตนเองมีความก้าวหน้าด้านสมรรถนะหลักที่มีความสำคัญ เช่น ความซื่อสัตย์  ความมั่นคงในคุณธรรม  ความเข้าใจผู้อื่น (empathy)  ความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นต้น   
  • การประเมินแบบรูบริกส์ (rubrics)  จัดทำตารางรูบริกส์ ที่สะท้อนเจตคติและพฤติกรรมของค่านิยมที่ดี   และการตัดสินใจเชิงจริยธรรม  ที่เป็นการประเมินอย่างมีโครงสร้างเพื่อประเมินความก้าวหน้าของนักเรียน     

แนวทางการประเมินของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ระดับมัธยมศึกษา) ใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ    และมีแนวทางประเมินที่น่าจะนำมาประยุกต์ใช้ประเมินค่านิยมศึกษาได้ ดังต่อไปนี้

“ระบบการประเมินระบบการประเมินผลการเรียนรู้เชิงสมรรถนะ (Competency-based Assessment) 

การวัดและประเมินผล

หลักสูตร เน้นการวัดประเมินผลเพื่อช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาศักยภาพและสมรรถนะของตนเอง เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ในช่วงชั้นที่เรียนได้อย่างเหมาะสม โดยการประเมินตามสภาพจริง เพื่อให้ผู้เรียนทราบว่าได้เรียนรู้อะไรมาแล้ว และยังมีสิ่งใดที่ยังจําเป็นจะต้องเรียนเพิ่มเติมอีก การประเมินแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ประกอบด้วย

  1. การประเมินตลอดช่วงการเรียนรู้ เช่น การประเมินก่อนการเรียนรู้ การประเมินระหว่างกิจกรรมการเรียนรู้ และการประเมินหลังการเรียนรู้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้ประเมินตัวเองอยู่เสมอ เพื่อทราบถึงพัฒนาการของตน และช่วยให้ผู้สอนสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนได้ตลอดเวลา
    1. การประเมินเพื่อสรุปผลการเรียนรู้เป็นการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนทราบถึงพัฒนาการการเรียนรู้ของตนว่าผ่านวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ โดยจะดําเนินการเป็นประจําทุกภาคเรียน

วิธีประเมินผลการเรียนรู้

บุคคลที่อยู่ในระบบประเมิน ประกอบด้วย ครูหรือผู้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียน ผู้ปกครอง และครูประจําชั้น จะมีส่วนร่วมในการประเมินการเรียนรู้ ทั้งด้านวิชาการ สมรรถนะ และคุณลักษณะของผู้เรียน โดยใช้วิธีการที่หลากหลาย เช่น การสังเกตพฤติกรรม การสอบปากเปล่า การเขียนสะท้อนการเรียนรู้การประเมิน การปฏิบัติ การประเมินด้วยแฟ้มสะสมผลงาน และการใช้แบบทดสอบ เป็นต้น การประเมินผลการเรียนรู้แต่ละสมรรถนะย่อยจะมีเกณฑ์การประเมินผลการเรียนรู้ (Rubric) และแนวทางการเทียบเคียงสมรรถนะ (Benchmark)

การรายงานผลการเรียนรู้

การรายงานผลการเรียนรู้อย่างเป็นทางการ จะรายงานพัฒนาการของผู้เรียนในแต่ละสมรรถนะ และผลการเรียนรู้ผ่านใบรายงานผลการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ (Competency-based Report Card) ในสัปดาห์สุดท้ายของแต่ละภาคการศึกษาการสื่อสารผลการเรียนรู้สู่ภายนอกเมื่อจบหลักสูตร หลักสูตรสามารถแปลงใบรายงานผลการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเป็นรายวิชา คะแนน และผลการเรียนรู้ตามรูปแบบมาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการ

ระบบเทียบเคียงสมรรถนะ (Benchmark) 

การประเมินสมรรถนะเป็นการวัดและประเมินผลการเรียนรู้เพื่อทําความเข้าใจระดับสมรรถนะของผู้เรียนในแต่ละสมรรถนะย่อย (Sub-competency) และผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง (Expected Outcome :EO) โดยเทียบเคียงกับเกณฑ์การประเมินผลการเรียนรู้ (Rubric) ๔ ระดับ ตามความเชี่ยวชาญของผู้เรียน ดังนี้

(๑)      ระดับเริ่มต้น (Beginning) หมายถึง เมื่อได้รับการช่วยเหลือ ผู้เรียนแสดงความสามารถพื้นฐานในสิ่งที่เรียนรู้มาได้

(๒)      ระดับกําลังพัฒนา (Developing) หมายถึง ผู้เรียนแสดงออกถึงการนําสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ในระดับเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง

(๓)    ระดับสามารถ (Proficient) หมายถึง ผู้เรียนแสดงออกถึงการนําสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้กับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่วด้วยตนเอง

        (๔)    ระดับชํานาญ (Advance) หมายถึง ผู้เรียนแสดงออกถึงการนําสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้กับสถานการณ์ใหม่ที่ซับซ้อนกว่าได้อย่างคล่องแคล่วด้วยตนเอง”  (คัดลอกจากรายงานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ครั้งที่ ๓/๒๕๖๗  เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๗) 

                                                                                                     

ขอย้ำว่าเพื่อบรรลุเป้าหมายประเทศพัฒนาแล้ว  และสังคมดี ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาค่านิยมและคุณธรรมของเด็ก เยาวชน และของพลเมืองทุกช่วงชีวิต   มีการดำเนินการบูรณาการอยู่ในระบบการศึกษา ระบบการทำงาน และการดำรงชีวิต    ควรมีการจัดการอย่างเป็นระบบตามที่เสนอในบทที่ ๑๐ นี้   

วิจารณ์ พานิช

๒๓ ก.ค. ๖๗