ท่านอบูบักร อบู กุฮาฟะฮฺ (اَبُو بَكْرِ) (ฉายา ) (اَلصِّدِّيْقَ  อัซซิดดิก) อายุน้อยกว่านบี 2 ปี เกิดก่อนฮิจเราะต์ศักราช 48 ปี (ค.ศ 573) ปกครองมุสลิมที่นครมะดินะต์ปี ฮ.ศ. 11-13 หรือ ค.ศ. 632-634 ไม่ได้เผยแผ่ศาสนาออกไปมากนักปกครองมุสลิมอยู่ในเมืองมะดินะห์อย่างสงบ ทำนุบำรุง ฟื้นฟูด้านการศาสนาให้ดีขึ้น ให้มีการรวบรวมอัลกุรอานที่เขียนไว้บนวัสดุต่างๆ นำมาเขียนเพิ่มเติมใส่วัสดุที่คงทนถาวรมากขึ้น ชาวยิวในมะดินะต์ ก็สงบไม่ก่อความวุ่นวายเหมือนสมัยก่อนหน้า ปราบปรามกบฏผู้ทรยศต่อรัฐอิสลาม และปราบปรามศาสดาปลอม ได้ส่งกองทหารของอุซามะฮ์ ไปรบกับพวกโรมันที่ชาม (ซีเรีย) ภายใน 3 สัปดาห์ กองทหารของอุซามะฮ์ ก็กลับมาพร้อมกับชัยชนะ ที่มีต่อชาวโรมัน ท่านอบูบักร์ เสียชีวิตในปีอิจญเราะฮฺที่ 13 ขณะที่ท่านอายุ 63 ปี ได้ดำรงตำแหน่งเป็นเคาะลีฟะต์ ในระยะเวลา 2 ปี กับ 10 คืน ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตท่านได้แต่งตั้งแต่งตั้งท่านอุมัร อิบนุ อัลค็อฏฏอบ เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ต่อไป

ชีวิตในมะดีนะฮ์
ในมะดีนะฮ์ ศาสดามุฮัมมัดตัดสินใจที่จะสร้างมัสยิด โดยอะบูบักร์เลือกและซื้อที่ดิน แล้วสร้างมัสยิดอันนะบะวี อะบูบักร์ ถูกจับคู่กับคอริญะฮ์ อิบน์ ซะอีด อันศอรี (ผู้มาจากมะดีนะฮ์) ในฐานะพี่น้องศาสนาเดียวกัน โดยทั้งคู่อาศัยที่ซุนฮ์ ชานเมืองมะดีนะฮ์ หลังจากครอบครัวอะบูบักร์มาที่มะดีนะฮ์ เขาจึงซื้อบ้านอีกหลังใกล้กับบ้านของมุฮัมมัด[28]

ในขณะที่สภาพภูมิอากาศของมักกะฮ์นั้นแล้ง สภาพภูมิอากาศของมะดีนะฮ์นั้นชื้น ทำให้ผู้อพยพส่วนใหญ่ป่วย รวมถึงอะบูบักร์ด้วย ที่มักกะฮ์ อะบูบักร์เคยเป็นพ่อค้าขายส่งผ้า และเขาเริ่มงานเดิมในมะดีนะฮ์ ต่อมากิจการของเขารุ่งเรือง ในช่วงต้น ค.ศ. 623 อาอิชะฮ์ ลูกสาวของอะบูบักร์ที่หมั้นกับมุฮัมมัด ได้แต่งงานแบบเรียบง่าย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอะบูบักร์กับมุฮัมมัดแข็งแรงขึ้น

หลังอะบูบักร์ครองราชย์ ก็เริ่มมีปัญหาขึ้น เผ่าอาหรับบางส่วนเริ่มก่อกบฎ ทำให้เกิดสงครามริดดะฮ์ ("สงครามการละทิ้งศาสนา")[58]

ขบวนต่อต้านมาในสองรูปแบบ รูปแบบหนึ่งได้ท้าทายอำนาจทางการเมืองเช่นเดียวกันกับด้านศาสนา นำโดยผู้นำทางการเมืองที่อ้างว่าเป็นศาสดาหลังจากมุฮัมมัดเสียชีวิต ได้แก่:[58]

บนูอะซัด อิบน์ คุซัยมะฮ์ นำโดยฏุลัยฮะฮ์
บนูฮะนีฟะฮ์ นำโดยมุซัยลิมะฮ์
บนูตัฆลิบกับบนตะมีม นำโดยซะญาฮ์
อัลอันซี นำโดยอัลอัสวัด อัลอันซี
ในประวัติศาสตร์อิสลามเรียกผู้นำเหล่านี้ว่า "ศาสดาจอมปลอม"[58]

รูปแบบที่สองมักเน้นในด้านการเมืองมากกว่า บางกลุ่มใช้รูปแบบภาษีกบฎในนัจด์ ส่วนอีกกลุ่มใช้โอกาสตอนมุฮัมมัดเสียชีวิตในการหยุดการเติบโตของรัฐอิสลามใหม่[58]

อะบูบักร์เข้าใจในสถานะการณ์นี้ จึงใช้กำลังทหารแบ่งไปหลายส่วน โดยกองทัพของคอลิด อิบน์ อัลวะลีดนำไปปราบกบฎที่นัจด์เช่นเดียวกับพวกมุซัยลิมะฮ์ ชุเราะฮ์บีล อิบน์ ฮะซะนะฮ์ กับอัลอะลาอ์ อิบน์ อัลฮัฎเราะมีถูกส่งไปที่บาห์เรน ในขณะที่อิกริมะฮ์ อิบน์ อบีญะฮัล, ฮุดัยฟะฮ์ อัลบาริกี และอัรฟะญะฮ์ อัลบาริกีถูกส่งไปที่โอมาน