วกชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๑๐. วกชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๐๐)
ว่าด้วยหมาใน
(พระศาสดาตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า)
[๑๔๘] หมาในมีเนื้อและเลือดเป็นอาหาร มีชีวิตอยู่ได้เพราะฆ่าสัตว์อื่น สมาทานวัตรแล้วเข้าจำอุโบสถ
[๑๔๙] ท้าวสักกะทรงทราบถึงข้อปฏิบัติของหมาในนั้นแล้ว ทรงจำแลงเพศเป็นแพะเข้าไปหา หมาในนั้นต้องการจะดื่มเลือดจึงตบะแตก โผเข้าไปหาแพะนั้น ทำลายตบะที่ตนได้สมาทานแล้ว
[๑๕๐] บุคคลบางคนในโลกนี้ก็เหมือนกัน สมาทานข้อปฏิบัติอย่างเพลา ทำตนกลับกลอก เหมือนหมาในกลับกลอกเพราะแพะเป็นเหตุ
วกชาดกที่ ๑๐ จบ
กุมภวรรคที่ ๕ จบ
--------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
พกชาดก
ว่าด้วย การทำลายตบะ
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภสันถัตเก่า จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
แม้เรื่องนี้ก็ได้มาแล้วโดยพิสดาร ในพระวินัยนั่นแล
ก็ในที่นี้มีความย่อดังต่อไปนี้ :-
ท่านพระอุปเสนะมีพรรษาได้ ๒ พรรษาพร้อมด้วยสัทธิวิหาริกซึ่งมีพรรษาเดียว พากันเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถูกพระศาสดาทรงติเตียน จึงกลับแล้วหลีกไปเริ่มบำเพ็ญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว ประกอบด้วยคุณมีความเป็นผู้มักน้อยเป็นต้น สมาทานธุดงค์ ๑๓ กระทำการชักชวนบริษัทให้เป็นผู้ทรงธุดงค์ ๑๓ ด้วย.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหลีกเร้นอยู่ตลอดไตรมาส จึงพร้อมด้วยบริษัทเข้าไปเฝ้าพระศาสดา เพราะอาศัยบริษัทนั่นแหละ จึงได้รับการติเตียนเป็นครั้งแรก แต่เพราะประพฤติตามกติกาอันประกอบด้วยธรรม จึงได้รับสาธุการเป็นครั้งที่สอง เป็นผู้อันพระศาสดาทรงกระทำอนุเคราะห์ว่า จำเดิมแต่นี้ไป ภิกษุทั้งหลายผู้ทรงธุดงค์ จงเข้ามาเฝ้าเราตามสบายเถิด แล้วจึงออกไปแจ้งเนื้อความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย. ตั้งแต่นั้นมา ภิกษุทั้งหลายจึงพากันเป็นผู้ทรงธุดงค์ เข้าไปเฝ้าพระศาสดา เมื่อพระศาสดาเสด็จออกจากที่เร้น ก็พากันทิ้งผ้าบังสกุลไว้ในที่นั้นๆ ถือเอาไปเฉพาะบาตรและจีวรของตนเท่านั้น.
พระศาสดาเสด็จเที่ยวจาริกไปยังเสนาสนะพร้อมด้วยภิกษุมากด้วยกัน ทอดพระเนตรเห็นผ้าบังสุกุลตกเรี่ยราดอยู่ในที่นั้นๆ จึงตรัสถาม ได้ทรงสดับความนั้นแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การสมาทานวัตรของภิกษุเหล่านี้เป็นของไม่ตั้งอยู่ยั่งยืน ได้เป็นเช่นกับอุโบสถกรรมของนกยาง แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นท้าวสักกเทวราช. ครั้งนั้น มีนกยางตัวหนึ่งอยู่ที่หลังหินดาดใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา. ต่อมา ห้วงน้ำใหญ่ในแม่น้ำคงคาไหลมาจดรอบหินดาดนั้น นกยางจึงขึ้นไปนอนบนหลังหินดาด ที่แสวงหาอาหารและทางที่จะไปแสวงหาอาหารของนกยางนั้นไม่มีเลย. แม้น้ำก็เปี่ยมอยู่นั่นเอง นกยางนั้นคิดว่า เราไม่มีที่แสวงหาอาหาร และทางที่จะไปแสวงหาอาหาร ก็อุโบสถกรรมเป็นของประเสริฐกว่าการนอนของเราผู้ว่างงาน จึงอธิษฐานอุโบสถด้วยใจเท่านั้น สมาทานศีล นอนอยู่.
ในกาลนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงรำพึงอยู่ ทรงทราบการสมาทานอันทุรพลของนกยางนั้น ทรงพระดำริว่า เราจักทดลองนกยางนี้ จึงแปลงเป็นรูปแพะเสด็จมายืนแสดง พระองค์ให้เห็นในที่ไม่ไกลนกยางนั้น. นกยางเห็นแพะนั้นแล้วคิดว่า เราจักรู้การรักษาอุโบสถกรรมในวันอื่น จึงลุกขึ้นโผบินไปเพื่อจะเกาะแพะนั้น.
ฝ่ายแพะวิ่งไปทางโน้นทางนี้ ไม่ให้นกยางเกาะตนได้.
นกยางเมื่อไม่อาจเกาะแพะได้ จึงกลับมานอนบนหลังหินดาดนั้นนั่นแลอีกโดยคิดว่า อุโบสถกรรมของเรายังไม่แตกทำลายก่อน. ท้าวสักกเทวราชประทับยืนในอากาศด้วยอานุภาพของท้าวเธอ ทรงติเตียนนกยางนั้นว่า ประโยชน์อะไรด้วยอุโบสถกรรมของคนผู้มีอัธยาศัยอันทุรพลเช่นท่าน ท่านไม่รู้ว่าเราเป็นท้าวสักกะจึงประสงค์จะกินเนื้อแพะ ครั้นทรงติเตียนแล้วก็เสด็จไปยังเทวโลกทันที.
มีอภิสัมพุทธคาถา แม้ ๓ คาถาว่า :-
[๔๙๙] หมาป่าตัวมีเนื้อและเลือดเป็นอาหาร เป็นอยู่ได้ เพราะฆ่าสัตว์อื่น สมาทานวัตรแล้ว รักษาอุโบสถอยู่.
[๕๐๐] ท้าวสักกะทรงทราบวัตรของหมาป่านั้นแล้ว จึงจำแลงเป็นแพะมา หมาป่านั้นปราศจากตบะ ต้องการดื่มกินเลือดจึงวิ่งไปจะกินแพะ ได้ทำลายตบะธรรมเสียแล้ว.
[๕๐๑] บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้มีวัตรอันเลวทรามในการสมาทานวัตร ย่อมทำตนให้เบา ดุจหมาป่าทำลายตบะของตน เพราะเหตุต้องการแพะ ฉะนั้น.
นกยางแหละมีเนื้อและเลือดเป็นอาหาร เป็นอยู่ได้เพราะฆ่าสัตว์อื่น สมาทานเข้าจำอุโบสถกรรมนั้นแล้ว.
ท้าวสักกะทรงทราบวัตรของนกยางนั้นแล้วจึงจำแลงเป็นแพะมา นกยางนั้นปราศจากตบะ ต้องการดื่มกินเลือด จึงโผไปจะกินแพะ ได้ทำลายตบะเสียแล้ว.
บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้มีวัตรอันเลวทราม ในการสมาทานวัตร ย่อมทำตนให้เบา ดุจนกยางทำลายตบะของตน เพราะเหตุต้องการแพะฉะนั้น.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
ท้าวสักกะในครั้งนั้น คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาพกชาดกที่ ๑๐
-----------------------------------------------------