ว่าด้วยลิงอ้างโกมาริยบุตรเป็นอาจารย์

โกมาริยปุตตชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๙. โกมาริยปุตตชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๒๙๙)

ว่าด้วยลิงอ้างโกมาริยบุตรเป็นอาจารย์

             (ดาบสเหล่านั้นเมื่อจะถามลิง ได้กล่าวว่า)

             [๑๔๕] เมื่อก่อน เจ้าได้โลดเต้นเล่นคะนอง ในสำนักของพวกเราผู้มีปกติเล่นคะนอง ลิงเอ๋ย เจ้ามาทำกิริยาของลิงในอาศรมของพวกเราอีก พวกเราไม่พอใจปกติของเจ้านั้นเลย

             (ลิงได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

             [๑๔๖] เพราะฌานอันบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้ว จากสำนักอาจารย์ชื่อโกมาริยบุตรผู้เป็นพหูสูต (ผู้เป็นพหูสูต ในที่นี้หมายถึงผู้ได้ยินได้ฟังและแทงตลอดกสิณบริกรรมเป็นอันมาก และสมาบัติ ๘) บัดนี้ ท่านอย่าได้สำคัญข้าพเจ้าเหมือนเมื่อก่อนเลย ผู้มีอายุ ข้าพเจ้าบำเพ็ญฌานอยู่

             (ดาบสเหล่านั้นกล่าวว่า)

             [๑๔๗] แม้ถ้าบุคคลจะพึงหว่านพืชลงบนแผ่นหิน และฝนจะพึงตกลงมาก็ตามที พืชนั้นจะพึงงอกขึ้นมาหาได้ไม่ เจ้าลิงเอ๋ย จริงอยู่ ฌานอันบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ถึงเจ้าจะได้สดับมาแล้ว เจ้าก็ยังอยู่ห่างไกลภูมิฌานนั่นอยู่ดี

โกมาริยปุตตชาดกที่ ๙ จบ

----------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

โกมาริยปุตตชาดก

ว่าด้วย ผู้ไกลจากภูมิฌาน

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ บุพพาราม ทรงปรารภภิกษุทั้งหลายผู้มักเล่นเป็นปกติ จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
               ได้ยินว่า ภิกษุเหล่านั้น เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในปราสาทชั้นบน ต่างพากันนั่งพูดถึงเรื่องที่ตนได้เห็นและได้ยินมาเป็นต้น ทำความตลก คะนองและหัวเราะเฮฮา อยู่ในปราสาทชั้นล่าง.
               พระศาสดาตรัสเรียกพระมหาโมคคัลลานะมาแล้วตรัสว่า เธอจงทำภิกษุเหล่านี้ให้สังเวชสลดใจ. พระเถระเหาะขึ้นไปในอากาศ แล้วเอาปลายนิ้วหัวแม่เท้ากระทุ้งยอดปราสาท ทำให้ปราสาทสั่นสะเทือนจนถึงน้ำรองแผ่นดินเป็นที่สุด. ภิกษุเหล่านั้นกลัวมรณภัย จึงได้ออกไปยืนข้างนอก.
               ความที่ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้มีปกติเล่นคะนองนั้น เกิดปรากฎไปในหมู่ภิกษุทั้งหลาย.
               อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุพวกหนึ่งบวชในพระศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ ยังพากันเที่ยวเล่นคะนองเป็นปกติอยู่ ไม่กระทำวิปัสสนากรรมฐานว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา.
               พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ภิกษุเหล่านี้ก็เป็นผู้เล่นคะนองเป็นปกติเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชนทั้งหลายจำกุมารนั้นได้โดยชื่อว่า โกมาริยบุตร. ในเวลาต่อมา โกมาริยบุตรนั้นออกบวชเป็นฤาษีอยู่ในหิมวันตประเทศ.
               ครั้งนั้น มีดาบสผู้มักเล่นคะนองพวกอื่น สร้างอาศรมอยู่ในหิมวันตประเทศ. กิจแม้เพียงกสิณบริกรรม ก็ไม่มีแก่ดาบสนั้น ดาบสเหล่านั้นนำผลาผลไม้น้อยใหญ่มาจากป่าเคี้ยวกินหัวเราะร่าเริง ยังกาลเวลาให้ล่วงเลยไปด้วยการเล่นมีประการต่างๆ. ในสำนักของดาบสเหล่านั้น มีลิงอยู่ตัวหนึ่ง แม้ลิงตัวนั้นก็มักเล่นคะนองเหมือนกัน กระทำหน้าตาวิการต่างๆเป็นต้น แสดงการเล่นคะนองมีอย่างต่างๆ อย่างดาบสทั้งหลาย. ดาบสเหล่านั้นอยู่ในที่นั้นนานแล้ว จึงได้พากันไปยังถิ่นมนุษย์ เพื่อต้องการเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว.
               จำเดิมแต่ ดาบสเหล่านั้นไปแล้ว พระโพธิสัตว์จึงมายังที่นั้นแล้วสำเร็จการอยู่อาศัย. ลิงจึงแสดงการเล่นคะนองแม้แก่พระโพธิสัตว์ เหมือนดังแสดงแก่ดาบสเหล่านั้น. พระโพธิสัตว์จึงดีดนิ้วมือแล้วให้โอวาทแก่ลิงนั้นว่า ธรรมดาผู้อยู่ในสำนักของบรรพชิตผู้มีการศึกษาดีแล้ว ควรจะถึงพร้อมด้วยอาจารมารยาท สำรวมระวังกายและวาจา ประกอบขวนขวายในฌาน.
               จำเดิมแต่นั้น ลิงตัวนั้นได้เป็นสัตว์มีศีลถึงพร้อมด้วยอาจารมารยาท. พระโพธิสัตว์ได้จากแม้ที่นั้นไปอยู่ในที่อื่น. ลำดับนั้น ดาบสขี้เล่นเหล่านั้นเสพรสเค็มและเปรี้ยวแล้ว ได้ไปยังสถานที่นั้น. ลิงไม่แสดงการเล่นคะนองแก่ดาบสเหล่านั้น เหมือนอย่างเมื่อก่อน.
               ลำดับนั้น ดาบสเหล่านั้นเมื่อจะถามลิงนั้นว่า ดูก่อนอาวุโส เมื่อก่อนเจ้าได้กระทำการเล่นคะนองเบื้องหน้าพวกเรา เพราะเหตุไร บัดนี้ เจ้าจึงไม่กระทำ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า
               เมื่อก่อน เจ้าเคยโลดเต้นเล่นคะนองในอาศรมสำนักเราทั้งหลายผู้มีปกติเล่นคะนอง. เฮ้ยเจ้าลิง เจ้าจงกระทำกิริยาของลิง บัดนี้ เราไม่ชื่นชมยินดีศีลและพรตอันนั้นของเจ้า.
               ลิงได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า
               ความหมดจดด้วยฌานชั้นสูง เราได้ฟังมาจากอาจารย์ชื่อโกมาริยบุตร ผู้เป็นพหูสูตร บัดนี้ ท่านอย่าเข้าใจเราว่าเหมือนแต่ก่อน ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราประกอบด้วยฌานอยู่.
               ดาบสได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า
               เจ้าลิงเอ๋ย ถ้าแม้บุคคลจะพึงหว่านพืชลงบนแผ่นหิน ถึงฝนจะตกลงมา พืชนั้นก็งอกงามขึ้นไม่ได้แน่ ความหมดจดด้วยฌานชั้นสูงนั้น ถึงเจ้าจะได้ฟังมา เจ้าก็ยังเป็นผู้ไกลจากภูมิฌานมากนัก.
               ความของคาถานั้นว่า ถ้าแม้บุคคลจะพึงหว่านพืช ๕ ชนิด ลงบนหลังแผ่นหิน และฝนจะตกลงมาอย่างสม่ำเสมอ พืชนั้นจะงอกขึ้นไม่ได้ เพราะแผ่นหินนั้นไม่ใช่เนื้อนา ความหมดจดแห่งฌานชั้นสูงที่เจ้าได้ฟังมา ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ดูก่อนเจ้าลิง ก็เพราะเจ้าเกิดในกำเนิดดิรัจฉาน เจ้าจึงยังห่างไกลจากภูมิฌานนัก คือเจ้าไม่อาจทำฌานให้บังเกิดได้ ดาบสเหล่านั้นติเตียนลิงด้วยประการดังนี้.
               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
               พวกดาบสผู้เล่นคะนองเป็นปกติในกาลนั้น ได้เป็น ภิกษุเหล่านี้
               ส่วนโกมาริยบุตร คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบอรรถกถาโกมาริยปุตตชาดกที่ ๙               
               -----------------------------------------------------