วันนี้ (3.8.2024)เป็นวันเสาร์ เป็นวันหยุดราชการ  คนที่มีเงินเดือนหรือเป็นราชการได้หยุด ส่วนคนทั่วไปอาจได้หยุดตามแต่กรณี หยุดคือหยุด  ไม่ทำงานกัน  สำหรับเราไม่ได้หยุดกับเขาเพราะยังสนใจใฝ่รู้หาหนังสือมาอ่าน ทำโน้น ทำนี่ ทำไปตามประสาผู้สูงวัย อะไรที่สนใจเกี่ยวกับ  การคิด การเขียนหรือพิมพ์ข้อความ ยังคงก้มหน้า ก้มตาทำไป  เพื่อฝึกฝนและพัฒนาสมอง  ทำไปเท่าที่จะมีแรงกำลังทำได้ไม่เครียด

                                เป็นเรื่องต่อเนื่องจากวันก่อน เมื่อวานนี้และเช้าวันนี้ ยังมีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องที่มีคำพิพากษาศาลที่เกี่ยวข้องกับ ป.ป.ช. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื้อหาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ อท.4972565 คดีหมายเลขแดงที่ 1057/2566 ฉบับลงวันที่ 16 มกราคม 2566 คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุดตามกฎหมาย เป็นคดีที่น่าสนใจ  ได้คัดบางส่วนในคำพิพากษาหน้า 13 บรรทัดที่ 10 ตอนท้าย เรียงพิมพ์ไว้ท้ายนี้ ตามข้อความ ดังนี้.- 

                             “ ....แต่ตามมาตราดังกล่าวในวรรคห้ายังบัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังคงมีหน้าที่และอำนาจที่จะดำเนินการไต่สวน และมีความเห็น หรือวินิจฉัยหรือดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป  แต่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาสอบสวนและดำเนินการลงโทษผู้เกี่ยวข้องตามควรแก่กรณีโดยเร็ว  มิได้บัญญัติให้ถือว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยอีกต่อไป จึงไม่ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง....”

                          .       ได้ไปหาอ่านกฎหมายที่อ้างในคำพิพากษา พบข้อความว่า ตามมาตราดังกล่าวในวรรคห้า คือ พระราชบัญญติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 48 วรรคห้า บัญญัติว่า “ ภายใต้กำหนดอายุความ เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หรือตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้แล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังคงมีหน้าที่และอำนาจที่จะดำเนินการไต่สวน และมีความเห็น หรือวินิจฉัย หรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป แต่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาสอบสวนและดำเนินการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องตามควรแก่กรณีโดยเร็ว

 

วรรคหนึ่ง ตอนท้ายใช้คำว่า ต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันเริ่มดำเนินการไต่สวน

วรรคสาม  ตอนท้ายใช้คำว่า  ต้องไม่เกินสามปี เว้นแต่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้อง

เดินทางไปต่างประเทศ หรือขอให้หน่วยงานของต่างประเทศดำเนินการไต่สวนให้ หรือขอรับเอกสารหลักฐานจากต่างประเทศ จะขยายระยะเวลาออกไปเท่าที่จำเป็นก็ได้”

                                    วรรคห้า บัญญัติว่า “  ภายใต้กำหนดอายุความ  เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หรือตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้แล้ว  คณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังคงมีหน้าทีและอำนาจที่จะดำเนินการไต่สวน และมีความเห็น หรือวินิจฉัย หรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป แต่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาสอบสวนและดำเนินการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องตามควรแก่กรณีโดยเร็ว

 

                                     การตีความตาม มาตรา 48 วรรคห้า ควรหมายถึง กรณีความผิดที่มีผู้กระทำ  ได้มีพบความผิดพ้นระยะเวลา หรือพ้นเวลาตามหนึ่งหรือวรรคสาม แต่ยังอยู่ในอายุความคดีอาญา  กรณีที่กล่าวไม่น่าจะหมายความถึง  กรณีที่ ป.ป.ช.พบความผิดและ ป.ป.ช.รับคดีดำเนินการแต่ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดแห่งกฎหมายที่บังคับให้ต้องดำเนินการตามระยะเวลาตามวรรคหนึ่งและวรรคสาม เพราะหากเริ่มดำเนินการแล้วไม่ทันเวลาสามารถขอขยายระยะเวลาตามข้อกำหนดตามบทบัญญัติกฎหมายได้ 

 

การที่ ป.ป.ช.ไม่ได้ดำเนินการ ถือว่า ละเลย หรือ ละเว้น ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

ที่เป็นบทบังคับว่า จึงใช้คำว่าต้องไม่เกินระยะเวลาที่กำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่กฎหมายให้ ป.ป.ช.มีอำนาจเป็นกฎหมายอาญา คือ เป็นกฎหมายที่กำหนดลักษณะของการกระทำที่ถือว่าเป็นความผิดและกำหนดบทลงโทษทางอาญาสำหรับผิดกระทำความผิดนั้นไว้ ถือว่าเป็นกฎหมายให้อำนาจเป็นกลไกหรือสารตั้งต้นเพื่อบังคับใช้กฎหมายทางอาญา  ควรอย่างยิ่งที่จะต้องเคร่งครัดในการจัดการเพื่อให้เป็นไปเจตนารมย์ที่กฎหมายบัญญัติไว้