อุทปานทูสกชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๓. อุทปานวรรค
หมวดว่าด้วยบ่อน้ำ
๑. อุทปานทูสกชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๒๗๑)
ว่าด้วยสุนัขจิ้งจอกทำลายบ่อน้ำ
(ฤๅษีโพธิสัตว์กล่าวกับสุนัขจิ้งจอกว่า)
[๖๑] นี่เพื่อน ทำไมเจ้าจึงได้ถ่ายรดบ่อน้ำดื่มที่ขุดได้ยาก ของพวกฤาษีชีไพรผู้บำเพ็ญตบะอยู่ตลอดกาลนานเล่า
(สุนัขจิ้งจอกได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
[๖๒] พวกเราดื่มน้ำที่ใดแล้วย่อมถ่ายลงที่นั้น นั้นเป็นธรรมของพวกสุนัขจิ้งจอก และเป็นธรรมของพวกเรามาตั้งแต่ครั้งบิดาและปู่ ท่านไม่ควรจะกล่าวโทษธรรมนั้น
(ต่อแต่นั้นพระโพธิสัตว์จึงกล่าวว่า)
[๖๓] ธรรมของพวกเจ้ายังเป็นเช่นนี้ ก็สภาพที่มิใช่ธรรมของพวกเจ้าจะเป็นเช่นไร ขอพวกเราอย่าได้เห็นธรรม หรือสภาพที่มิใช่ธรรมของพวกเจ้าในกาลไหนๆ เลย
อุทปานทูสกชาดกที่ ๑ จบ
-------------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
อุทปานทูสกชาดก
ว่าด้วย การขี้เยี่ยวลงบ่อน้ำเป็นธรรมดาของหมาจิ้งจอก
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปนมฤคทายวัน ทรงปรารภสุนัขจิ้งจอกซึ่งทำลายบ่อน้ำตัวหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
ได้ยินว่า สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งทำลายบ่อน้ำของภิกษุสงฆ์แล้วหลบหนีไป. ครั้นวันหนึ่ง สามเณรทั้งหลายเอาก้อนดินปาสุนัขจิ้งจอกตัวนั้น ซึ่งมาใกล้บ่อน้ำให้ได้รับความลำบาก. จำเดิมแต่นั้น สุนัขจิ้งจอกตัวนั้นแม้จะหวลกลับมายังที่นั้นอีก ก็ไม่แลดู. ภิกษุทั้งหลายทราบเหตุดังนั้น จึงนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ได้ยินว่า สุนัขจิ้งจอกตัวที่ทำลายบ่อน้ำ จำเดิมแต่พวกสามเณรทำให้ลำบากแม้จะกลับมาอีกก็ไม่มองดู.
พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกตัวนี้ประทุษร้ายบ่อน้ำ ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็ได้เป็นผู้ประทุษร้ายบ่อน้ำเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ในเมืองพาราณสี ป่าอิสิปนะนี้แล ได้มีบ่อน้ำนี้แหละ.
ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในเรือนของตระกูลในเมืองพาราณสี พอเจริญวัยก็บวชเป็นฤาษี แวดล้อมด้วยหมู่ฤาษีสำเร็จการในป่าอิสิปตนะ. ก็ในกาลนั้น สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งประทุษร้ายบ่อน้ำนี้นั่นแหละแล้วหลบหนีไป. ครั้นวันหนึ่ง ดาบสทั้งหลายล้อมสุนัขจิ้งจอกตัวนั้นไว้ จับมันได้ด้วยอุบายอย่างหนึ่ง จึงนำไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์.
พระโพธิสัตว์ เมื่อจะเจรจาปราศรัยกับสุนัขจิ้งจอกนั้น
จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ดูก่อนสหาย ทำไมท่านจึงถ่ายมูตรและคูถรดบ่อน้ำที่ทำโดยยากของฤาษีผู้อยู่ป่า ผู้แสวงหาตบะอยู่ตลอดกาลนาน.
ดูก่อนสุนัขจิ้งจอกผู้สหาย ทำไมคือเพื่อประโยชน์อะไร ท่านจึงถ่ายคือถมทับ ประทุษร้ายด้วยมูตรและกรีษ ซึ่งบ่อน้ำที่ทำได้โดยยาก คือที่ให้สำเร็จได้โดยยากลำบากของท่านผู้ชื่อว่าอยู่ป่า เพราะความเป็นผู้อยู่ในป่าซึ่งได้นามว่าฤาษี เพราะความเป็นผู้แสวงหาคุณ ชื่อว่าผู้มีตบะ เพราะอาศัยตบะอยู่ตลอดกาลนาน.
อธิบายว่า ทำไม ท่านจึงถ่ายคือทำมูตรและกรีษให้ตกลงไปในบ่อน้ำนี้.
สุนัขจิ้งจอกได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
พวกเราดื่มกินน้ำ ณ ที่ใดแล้ว ย่อมถ่ายอุจจาระปัสสาวะลงในที่นั้น นั่นเป็นธรรมดาของสุนัขจิ้งจอกทั้งหลาย ทั้งเป็นธรรมดาของบิดามารดาและปู่ย่าตายาย ท่านไม่ควรจะยกโทษธรรมดาอันนั้นของพวกเราเลย.
ท่านไม่ควรยกโทษธรรมดา คือสภาวะนั้น ซึ่งมีมาโดยประเพณีของพวกเรา คือท่านไม่ควรโกรธในข้อนี้.
พระโพธิสัตว์จึงกล่าวคาถาที่ ๓ แก่สุนัขจิ้งจอกนั้นว่า :-
อาการเช่นนี้เป็นธรรมดาของพวกท่าน อนึ่ง อาการเช่นไรไม่เป็นธรรมดาของพวกท่าน ขอพวกเราอย่าได้เห็นธรรมดาหรือมิใช่ธรรมดาของพวกท่านในกาลไหนๆ อีกเลย.
ในกาลไหนๆ ขอให้พวกเราอย่าได้เห็นธรรมดาหรือมิใช่ธรรมดาของพวกท่านเลย.
พระมหาสัตว์ให้โอวาทแก่สุนัขจิ้งจอกนั้นอย่างนี้แล้วกล่าวว่า เจ้าอย่ามาอีกต่อไป. จำเดิมแต่นั้น สุนัขจิ้งจอกนั้นแม้จะกลับมาอีก ก็ไม่มองดู.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วจึงทรงประกาศสัจจะทั้ง ๔ แล้วทรงประชุมชาดกว่า
สุนัขจิ้งจอกตัวที่ประทุษร้ายบ่อน้ำในกาลนั้น ได้เป็นสุนัขจิ้งจอกตัวนี้เอง
ส่วนพระดาบสผู้เป็นครูของคณะดาบสในครั้งนั้น คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอุทปานทูสกชาดกที่ ๑
-----------------------------------------------------