รัฐเคาะลีฟะต์อุมัยยะต์ (ค.ศ. 661–750; อาหรับ: ٱلْخِلَافَة ٱلْأُمَوِيَّة, อักษรโรมัน: al-Khilāfah al-ʾUmawīyah) เป็นรัฐเคาะลีฟะต์ที่สอง จาก 4 รัฐเคาะลีฟะฮ์หลัก(อัรรอชิดูน) รัฐเคาะลีฟะต์นี้ปกครองโดยราชวงศ์อุมัยยะต์ (อาหรับ: ٱلْأُمَوِيُّون, อัลอุมะวียูน หรือ بَنُو أُمَيَّة, บะนูอุมัยยะต์, "บรรดาบุตรแห่งอุมัยยะต์") อุษมาน อิบน์ อัฟฟาน (ครองราชย์ ค.ศ. 644–656) เคาะลีฟะฮ์รอชิดีนองค์ที่ 3 ก็เป็นสมาชิกตระกูลนี้ ตระกูลนี้จัดตั้งการปกครองแบบสืบตระกูลตามราชวงศ์ โดยเริ่มต้นที่มุอาวิยะต์ อิบน์ อะบีซุฟยาน ผู้ว่าการแห่งอัชชาม (ซีเรีย-เลบานอน-ฟะลิสฏีน) กลายเป็นเคาะลีฟะต์ที่ 6 (เคาะลิฟะต์ที่5 คือ หะซัน บิน อาลี) 
สมัยราชวงศ์อุมัยยะต์ ได้ขยายอาณาเขตไปไกลมาก ทางตะวันออกไปถึงอินเดีย ทางตะวันตกไปถึงมอร็อกโค และข้ามฟากไปในสเปนชื่อเมืองแอนดาลุสเซีย(เมืองคอร์โดบาในปัจจุบัน)
และยังสร้างโดมหิน( قبلة الثخرة)ครอบเนินหินที่นบีอิสรออ์มาบัยตุลมักดิส แล้วละหมาดบนหินนั้น
และสร้างมัสญิดครอบบ้านและกุบูรนบี

ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ดำเนินการพิชิตดินแดนโดยมุสลิมต่อ โดยผนวกทรานโซเซียนา, แคว้นสินธุ(อินเดีย), อัลมัฆริบ และฮิสเปเนีย (อัลอันดะลุส"เมืองคอร์โดบา") เข้าในการปกครองของอิสลาม รัฐเคาะลีฟะต์อุมัยยะต์ในช่วงสูงสุดมีพื้นที่ 11,100,000 ตารางกิโลเมตร (4,300,000 ตารางไมล์) ทำให้เป็นหนึ่งในจักรวรรดิที่ใหญ่สุดตามพื้นที่ ราชวงศ์นี้ถูกโค่นล้มจากการกบฏที่นำโดยอับบาซียะฮ์ใน ค.ศ. 750 สมาชิกเชื้อพระวงศ์อุมัยยะต์ที่รอดชีวิต ยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานที่กอร์โดบา ซึ่งภายหลังกลายเป็นอะมิเรต(อาณานิคม) จากนั้นจึงเป็นรัฐเคาะลีฟะต์ กลายเป็นศูนย์กลางแห่งวิทยาศาสตร์ การแพทย์ ปรัชญา และการประดิษฐ์ของโลกในช่วงยุคทองของอิสลาม

รัฐเคาะลีฟะต์อุมัยยะต์ปกครองเหนือดินแดนที่มีประชากรหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรม โดยชาวคริสต์ที่ยังคงเป็นประชากรส่วนใหญ่ในรัฐเคาะลีฟะต์ และชาวยิวได้รับอนุญาตให้ประกอบศาสนกิจของตนได้ แต่ต้องจ่ายภาษีรายหัว (ญิซยะฮ์ - جزية) ที่มุสลิมได้รับข้อยกเว้น ส่วนมุสลิมต้องจ่ายภาษีซะกาต ซึ่งจัดสรรสำหรับโครงการสวัสดิการต่าง ๆ ไว้ชัดเจน เป็นผลประโยชน์แก่มุสลิมหรือผู้ที่เข้ารีตอิสลาม ตำแหน่งสำคัญในสมัยเคาะลีฟะต์อุมัยยะต์ตอนต้นยังคงถือครองโดยชาวคริสต์ ซึ่งบางส่วนมาจากตระกูลที่เคยดำรงตำแหน่งในรัฐบาลไบแซนไทน์ การจ้างงานชาวคริสต์เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายความปรองดองทางศาสนาที่กว้างขึ้น ซึ่งจำเป็นต่อการมีอยู่ของประชากรชาวคริสต์จำนวนมากในจังหวัดที่ถูกยึดครอง (เช่น ซีเรีย) นโยบายนี้เพิ่มความนิยมของราชวงศ์อุมัยยะต์และทำให้เมืองชามเป็นฐานอำนาจของตน สมัยอุมัยยะต์มักถือเป็นยุคก่อตั้งของศิลปะอิสลาม