ว่าด้วย ควรบูชาผู้มีพระคุณ

ติรีฏวัจฉชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๙. ติรีฏวัจฉชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๒๕๙)

ว่าด้วยติรีฏวัจฉดาบส

             (อุปราชเข้าไปเฝ้าพระราชาถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า)

             [๒๕] กรรมอะไรๆ ที่สำเร็จด้วยวิชาของดาบสนี้ไม่มีเลย อนึ่ง ดาบสนี้เป็นพระญาติ เป็นพระสหายของพระองค์ก็หามิได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร ติรีฏวัจฉดาบสผู้มีปกติถือไม้ ๓ ท่อน (ไม้ ๓ ท่อน ในที่นี้หมายถึงไม้ที่จะนำไปทำขาตั้งหม้อน้ำหรือคนโทน้ำ) เที่ยวไป จึงบริโภคโภชนะมีรสเลิศเล่า

             (พระราชาทรงสรรเสริญคุณของติรีฏวัจฉดาบสโพธิสัตว์ว่า)

             [๒๖] เมื่อพ่อแพ้ในการรบ ตกอยู่ในอันตรายแต่ผู้เดียว ดาบสนั้นได้ทำการอนุเคราะห์ ยื่นมือช่วยเหลือ พ่อผู้ตกยากอยู่ในป่าใหญ่อันทารุณ เพราะการช่วยเหลือนั้น พ่อผู้กำลังเผชิญทุกข์อยู่ก็ขึ้นจากบ่อน้ำได้

             [๒๗] พ่อผู้ดำรงอยู่ในมนุษยโลกนี้ กำลังตกอยู่ในวิสัยของพญามัจจุราช มาถึงสถานที่นี้ได้ เพราะการช่วยเหลืออันแสนยากของดาบสนั้น ลูกเอ๋ย ติรีฏวัจฉดาบสเป็นผู้สมควรแก่ลาภ (ลาภ ในที่นี้หมายถึงการได้ปัจจัย ๔) พวกเจ้าจงถวายปัจจัยที่ควรบริโภค จงบูชาด้วยปัจจัยที่ควรบูชาแก่ท่านเถิด

ติรีฏวัจฉชาดกที่ ๙ จบ

----------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

ติรีติวัจฉชาดก

ว่าด้วย ควรบูชาผู้มีพระคุณ

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการที่ท่านพระอานนท์ได้ผ้า ๑,๐๐๐ ผืน คือได้จากมือแห่งพระสนมของพระเจ้าโกศล ๕๐๐ ผืน ได้จากพระหัตถ์ของพระราชา ๕๐๐ ผืน จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
               เรื่องท่านกล่าวไว้พิสดารแล้ว ในสิคาลชาดก ทุกนิบาต ในหนหลัง.
               (ในที่นี้) ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ในแคว้นกาสี ในวันตั้งชื่อ พวกญาติได้ตั้งชื่อว่า ติรีติวัจฉกุมาร. พระโพธิสัตว์นั้นได้ถึงความเจริญวัยโดยลำดับ ได้เล่าเรียนศิลปศาสตร์ทุกอย่างในเมืองตักกสิลา แล้วอยู่ครองเรือน เมื่อบิดามารดาทำกาลกิริยาตายไปแล้วสลดใจ จึงออกบวชเป็นฤาษี มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร สำเร็จการอยู่ในราวป่า.
               เมื่อพระโพธิสัตว์อยู่ในราวป่านั้น ท้องถิ่นชายอาณาเขตของพระเจ้าพาราณสี เกิดกำเริบจลาจลขึ้น. พระองค์เสด็จไปในประเทศชายแดนนั้น ทรงพ่ายแพ้ในการรบ ทรงกลัวต่อมรณภัย เสด็จขึ้นคอช้างตัวประเสริฐเท่านั้น เสด็จหนีไปทางด้านหนึ่งท่องเที่ยวไปในป่า พอดีเป็นเวลาเช้า เป็นเวลาที่ติรีติวัจฉฤาษีออกไปเพื่อต้องการผลาผล จึงเสด็จเข้าไปยังอาศรมของติรีติวัจฉฤาษีนั้น.
               พระราชานั้นทรงทราบว่าเป็นสถานที่อยู่ของดาบส จึงเสด็จลงจากคอช้าง ทรงเหน็ดเหนื่อยเพราะลมและแดด จึงทรงกระหายน้ำ ทอดพระเนตรหาหม้อน้ำก็ไม่ทรงเห็นในที่ไหน แต่ได้ทรงเห็นบ่อน้ำอยู่ในท้ายที่จงกรม แต่เมื่อเที่ยวหาเชือกและกระออมเพื่อต้องการจะตักน้ำก็มิได้เห็น เมื่อไม่ทรงสามารถจะอดกลั้นความกระหายน้ำ จึงเอาเชือกที่รัดท้องช้างมา ให้ช้างยืนอยู่ใกล้ปากบ่อน้ำ เอาเชือกผูกที่เท้าช้างนั้นแล้วไต่เชือกลงบ่อน้ำ เชือกก็ยังไม่พอ จึงเสด็จกลับขึ้นมาใหม่ ทรงเอาผ้าสาฎกสำหรับห่มต่อเข้ากับปลายเชือกแล้วเสด็จลงไปอีก แม้ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่พออยู่ดี.
               พระองค์ทรงเอาปลายพระบาททั้งสองแตะน้ำ กลับทรงกระหายยิ่งขึ้น บรรเทาความกระหายไม่ได้ จึงทรงพระดำริว่า แม้จะตายก็ตายดี แล้วปล่อยให้ตกลงไปในบ่อน้ำ ดื่มจนพอแก่ความต้องการ เมื่อไม่สามารถจะกลับขึ้นมา จึงได้ประทับยืนอยู่ในบ่อน้ำนั้นนั่นเอง.
               ในเวลาเย็น พระโพธิสัตว์นำเอาผลาผลทั้งหลายมา แลเห็นช้างจึงคิดว่า พระราชาคงจักเสด็จมา ช้างทรงจึงปรากฏ เหตุอะไรหนอ จึงเข้าไปใกล้ช้าง.
               ฝ่ายช้างรู้ว่าพระโพธิสัตว์นั้นเข้ามาหา จึงได้ยืนเสีย ณ ส่วนข้างหนึ่ง. พระโพธิสัตว์เดินไปยังปากบ่อน้ำ แลเห็นพระราชา จึงปลอบโยนว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่ากลัวเลย แล้วผูกบันไดให้พระราชาเสด็จขึ้น นวดฟั้นพระวรกายของพระราชา หาน้ำมันให้สรงสนาน ให้เสวยผลไม้น้อยใหญ่ แล้วให้เปลื้องเครื่องผูกสอดช้าง. พระราชาทรงพักอยู่ ๒-๓ วัน ทรงถือเอาปฏิญญา เพื่อให้พระโพธิสัตว์มาสำนักของพระองค์ แล้วเสด็จหลีกไป.
               พลนิกายของพระราชาตั้งค่ายอยู่ในที่ไม่ไกลพระนคร เห็นพระราชาเสด็จมาจึงพากันห้อมล้อม พระราชาเสด็จเข้ายังพระนคร. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ต่อล่วงเวลาไปกึ่งเดือนก็ไปยังนครพาราณสี พักอยู่ในพระราชอุทยาน วันรุ่งขึ้นเที่ยวภิกขาจารไปถึงประตูวัง. พระราชาทรงเปิดพระแกลบานใหญ่ทอดพระเนตรพระลานหลวง ทรงเห็นพระโพธิสัตว์ ก็จำได้ จึงเสด็จลงมาจากปราสาท ไหว้แล้วทรงพาขึ้นท้องพระโรง ให้นั่งบนราชบัลลังก์ที่ยกเศวตฉัตร ให้ฉันอาหารที่เขาจัดไว้สำหรับพระองค์ แม้พระองค์เองก็เสวย เสร็จแล้วนำไปยังพระราชอุทยาน ให้สร้างสถานที่อยู่ประกอบด้วยที่จงกรมเป็นต้นแก่พระโพธิสัตว์นั้นในพระราชอุทยานนั้น แล้วถวายบริขารสำหรับบรรพชิตทุกอย่าง ทรงมอบหมายให้นายอุทยานบาลเป็นเวรดูแล ไหว้แล้วเสด็จหลีกไป.
               จำเดิมแต่นั้น พระโพธิสัตว์บริโภคเฉพาะในพระราชนิเวศน์ ได้มีสักการะและสัมมานะมากมาย. อำมาตย์ทั้งหลายอดทนการกระทำอันนั้นไม่ได้ พากันกล่าวว่า สักการะเห็นปานนี้ ทหารแม้คนหนึ่งเมื่อจะได้ ควรกระทำอย่างไร แล้วพากันเข้าไปเฝ้าอุปราช ทำความเคารพแล้วทูลว่า ขอเดชะ พระราชาของข้าพระองค์ ยึดถือพระดาบสรูปหนึ่งว่าเป็นของเราเสียอย่างจริงจัง ชื่อคุณอะไรที่พระราชานั้นได้ทรงเห็นในพระดาบสนั้น ขอพระองค์โปรดทรงปรึกษาหารือกับพระราชาดูก่อน.
               อุปราชรับคำแล้วเข้าไปเฝ้าพระราชาพร้อมกับพวกอำมาตย์ ถวายบังคมแล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
               กรรมอะไรๆ ที่สำเร็จด้วยวิชาของดาบสนี้ มิได้มีเลย อนึ่ง ดาบสนั้นก็ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ ไม่ใช่พระสหายของพระองค์ เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุอะไร ติรีติวัจฉดาบสผู้มีมือถือไม้ ๓ อัน จึงบริโภคก้อนข้าวอันเลิศ.
               พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสเรียกพระโอรสมาแล้วตรัสว่า ดูก่อนพ่อ เจ้ายังจะระลึกได้ถึงคราวที่พ่อไปประเทศชายแดน รบแพ้แล้วไม่ได้มา ๒-๓ วัน เมื่อพระโอรสทูลว่า ระลึกได้พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ในคราวนั้น พ่ออาศัยดาบสนี้จึงได้รอดชีวิต แล้วตรัสบอกเรื่องราวทั้งหมด แล้วตรัสต่อไปว่า ดูก่อนพ่อ เมื่อท่านผู้ให้ชีวิตเรามายังสำนักของเรา แม้เมื่อจะให้ราชสมบัติ เราก็ไม่อาจที่จะกระทำให้สมควรแก่คุณที่ท่านดาบสนี้ได้กระทำไว้ ดังนี้แล้ว
               จึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถานี้ว่า :-
               เมื่อเรารบพ่ายแพ้ตกอยู่ในอันตรายทั้งหลาย ติรีติวัจฉดาบสผู้นี้ได้กระทำความอนุเคราะห์แก่เราผู้ตัวคนเดียวไม่มีเพื่อน ในป่าที่ไม่มีน้ำอันทารุณร้ายกาจ ได้เหยียดมือช่วยเราผู้ได้รับความลำบาก เพราะเหตุนั้น เราแม้ถูกความทุกข์ครอบงำ ก็ขึ้นจากบ่อน้ำได้.
               เรามาถึงเมืองนี้ได้โดยความยากของดาบสผู้นี้ เราถึงจะเป็นอยู่ในมนุษยโลก ก็เหมือนกับไปยังปรโลกอันเป็นวิสัยของพระยม ลูกรัก ติรีติวัจฉดาบสเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยลาภ ท่านทั้งหลายจงถวายของควรบริโภคและยัญที่ควรบูชาแก่ติรีติวัจฉดาบสเถิด.
               เมื่อพระราชาทรงประกาศคุณของพระโพธิสัตว์ ประดุจทำพระจันทร์ให้ลอยเด่นขึ้นในพื้นท้องฟ้าด้วยประการอย่างนี้ คุณของติรีติวัจฉดาบสนั้นก็เกิดปรากฏมีประโยชน์ในทุกสถานที่ทีเดียว และลาภสักการะอันเหลือเฟือยิ่งก็เกิดขึ้นแก่ติรีติวัจฉดาบสนั้น.
               จำเดิมแต่นั้น ใครๆ จะเป็นอุปราช พวกอำมาตย์หรือคนอื่นก็ตาม ย่อมไม่อาจว่ากล่าวอะไรๆ พระราชาได้. พระราชาทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น ทรงทำให้สวรรค์เต็มบริบูรณ์. ส่วนพระโพธิสัตว์ก็ทำอภิญญาและสมาบัติทั้งหลายให้เกิดขึ้น ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้ที่ว่า แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย ก็กระทำการอุปการะ ดังนี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
               พระราชาในกาลนั้น ได้เป็น อานนท์ ในบัดนี้
               ส่วนพระดาบสในกาลนั้น คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาติรีติวัจฉชาดกที่ ๙               
               -----------------------------------------------------