จากการสนทนาใน Line Group : Retreat and Reflection เมื่อเช้านี้ มีหลายประเด็นที่สนใจ ประกอบกับเมื่อ 2 - 3 วันก่อนหน้านี้เราได้ไปเจอพระสูตร พระสูตรที่หนึ่งที่พุทธเจ้าแสดงไว้เกี่ยวกับความผันแปรของมนุษย์ที่ส่งผลต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับบทความการตีความ ส.ค.ส พระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๙) ที่ให้ไว้เมื่อปี พ.ศ. 2547 ซึ่งทั้งพระสูตรและบทความนี้มีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกันอย่างไม่น่าเชื่อ ผมจึงหยิบมาเป็นสารตั้งต้นและมองต่อไปว่า “เราในสถานะคนตัวเล็ก ๆ ที่ไม่ได้อำนาจอะไรในมือ แต่มีหัวใจและมีบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบในรูปแบบต่าง ๆ นี้จะสามารถปลุกใจ สร้างพลังใจให้ตนเองและทีมงานได้อย่างไร เพื่อก้าวเข้าสู่วิถีการเปลี่ยนแปลงเชิงปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนได้บ้าง” นี่หัวจุดเริ่มต้นของการเขียนบทความนี้ของผม
งั้นเรามีเริ่มที่ “ธรรมิกาสูตร* [1]” กันก่อนเลย พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ด้วยความว่า…
จริง ๆ ในพระสูตรเต็ม ๆ พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงด้านตรงกันข้ามเอาไว้ด้วย แต่ผมขออนุญาตนำมาแค่ส่วนแรก เพราะเมื่อเราพิจารณาจากข้อความในพระสูตรนี้ เราจะเห็นได้ว่า… นี่คือสถานการณ์ความเป็นไปของโลกที่เรากำลังเผชิญอยู่ใช่หรือไม่ ?
พระราชาในที่นี้อาจไม่ได้หมายถึงพระราชาในสถานะพระมหากษัตริย์เท่านั้น แต่หมายรวมถึงผู้ปกครอง หรือประมุขของรัฐหรือประเทศต่าง ๆ ด้วย และหากเราพูดด้วยภาษาของคนยุคปัจจุบันในปี พ.ศ.2567 หรือ ค.ศ. 2024 เราอาจจะบอกได้ว่า… เมื่อ 2600 ปีที่ผ่านพระพุทธเจ้าได้เตือนเราเกี่ยวกับเรื่องพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของมนุษย์จนไปสู่สภาวะ Climate Change (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) และวิกฤตการณ์อื่น ๆ ของโลกอยู่ และอาจมีบางคนกล่าวค้านว่า… มันก็แค่ความเชื่อที่บังเอิญเป็นจริงหรือเปล่า ? ดูสิในพระสูตรมีการกล่าวถึงเทวดาด้วย ในวิทยาศาสตร์เขาไม่เชื่อเรื่องนี้แล้ว !!! ในมุมมองของผม… คำว่า “เทวดา” ในที่นี้สามารถแปรความได้สองแนวด้วยกัน คือ
- ในพระสูตรกล่าวว่า… เทวดากำเริบ ฝนย่อมไม่ตกต้องตามฤดูกาล ดังนั้น “เทวดา” ในที่นี้จึงเป็นการอุปมาอุปไมยถึงวงจรที่เป็นเหตุปัจจัยในการทำให้เกิดฝนและการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศที่สมดุล
- หากเรามองนอกเหนือจากพระสูตรออกไป คำว่า “เทวดา” อาจจะหมายถึง “ผู้คนทั้งหลายที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตนได้กระทำต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันนี้มาจากการต้องรายได้ที่มาเกินไปทั้งในเรื่องเชิงนโยบายจากภาครัฐ หรือความต้องการได้กำไรที่มาเกินควรของเอกชนก็ตาม”
คราวนี้มาดูการตีความ ส.ค.ส พระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๙) ที่ให้ไว้เมื่อปี พ.ศ. 2547 [2] ซึ่งก็มีประเด็นที่น่าสนใจมาก ๆ อยู่เช่นกัน
หากดูจากภาพ ส.ค.ส พระราชทาน ปี พ.ศ. 2547 ในภาพจะเห็นว่าในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเตือนพวกเราชาวไทยถึง “ระเบิด 4 ลูก” ที่กระจายอยู่ทั่วโลก ได้แก่ วิกฤตสิ่งแวดล้อม / วิกฤตสังคม / วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตความขัดแย้งทางการเมือง [3] ซึ่งเราเห็นได้ชัดว่าระเบิดทั้ง 4 ลูกนี้ปรากฏอยู่ในทุกพื้นที่โลก และระเบิดบางลูกในยุคปัจจุบันไม่ได้อยู่บนแผนที่ หรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งแล้ว แต่เป็นระเบิดที่อยู่ในรูปแบบ DATA บน Platform Online ทั้งหลายและมันมีอนุภาพรุนแรงและส่งผลกระทบอย่างมากมายมหาศาล
และหากเรานำ “ธรรมิกสูตร” และ “ส.ค.ส พระราชทาน” มาเทียบคู่กัน มันทำให้เราเห็นวิกฤติการณ์และภัยอันตรายที่เกิดขึ้นกับโลกนี้อย่างชัดเจนมากขึ้น ณ ตอนนี้ยังไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 (และภาวนาขอให้ไม่เกิดขึ้นด้วย) เพียงวิกฤตการณ์เหล่านี้ก็เป็นเรื่องยากยิ่งที่จะรับมือแล้ว และสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตเราอยู่ตลอดเวลา และเราเห็นภาพชัดเจนมาก ๆ ผ่านสถานการณ์การแผ่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา !!!
เอาหละ… อย่างที่บอกไปหัวใจของบทความนี้ไม่ใช่การมาเขียนเรื่องวิกฤติที่เกิดขึ้น แต่อยากชวนมองไปถึงว่า… ในสถานะเราคนตัวเล็ก ๆ จะรับมือกับวิกฤติทั้งหลายเหล่านี้ได้อย่างไร ? และเราจะสร้างพลังใจในหมู่กลุ่มที่ฝ่าฟันปัญหานี้ไปได้อย่างไรกันนะ ?
เรื่องที่น่ายินดีที่สุดในปัจจุบันนี้คือ… มีกลุ่มคนจากทั่วโลกที่เห็นวิกฤติการณ์ของโลกใบนี้และลุกขึ้นมาพยายามรณรงค์ สร้างความตระหนักรู้ กระตุ้นเตือน และพยายามสร้างกระบวนการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบทั้งในเชิงนโยบายภาครัฐ และเอกชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่การจะขับเคลื่อนนโยบายเพียงอย่างเดียวนั้นอาจช้าเกินไป และไม่ทันการเป็นแน่ ดังนั้นหัวใจแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจจำเป็นต้องย้ายแนวคิดจากระบบเชิงนโยบายมาสู่คนตัวเล็ก ๆ อย่างเรา ๆ ก่อน แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความในทุกคนทิ้งอาชีพของตนมาเป็นนักรณรงค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงนะ แต่ผมคิดในทางตรงกันข้าม คือ เราจะเป็นนักการเปลี่ยนแปลงของเราในสายอาชีพของเราอย่างไรบ้าง ? อันนี้ต่างหากเป็นคำถามสำคัญสำหรับผม
จากการได้ร่วมเรียนรู้อยู่ในวงสนทนาจาก Clubhouse ในยุคเริ่มต้น สู่การสนทนาผ่าน Line Call ในปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับและเรียนรู้มาตลอดก็คือ… เจตจำนง ความตั้งใจ หรือเสียงเรียกจากหัวใจที่เราแต่ละคนให้ความหมายให้คุณค่าและความสำคัญ นี่เป็นก้าวแรกที่สำคัญมาก ๆ คราวนี้การจะได้ยินเสียงนั้นอย่างชัดเจนอาจจะต้องเริ่มจากการกลับมารู้จักที่เราจักและหัดฟังเสียงของตัวเราเองก่อน เมื่อเราได้ยินเสียงตัวเองที่ชัดเจนมากพอ การได้เชื่อมโยง มีปฏิสัมพันธ์ พูดคุย และต่อยอดจากคนอื่น ๆ ที่แตกต่างหลากหลายทั้งอายุ หน้าที่การงาน ความคิด และพื้นเพก็ช่วยให้เราได้เปิดมุมมองที่กว้างมากขึ้น และมีเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและจุดประกายไฟ เติมฝันให้กันและกันได้อย่างดีผ่านการมีบทสนทนาที่มีคุณภาพ จนสุดท้ายเราจะค่อย ๆ ได้ค้นพบเจตจำนง ความตั้งใจ หรือเสียงเรียกจากหัวใจที่เราที่แท้จริง
เรานี้การเดินตามเสียงหัวใจของเรานั้น บางเรื่องเราสามารถทางคนเดียวก็ได้ แต่บางเรื่องมันใหญ่เกินกว่าที่เราจะแบกมันไว้ การมีเพื่อนร่วมทาง หรือการมีวงกัลยาณมิตรนั้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญเพราะพวกเขาถึงเป็นกำลังที่ช่วยสนับสนุน ให้กำลัง ขยายมุมมอง และติเตือนบางเรื่องราวที่เราอาจะมองข้ามไป เราจะหากัลยาณมิตรที่แท้ได้ เราเองก็ต้องมีคุณสมบัติแห่งความเป็นกัลยาณมิตร** คือ มีความน่ารัก เป็นมิตร / สามารถพึ่งพาได้ / พัฒนาตนเองอยู่เสมอ / เป็นผู้รู้จักใช้เหตุผล / รู้จักรับฟัง / พูดจาภาษาเดียวกัน และไม่ชวนกันไปในทิศทางแห่งความหายนะ หากเรามีสิ่งนี้… อันนี้อาจเป็นใบเบิกทางให้ผู้คนที่มีความคิด อัธยาศัยคล้าย ๆ กันมารวมตัวกันก็เป็นได้
เมื่อเรามีความตั้งใจมั่น มีกัลยาณมิตรร่วมทางแล้ว การสร้างพื้นที่การสนทนาที่มีคุณภาพและการสร้างการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ เพราะเราจะได้รับเรื่องราวดี ๆ มุมมองใหม่ ๆ คำถามที่น่าสนใจจากการผ่านการพูดคุยนี่แหละ และการได้มีนั่งทำ AAR (After Action Review) หลังจากการปฏิบัติงานต่าง ๆ แล้ว มันช่วยเราได้เก็บเกี่ยวบทเรียนต่าง ๆ และมุมมองที่น่าสนใจ องค์ความรู้เชิงปฏิบัติการที่เป็นความรู้เฉพาะตัวที่หาไม่ได้จากตำราเล่มไหน ๆ เพียงเป็นทุนปัจจัยในการพัฒนางานในครั้งต่อ ๆ ไป หรือเป็นการส่งต่อความรู้ใหม่ ๆ ให้คนรุ่นต่อไปได้ด้วย
ต่อมาคือการชื่นชมและให้กำลังใจ… ในพื้นที่การสนทนา การได้ชื่นชมกันและกันนั้นช่วยเสริมสร้างให้เกิดกำลังใจที่หล่อเลี้ยงและช่วยให้เราได้ดูแลความสัมพันธ์ สร้างบรรยากาศที่ดี ทำให้ผู้คนมีพลังใจในการทำงานต่าง ๆ ได้มาก แต่การที่เราช่วยเติมเชื้อไฟในอะไรบางอย่างในตัวเองอยู่เสมอด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การดูภาพยนตร์ดี ๆ ฟังเพลง หรืออ่านบทกวี สิ่งเหล่านี้เป็นตัวช่วยที่ดีให้ยามที่เรารู้สึกเหนื่อยล้า ท้อแท้ หรือใกล้หมดพลัง เป็นตัวช่วยสำคัญที่นำพาตัวเราให้กลับมามีพลังอีกครั้ง เปรียบเหมือนเป็นการเติมฟืนและพัดอากาศในปริมาณที่พอเหมาะพอดีเข้าในกองไฟ
อีกสิ่งที่สำคัญคือ… การค่อย ๆ นำพาตัวเรากลับมาตระหนักรู้ถึงคุณค่าของอาชีพและบทบาทหน้าที่ของตัวเราเอง นี่เป็นอีกหนึ่งวิธีการเติมไฟและหล่อเลี้ยงแรงบันดาลใจของเรา คุณลองคิดว่าดูว่า… เมื่อเราใช้ชีวิตเพื่อทำงานไปวัน ๆ ได้เงินเดือนมาก็จับจ่ายและปล่อยให้ชีวิตวนเวียนอยู่แบบนั้น เราเป็นอย่างไร ? จากการได้สนทนากับหลายคนผมพบว่า… ผู้คนที่เป็นแบบนี้มีความสุขมากต่างเลิกงาน ตอนเงินเดือนออก และตอนใช้เงิน แต่กลับเรื่องงานก็แค่ทำไปเรื่อย ๆ ให้จบ เสร็จหมดหน้าที่ไปวัน ๆ
แต่ในทางกลับกัน… หากเราสามารถตระหนักได้ถึงคุณค่าของอาชีพและบทบาทหน้าที่ของตัวเองหละจะเป็นอย่างไร ? เหมือนกับเรื่องราวที่เราได้ยินบ่อยว่า… ที่มีคนคนหนึ่งถามพนักงานทำความสะอาดที่ NASA ว่าคุณมีหน้าที่อะไร แล้วพนักงานคนนั้นตอบว่า… เขากำลังอำนวยความสะดวกให้การทางเดินไปอวกาศราบรื่น คุณคิดว่าสภาวะจิตของพนักงานนั้น การทำงาน และการทำหน้าที่ของเขาจะเป็นเช่นไร ?
• จะเป็นอย่างไร… ถ้าหมอเชื่อว่า “เราไม่ใช่เพียงแค่คนที่รักษาคนไข้ แต่เราเป็นผู้ดูแลผู้คนให้แข็งแรงเพื่อการเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ที่ดีกว่า”
• จะเป็นอย่างไร… ถ้าคุณครู / อาจารย์เชื่อว่า “เราไม่ใช่แค่เพียงคนสอนหนังสือ… แต่เราคือผู้บ่มเพาะต้นกล้าแห่งการเปลี่ยนแปลง”
• จะเป็นอย่างไร… ถ้านักแสดงเชื่อว่า… “เราไม่ใช่แค่คนที่แสดงตามบทที่ได้รับ… แต่เราคือผู้ฉายภาพสะท้อนและถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ในแต่ละยุคสมัยผ่านจอ”
• และอื่น ๆ อีกมากมาย
เมื่อคนเหล่านี้มีความเชื่อแบบนี้พวกเขาจะเป็นอย่างไร มีสภาวะจิตแบบไหน และหน้าที่การทำงานของพวกเขาจะเป็นอย่างไรกันนะ ผมเชื่อว่า… พวกเขาคงทำงานได้แตกต่างไปจากเดิมอย่างแน่นอน !!!
เรามีความตั้งใจ เรามีเพื่อนร่วมทางที่เป็นกัลยาณมิตร เรามีความตระหนักรู้ถึงคุณค่าและบทบาทในงานของเรา และการชื่นชมแล้ว อีกสิ่งที่สำคัญคือ… การเรียนรู้และต่อเนื่อง แน่นอนครับว่า… การจะขับเคลื่อนงานต่าง ๆ นั้นองค์ความรู้เป็นเรื่องสำคัญ หากเราขาดสิ่งเหล่านี้ไปการขับเคลื่อนก็ไม่สมบูรณ์ ดังนั้นการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องอยู่ตลอด ทั้งจากตำรา เหตุการณ์ และเรื่องราวอื่น ๆ จึงเป็นเรื่องจำเป็นและละเลยเสียไม่ได้ การจดบันทึกก็อาจะเป็นอีกหนึ่งทักษะที่ห้ามทิ้งเช่นกัน ไม่ว่าเราจะใช้วิธีการบันทึกแบบใด ๆ ก็ตาม
และสุดท้ายที่นึกถึง ผมอาจเขียนเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้ายนะ แต่มันอาจจะเป็นเรื่องแรกที่เราจำเป็นจะต้องฝึกฝน คือ “การมีสติ (Self-Awearness)” ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญและเป็นเรื่องใหญ่มากที่เราจำเป็นต้องฝึกที่จะเปิดพื้นที่การรับรู้ทั้งภาวะภายในตัวเองและสิ่งต่าง ๆ รอบตัว “สติ” เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราสังเกตและมองเห็นเรื่องราวต่าง ๆ อย่างละเอียดและรอบคอบมากขึ้น หากเราทำงานโดยขาดสติไป เราก็จะเริ่มใช้ความคุ้นชินเดิม ๆ เข้ามาจัดการเรื่องราวต่าง ๆ และหลายครั้งที่เราอยู่ในสภาวะแบบ Autopilot เราก็จะขาดการเชื่อมโยงกับตัวเอง สิ่งรอบตัว ผู้คน หรือขาดจากทุกสิ่งไป เมื่อขาดมุมใดมุมหนึ่งหรือขาดไปทั้งหมดการขับเคลื่อนงานอย่างมีคุณภาพย่อมเกิดขึ้นได้น้อย การสังเกต และการใส่ใจในเรื่องราวต่าง ๆ ไม่มากเกินไป ก็น้อยเกินไป สิ่งนี่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องฝึกฝนและมีให้ติดเนื่องติดตัวเองไว้เสมอ ๆ
VUCA World คือ การผันแปรของโลกที่ยากจะคาดเดาอันมีจุดเริ่มต้นจากการผันแปรของพฤติกรรมมนุษย์ไปสู่ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หากเราจะรับมือกับ VUCA เราต้องเรียนรู้ที่จะมีสติสัมปชัญญะ ใส่ใจตนเองและสิ่งรอบตัว เฝ้ามอง จับจ้อง รอคอย อยู่กับปัญหาอย่างเข้าใจและไปแล้วให้ตัวเองจมลงไปในปัญหาจนหมดพลัง และเมื่อจังหวะ เวลา และโอกาสมาถึงจึงค่อย ๆ ใช้วิธีการและเหตุปัจจัยต่าง ๆ มีอยู่ในตอนนั้นจัดการปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามา แต่หัวใจสำคัญที่แท้จริงคือ… คนที่จะจัดการปัญหาต้องดูแลตัวเองให้แข็งแรงจนไม่ถูกปัญหาจัดการไปซะก่อน
ทั้งหมดนี้เป็นบทสะท้อนคิดของตัวผม และเป็นเรื่องที่ผมเองก็อยู่ในวิถีการฝึกฝนเรื่องราวเหล่านี้อยู่เช่นกัน :)
--------------------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติม
*ธรรมิกสูตร - ในพระไตรปิฎก ฉบับหลวง เรียกพระสูตรนี้ว่า “ธรรมิกสูตร” แต่ในพระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาฯ เรียกพระสูตรนี้ว่า “อธรรมิกสูตร”
**คุณสมบัติแห่งความเป็นกัลยาณมิตร ผมดัดแปลงมากจาก กัลยาณมิตรธรรม ๗ : องค์คุณของกัลยาณมิตร, คุณสมบัติของมิตรดีหรือมิตรแท้ [4]
-------------------------------------
ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก
[1] ธรรมิกสูตร : https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/read_page.php?book=21&page=86&pages=1&pagebreak=0&x=3&y=13&edition=thai
[2] ภาพ ส.ค.ส พระราชทาน ปี พ.ศ. 2547 : https://www.rdpb.go.th/th/King/%E0%B8%AA-%E0%B8%84-%E0%B8%AA-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99-c28/%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2547-v193
[3] ถอดรหัส ส.ค.ส.พระราชทานปี 47 ระเบิด 4 ลูก : https://mgronline.com/qol/detail/9590000105104
[4] กัลยาณมิตรธรรม ๗ : https://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=278


