ว่าด้วย เข้าใจว่าลิงเป็นฤาษี

กปิชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๑๐. กปิชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๒๕๐)

ว่าด้วยการเข้าใจผิดว่าลิงเป็นฤๅษี

             (ดาบสกุมารเห็นลิงปลอมมีความสงสารจึงกล่าวกับดาบสโพธิสัตว์ผู้เป็นบิดาว่า)

             [๒๐๐] ฤๅษีผู้นี้ยินดีในความสงบและความสำรวม ท่านถูกภัยคือความหนาวเบียดเบียนยืนอยู่ เชิญท่านฤๅษีเข้ามายังบรรณศาลานี้ เพื่อบรรเทาความหนาว ความกระวนกระวายทั้งสิ้นเถิด

             (พระโพธิสัตว์ฟังคำของบุตรแล้วจึงลุกขึ้นมองดูก็รู้ว่าเป็นลิง จึงกล่าวว่า)

             [๒๐๑] ผู้นี้มิใช่ฤๅษีผู้ยินดีในความสงบและความสำรวมหรอก แต่เป็นลิงที่ห้อยโหนไปตามกิ่งมะเดื่อ มันมักประทุษร้าย มักโกรธ และมีสันดานเลวทราม ถ้ามันเข้ามา มันก็จะพึงทำลายบรรณศาลานี้

กปิชาดกที่ ๑๐ จบ

สิงคาลวรรคที่ ๑๐ จบ

-----------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

กปิชาดก

ว่าด้วย เข้าใจว่าลิงเป็นฤาษี

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุโกหกรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
               ได้ยินว่า ข้อที่ภิกษุนั้นเป็นผู้หลอกลวงได้ปรากฏในหมู่ภิกษุ.
               ภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันในโรงธรรมว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุโน้นบวชในพระพุทธศาสนาอันเป็นที่นำสัตว์ออกจากภพ ยังบำเพ็ญวัตรของผู้หลอกลวงอีก. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้น มิใช่เป็นผู้หลอกลวงแต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนก็เคยเป็นผู้หลอกลวงเหมือนกัน เกิดเป็นลิงได้ทำการหลอกลวงเพราะเหตุเพียงไฟเท่านั้น
               แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
               ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในแคว้นกาสี ครั้นเจริญวัย ในเวลาที่บุตรเที่ยววิ่งเล่นได้ นางพราหมณีก็ถึงแก่กรรม จึงอุ้มบุตรเข้าสะเอวไปป่าหิมพานต์ บวชเป็นฤๅษี บวชบุตรเป็นดาบสกุมาร อาศัยอยู่ในบรรณศาลา.
               ครั้นฤดูฝน ฝนตกไม่ขาดสาย มีลิงตัวหนึ่งถูกความหนาวเบียดเบียน เที่ยวเดินตัวสั่นฟันกระทบกัน. พระโพธิสัตว์หาท่อนไม้ใหญ่ๆ มาก่อไฟแล้วนอนบนเตียง. ฝ่ายบุตรชายก็นั่งนวดเท้าอยู่. ลิงนั้นนุ่งห่มผ้าเปลือกไม้ของดาบสที่ตายไปแล้วรูปหนึ่ง ห่มหนังเสือเฉวียงบ่า ถือหาบและน้ำเต้าปลอมเป็นฤๅษี มายืนหลอกลวงอยู่ที่ประตูบรรณศาลา เพราะต้องการไฟ.
               ดาบสกุมารเห็นลิงนั้น จึงอ้อนวอนบิดาว่า ข้าแต่พ่อ มีดาบสผู้หนึ่งถูกความหนาวเบียดเบียน ยืนสั่นอยู่ พ่อเรียกดาบสนั้นเข้ามา ณ ที่นี้เถิด เขาจะได้ผิงไฟ
               ได้กล่าวคาถาแรกว่า :-
               ฤๅษีผู้นี้ยินดีแล้วในความสงบและความสำรวม ท่านถูกภัย คือความหนาวเบียดเบียน จึงมายืนอยู่ เชิญฤๅษีผู้นี้จงเข้ามายังบรรณศาลานี้เถิด จะได้บรรเทาความหนาว และความกระวนกระวายให้หมดสิ้นไป.
               พระโพธิสัตว์ฟังคำของบุตรจึงลุกขึ้นมองดู รู้ว่าเป็นลิง จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
               นี่ไม่ใช่ฤๅษีผู้ยินดีในความสงบ และความสำรวม เป็นลิงที่เที่ยวโคจรอยู่ตามกิ่งมะเดื่อ มันเป็นสัตว์ประทุษร้าย ฉุนเฉียว และมีสันดานลามก ถ้าเข้ามาอยู่ยังบรรณศาลาหลังนี้ ก็จะพึงประทุษร้ายบรรณศาลา.
               พระโพธิสัตว์ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงคว้าดุ้นฟืนติดไฟออกมา ขู่ให้ลิงตกใจกลัวแล้วให้หนีไป ลิงกระโดดหนีเข้าป่าไปไม่ได้มาที่นั้นอีก.
               พระโพธิสัตว์ยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิด สอนการบริกรรมกสิณแก่ดาบสกุมาร ดาบสกุมารทำอภิญญาและสมาบัติให้เกิดขึ้นแล้ว ดาบสทั้งสองนั้นมีฌานมิได้เสื่อม ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
               พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น ตั้งแต่ครั้งก่อน ภิกษุนี้ก็เป็นผู้หลอกลวงเหมือนกัน แล้วทรงประกาศสัจจธรรม ทรงประชุมชาดก.
               ครั้นจบสัจจธรรม บางพวกได้เป็นพระโสดาบัน บางพวกได้เป็นพระสกทาคามี บางพวกได้เป็นพระอนาคามี.
               ลิงในครั้งนั้น ได้เป็น ภิกษุหลอกลวงในครั้งนี้
               บุตรได้เป็น ราหุล
               ส่วนบิดา คือ เราตถาคต นี้แล.

               จบ อรรถกถากปิชาดกที่ ๑๐
               จบ สิคาลวรรคที่ ๑๐.
               -----------------------------------------------------