โอสถก่องแก้วมนุษยภูมิ : สุนทรียพลานามัยภูมิอารยธรรม พลาสมาวิทยาการสื่อและการศึกษา ยึดโยงนัยสำคัญพหุระบบฐานศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์ ให้มุ่งเสริมพลวัตขึ้นจากด้านสุขภาวะมูลฐานและธรรมชาติพื้นฐานหมู่ชน



Theme / Title : มะละกอ ประจุพหุลักษณ์สังคม 
Artist / Author : วิรัตน์ คำศรีจันทร์ Wirat Kamsrichan
Technic / Methodology : อุเทศศิลป์ ออกแบบสร้างสรรจินตภาพและจัดองค์ประกอบศิลป์ระเบียงทรรศน์ จากพหุลักษณ์ข้อมูล การสังเคราะห์ ประมวลสารัตถเนื้อหาเชิงทฤษฎีและระบบวิธีคิดในฐานอารยธรรมและวัฒนธรรมต่างๆ ของสังคมไทยและสังคมโลก ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกและมิติจิตวิญญาณของการพลวัตยึดโยงกันของมนนุษย์กับธรรมชาติ ในระบบความสัมพันธ์กันของพลวัตพหุปัจจัยแห่งชีวิต ในระดับพื้นฐานพหุปัจจัยเหมือนกันของมวลมนุษย์  นับแต่ระดับบุคคล ท้องถิ่น สากลโลก แสดงศิลปวิจักษ์ด้วยสีน้ำ Creative Water Colour Painting บนกระดาษ BAOHONG 300 gram. Artist and Professional  Used Water Colour Pape
Size and Dimension :  46 x 61 เซนติเมตร
Date / Time : 2564 
Collector ผู้สะสมดูแล : บ้านสังคมศิลป์ สันป่าตอง เชียงใหม่ เผยแพร่วงกว้างหลายช่องทางแล้ว และจัดแสดงให้สาธารณชนได้ติดตามสดับชม ศึกษา ค้นคว้า สัมมนา แลกเปลี่ยนแบ่งปันการเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ หลายช่องทางและหลายวาระ

แนวคิดและข้อแนะนำการออกแบบสร้างสรรค์องค์ประกอบ
สำหรับสร้างจังหวะเสริมพลังพลวัตของสุนทรียปัญญากร
Creative Conceptual Design Guidance for WAC Artist

  • วงจรทบทวน มีกำลังความสงบ กระจ่างใสทางปัญญา และตั้งหลักใหม่เสมอ สร้างวงจรและปัจจัยแวดล้อม บ่มสร้างจิตวิญญาณการเรียนรู้ปัญญาหมู่ หยั่งสะท้อนยกระดับจากภูมิชีวิตและต้นทุนบนความเป็นจริงในตนเอง ของทุกคน ทุกกลุ่มเป้าหมาย ชุมชน องค์กร สังคม
  • องค์ประกอบปัญญาปฏิบัติ สุนทรียปัญญาและมิติสุนทรียพลานามมัย ในพื้นฐานของชีวิต ประเด็นแนวคิด แประเด็นสื่อสารถักทอความหมาย ประกอบสร้างชุดความหมาย สรรสร้างระบบคุณค่า ปรัชญาต่อโลกและชีวิต เสริมสร้างการก่อเกิดมณฑลสุขภาวะพหุลักษณ์สังคม สะท้อนยึดโยงได้กับสิ่งแสดง งานศิลปะ สื่อ และแหล่งประสบการณ์เชิงประจักษณ์พหุปัญญา พหุวิทยาการ เห็นแนวพินิจ ประเด็นร่วม สิ่งประจักษ์ บุคคลและชุมชนปัญญาปฏิบัติ สิ่งก่อเกิดและดำรงอยู่จริง ให้สามารถฉายภาพยึดโยงไปข้างหน้า และย้อนวิพากษ์ทบทวนได้อย่างอิสระด้วยบริบทหลากหลาย พอประมาณแก่การสั่งสมเพิ่มพูนความงอกงามต่างๆ ในสถานการณ์หนึ่งๆได้
  • บูรณาการพหุมิติสิ่งสดับ สรรพหุลักษณ์ประสบการณ์โสตทัศน์ ส่องสะท้อนกันและกัน การจัดแสดงศิลปะสุนทรียพลานามัย โรงสุนทรียพลานามัย เมืองจำลอง เวชนิทัศน์ศิลปกรรม เวชศิลปกรรม กิจกรรมบำบัด นวัตกรรมสุขภาพชุมชนและเทคนิคการแพทย์ชุมชน สุขศึกษาชุมชน กาดนัด ร้านค้า กิจกรรมเศรษฐกิจสังคม การเกษตร อาหารและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการน้ำ การผูกยึดโยงถิ่นฐาน แหล่งอาศัย เมือง วิถีชีวิต การจัดแสดง สื่อ มหรสพ ดนตรี ลานสนทนาและเวริ์คช็อป ประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ปฏิบัติการเชิงวิจัย สื่อสารและสนทนาเชิงนโยบายและแนวคิดปฏิบัติเชิงยุทธศาสตร์ ลานนิทรรศนปัญญาปฏิบัติ การนำวิกฤติปัญหา การปะทะรุนแรง วิกฤติอนาคตและเป้าหมายระยะไกล ที่ต้องมองเห็นร่วมกันด้วยจินตภาพจากข้อมูล ภูมิปัญญา และภูมิวิทยาการ ในห้วงความอิ่มเต็มและอยู่ในวงจรแห่งสิติใคร่ครวญ ที่ดี
  • การเรียนรู้มวลชน สร้างสุขภาวะพหุลักษณ์สังคม และบ่มสร้างคุณภาพแห่งชีวิตส่วนรวม ครอบคลุมสุขภาวะมูลฐานหลายมิติ ส่งเสริมความงอกงามปัญญาปฏิบัติชุมชน ไม่จำกัดกลุ่มวัย ตอบสนองการดำเนินชีวิตหลากหลายแบบแผน ของปัจเจก ครอบครัว กลุ่มอาชีพ กลุ่มสนใจ ครอบคลุมองค์ประกอบพื้นฐานความต้องการและความจำเป็นร่วมสมัย ด้านสุขภาพและความหมายต่อชีวิต การศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตและในทุกองค์ประกอบการดำเนินชีวิต การประกอบธุรกิจเชิงคุณค่าและความหมายแห่งตน การเผยแพร่แบ่งปัน การมีส่วนสร้างคนและสร้างสังคมสิ่งแวดล้อม การมีส่วนสรรสร้างพลวัตทางศิลปะ วิทยาการ เทคโนโลยี สังคมและถิ่นฐาน
  • การสร้างสรรงานของตนในมณฑลเปิดสุขภาวะพหุลักษณ์สังคม เพิ่มพูนการหยั่งลึกความลึกซึ้งของสังคมศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์ และยกระดับการมีส่วนร่วมเสริมพลังการพลวัตตนเองของสังคม ร่วมสร้างความกว้างขวาง เปิดกว้าง ลดปัจจัยสูญเสียสูญเปล่าของการผลิต บริโภค และการสรรนิเวศบริการ เพิ่มพูนกำลังการพลวัตสั่งสมความงอกงาม เสริมพลังปัจจัยคนและภูมิศักยภาพปัญญามีชีวิตในตนของสังคม  

การโยนิโสมนสิการ วิพากษ์ ทบทวน ภายในภายนอก
Introspection vision and Art-Science Culture Well-Round Review 

  • โอสถก่องแก้วมนุษยภูมิ : สุนทรียพลานามัยภูมิอารยธรรม พลาสมาวิทยาการสื่อและการศึกษา ยึดโยงนัยสำคัญพหุระบบฐานศิลปวิทยวัฒนธรรม มุ่งเสริมพลังก่อเกิดจากด้านสุขภาวะมูลฐานและกลุ่มชนพื้นฐาน สร้างวงจรทบทวนแบบแผนพหุมิติ ให้เกิดการจัดระบบข้อมูลเชิงประสบการณ์และองค์รวมการกลั่นกรองความลึกซึ้งแยบคายจากภูมิชีวิตของมนุษย์ อย่างรอบด้าน รัดกุม กอปรด้วยกำลังความพิสุทธิ์ใสทางพหุปัญญา เช่น 10 แบบแผนของกระบวนการทางปัญญา ด้วยการโยนิโสมนสิการ การวิเคราะห์ระบบผสานเชื่อมโยงด้วยกรอบความสัมพันธ์ตัวแปรพหุโดยเน้นปัญญาหมู่ของชุมชนปัญญาปฏิบัติเพื่อเกิดองค์ประกอบชีวิตและยึดโยงอยู่กับ Creative Human-Based Socio-Phenomina Actor
  • Multi-Dimension Wisdom Practice Manifesto จัดแสดง จัดองค์ประกอบสรรประสบการณ์สุนทรียปัญญา สร้างกระบวนการและจัดองค์ประกอบฉากรับปรากฏการณ์ สร้างระเบียงทรรศน์การเข้าสู่ระบบปรากฏการณ์รอบด้านอย่างกว้างขวาง และสร้างภาพฉายเหตุการณ์พหุมิติกาลเวลา ด้วยกิจกรรมปฏิบัติ การวาดภาพ การสนทนาสื่อสาร ปัญญาปฏิบัติ อ่าน คิด เขียน วาดภาพ และทุกประสบการณ์เชิงประจักษ์ที่ให้แนวคิดบทบาทผู้ปฏิบัติด้วย
  • องค์ประกอบการบูรณาการของจริงในสังคม การถอดบทเรียนและสร้างวาระการยึดโยงกับสถานการณ์จริงในขอบเขตต่างๆตามความเหมาะสม และสอดคล้องกับกลุ่มปฏิบัติการ
  • Creative Values Composition วัฒนธรรมมุขปาฐะผสานวิทยาการลายลักษณ์อย่างงดงามลงตัว ออกแบบปฏิสัมพันธ์และจัดระบบความสัมพันธ์เชื่อมโยง เกื้อหนุน เสริมกำลังกันและกันของระบบภูมิปัญญาพหุวิทยาการที่แผ่ถึงกันของสังควิทยาอันเป็นต้นธารวิทยาการก้าวหน้าสมัยใหม่นำหน้าไปก่อนด้านวิทยาการลายลักษณ์ กับสังคมที่ก้าวหน้าทีหลังรูปแบบสมัยใหม่ด้วยวิทยาการและสื่อลายลักษณ์ แต่ความก้าวหน้าและความเป็นตัวของตัวเองที่ไม่สามารถค้นพบได้จากวิทยาการภายนอกแต่เพียงลำพัง แต่สามารถนำพลวัตตนเองให้บังเกิดขึ้น และนำการแลกเปลี่ยนแบ่งปัน สร้างพลวัตในมิติใหม่ๆ แก่กันและกันของพหุลักษณ์สังคมได้ 

แนะนำระบบเนื้อหาสรรสนทนา วงจรการสรรมุขปาฐะศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์ 

องค์ประกอบพื้นฐาน อณุจุลภาค Mini-Content แผ่ขยายรอบด้าน พลวัตความหมายร่วมกันได้อย่างไม่จำกัด และเป็นฐานยึดโยงพหุลักษณ์สังคมได้ระดับลึกหยั่งประมาณถึงภูมิชีวิตและภูมิสังคมฐานรากมีชีวิต เปลี่ยนผ่านความเป็นจริงามแตกต่างหลากหลายเชิงปะทะสู่การร่วมสร้างคุณค่าและความหมาย เกื้อหสถานนุนส่งเสริมการพึ่งพาอาศัยพหุมิติและพหุปัจจจัย ลดการทำลายล้าง เพิ่มพูนการจรรโลงและประกอบสร้างโอกาสความเจริญงอกงาม มีเหตุมีผลบนความเป็นตัวของตัวเองในทุกความแตกต่างประกอบด้วย 3 องค์ประกอบเนื้อหา ได้แก่ (1) สิ่งแสดงของจริง พหุลักษณ์ข้อมูล ศิลปะ สิ่งสร้างสรรค์ สิ่งแสดง ให้ประสบการณ์เชิงประจักษ์ (2) ความหมายทฤษฎีผู้ปฏิบัติ แนวคิด ความบันดาลใจ หลักทฤษฎี การแบ่งปันวิทยาการและความรู้เบื้องหลังที่เกี่ยวข้อง (3) โลกทัศน์ชีวทัศน์มุ่งสู่คุณค่าและความหมายทั่วไป บทสรุปและการแบ่งปันความบันดาลใจ ส่องสะท้อน การเติบโตงอกงามบนความเป็นตัวของตัวเองและการยึดโยง สำนึกผูกพันต่อสังคมและโลกกว้าง ผ่านปัญญาปฏิบัติ 

แนะนำแนวการประยุกต์ใช้ : 

(1) การปฏิบัติการและพัฒนาการเรียนรู้สังคมในสถานการณ์จริง ให้สามารถบูรณาการและยึดโยงกับสิ่งจำเป็นพื้นฐาน ตอบสนองการแแก้ปัญหาข้อจำกัด ให้เป็นโอกาสเสริมศักยภาพการจัดการและเพิ่มพูนปัจจัยปัญญาปฏิบัติของฐานรากสังคม ยึดโยงกับสิ่งพื้นฐานของมนุษย์ ด้วยมิติชีวิตจิตใจ อารมณ์ความรู้สึก สุนรียปัญญา สุขภาพ การศึกษาเรียนรู้ การมีความงอกงามตลอดห้วงชีวิต  (3) การวิจัยสื่อ วิจัยเนื้อหาเอกสาร และทบทวนระเบียงทรรศน์ทางสังคมร่วมสมัยหลากหลายแหล่ง เพื่อแสดงหน่วยปรากฏการณ์เชิงบทสรุปเรียบง่ายเป็นภาพรวมชุดมโนทัศน์ด้วยงานศิลปะสุนทรียปัญญา (4) การจำลองภาพและสร้างสรรค์จินตนาการจากข้อมูลและมิตินามธรรมในความรู้ จิตวิญญาณสังคมในวิทยาการความเจริญก้าวหน้าให้เห็นเป็นภาพ ก่อเกิดมณฑลเชื่อมต่อภาคความรู้ที่ยังขาดการเห็นความหมายและนัยสำคัญต่อโลกความจริง สู่การเกิดประสบการณ์เชิงประจักษ์ เห็นบทสรุปเชื่อมต่อกับภาวะความเป็นจริงชุดใหม่ๆ  (5) การวาดภาพและทำงานศิลปะพัฒนากระบวนการพหุลักษณ์ข้อมูล (6) การวิพากษ์เชิงสะท้อนสิ่งแสดงประสบการณ์เชิงประจักษ์ (7) การวิพากษ์พัฒนาการสื่อสารเรียนรู้ (6) การพัฒนาระบบวิธีคิดและแนวปฏิบัติการเชิงนโยบายระดับผู้นำเชิงปัญญา (8) การพัฒนาประเด็นและโจทย์การวิจัยจากฐานความเป็นจริงปฏิบัติ พหุระดับศึกษาค้นคว้า การพัฒนาการเรียนรู้จากฐานชีวิตและห้วงความสนใจในตน (9) การจัดแสดง สัมมนาเชิงปฏิบัติการ สร้างกระบวนการภาวนา สร้างจังหวะการวิเคราะห์ ทบทวน จัดระเบียบประสบการณ์และข้อมุลภายใน ให้สงบ ศานติ แยบคายลึกซึ้ง ละเอียดอ่อน ไวต่อความหมายและนัยสำคัญของพหุลักษณ์ข้อมูล กอปรด้วยเมตตากรุณา ตอบสนองต่อปรากฏการณ์และประเด็นสำคัญ ผุดบังเกิดและวิวัฒน์ประเด็นนำการพลวัต ที่ลึกซึ้ง สื่อสะท้อนความหมาย ความรู้สึกมีน้ำหนักได้ ดีกว่ากระบวนการทางเหตุผลของข้อมูลแบบลดทอนแต่เพียงลำพัง  

Key Word และงานเชิงทฤษฎีแนะนำ : การศึกษาประเด็นนัยสำคัญจากหน่วยกรณีจุลภาคและวิพากษ์ทบทวนเชิงทฤษฎีรอบด้านสู่ทฤษฎีทั่วไป Case Conference and Micro Critical Discussion / กระบวนการชุมชนปัญญาปฏิบัติความรู้ท้องถิ่น / Transdisciplinary Wellbeing-Health Aesthetic to QoL and Multi Basic-Needs Development / ทฤษฎีฐานราก / การวิจัยเชิงปฏิบัติอย่างมีส่วนร่วม / ศิลปะและสื่อในฐานะกระบวนการวิจัยและกระบวนการทางการศึกษา / Reflexive Methodology Research / Creative Content Analysis / กระบวนการศิลปะพัฒนาข้อมูลและการคิดสร้างสรรค์ / การวิเคราะห์พหุปัจจัยเชิงคุณภาพ / กระบวนการเชิงปฏิบัติการวิจัยพัฒนากระบวนการศึกษาและสื่อสาร / ทฤษฎีวิพากษ์ / ทฤษฎีเชิงสะท้อนคิดเชิงระบบ / ทฤษฎีเชิงวิพากษ์สัญญวิทยา / ทฤษฎีการศึกษาเชิงประสบการณ์ / ปรัชญามนุษยนิยมเชิงสารัตถะวิพากษ์ / กระบวนคิดเชิงระบบพหุปัจจัยสัมพันธ์ในงานนิพนธ์พุทธธรรม สมเด็จพระพุทธโฆษาจารยฺ (ป.ปยุตโต) / เกิดมาทำไม โดย พุทธทาสภิกขุ / มหรสพทางจิตวิญญาณ พุธทาสภิกขุ และเขมานันทะ / การภาวนาในกิจกรรมชีวิตและอริยาบทการเคลื่อนไหว / การอ่านคิดเขียนและวิพากษ์ทบทวน ปรึกษาตรวจสอบงานเชิงทฤษฎี หนังสือ ตำรา ดูงานศิลปะ อ่านงานวรรณกรรม สนทนาและเห็นโลกเห็นชีวิตจากพหุลักษณ์ผู้คน / Consultation Textbook Reading and Broaden Reading Base On Direct Wisdom Observation and Practice Consulting

หมายเลขบันทึก: 718432เขียนเมื่อ 8 มิถุนายน 2024 09:37 น. ()แก้ไขเมื่อ 8 มิถุนายน 2024 09:59 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (3)

May I say that I look at the picture and imagine what (I think) it says? The (text) explanations seem very strange to me in (big) words and (linking of many) ideas. The picture does link and combine ideas but it looks very comfortable and easy.

I don’t know how many (of the mass of) people can read the explanations. I think many even young children can read the picture.

I also have a question. Have there been any talks or attempts to use ‘arts’ in any medical/psychological ‘therapies’? This area is well-beyond my reach but I think arts can link to health from awareness (telling stories/design/art exhibitions), to prevention (healthy actions/ life styles), to therapy (healing/easing pains) and in age care and hospice. Government health services can benefit from including various aspects of arts in health procedures. Children hospital building, furniture, and decoration designs are on example. A bus-stop near nursing/age homes is another. I am sure if we talk and learn from experiences, we can come up with more arty health (or healthy arts?) ;-)

ประเด็นสนุก น่าสนใจ และเป็นประโยชน์มาก ทั้งสิ้นครับ ขอบพระคุณการแบ่งปัน สะท้อนคิด และให้ข้อสังเกตต่างๆ มากครับ อาจารย์………………………………………..งานชุดนี้ เป็นงานที่มีหลายอย่างประกอบกัน ในส่วนที่ประกอบกันขึ้นเพื่อเข้าสู่องค์ประกอบด้านศิลปะสุนทรียปัญญา ของมิติศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์ ที่จะกล่าวถึงมากว่าด้านอื่นในงานนี้ เพื่อแสดงการนำมาศึกษาทบทวน แบ่งปัน ทางวิชาการและอื่นๆตามแต่จะเห็นประโยชน์กันไปตามอัธยาศัย เป็นอีกมณฑลหนึ่งของพหุลักษณ์ปัญญาปฏิบัติและพหุลักษณ์สังคม ที่จะเห็นภาวะดังกล่าวนี้ได้จากสถานการณ์จริงอย่างผสมผสานและปฏิสัมพันธ์กันของปรากฏการณ์ทางสังคม ปรากฏการณ์ธรรมชาติ และพลวัตธรรมชาติแวดล้อมใหม่จาปการสรรสร้างของมนุษย์ ซึ่งเป็นภาวะสืบเนื่องของการผสานยึดโยง โน้มนำด้วยภาวะความลงตัวของการเสริมกัน เสริมพลังให้กับพลวัตของพหุปัจจัยให้ภาวะอีกด้านหนึ่งมีกำลังโดดเด่นขึ้นมามากยิ่งๆขึ้น ให้เกิดโอกาสอย่างใหม่และเห็นอีกแนวทางหนึ่ง ที่พอจะเห็นภาวะอันเป็นการหลุดพ้นข้อจำกัดอันเป็นปัญหาร่วมกันของสังคมในอดีต ที่มักจะติดกับดักอยู่กับ 2 ลักษณะ ที่ขอกล่าวถึงเงื่อนไขแวดล้อมและบริบทการจัดองค์ประกอบศิลป์ของสิ่งที่จำแนกได้ในอีกระนาบเป็น ‘ศิลปสุนทรียพลานามัย’ แล้วกลับมาชวนชมงานศิลปะข้างนอก กับการสำรวจเข้าไปในทัศนียภาพภูมิชีวิต ตกผลึกมวลพหุปัญญาจากทั้งหมดตลอดห้วงชีวิต และจากความใสกระจ่างเบาบางจากภาวะข้างใน ที่จะผุดพรายขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อศิลปะสุนทรียปัญญา อุปมาว่า พาดำเนินไปสถิต ณ ระเบียงทรรศน์สระอโนดาต แล้วนำเอาความลึกซึ้งแยบคาย อันหยั่งลึกสู่ฐานราก’ร่วมความต่าง’ ได้ดีกว่าเดิม และทัศนียภาพก็ทั่วถึงกว้างขวาง โอบอ้อมเผื่อแผ่ ครอบคลุมสิ่งต่างๆ ได้ยิ่งกว่าในภาวะทั่วไป ก่อเกิดปัญญาความพอดีถ่องแท้รอบด้าน ก่อนสร้างวงจรสะท้อนออกมาเป็นกิจกรรมปฏิบัติต่างๆในชีวิต ในภายหลังอีกทีนะครับ ขอขอบพระคุณเป็นเบื้องต้นก่อนในการชวนเสวนาครับ

การเห็นภาวะเงื่อนไข กรอบจำกัดให้แก้ปัญหาแบบสร้างปัญหา 2 ลักษณะที่จะเห็นในกระแสหลักทั่วไป ประการหนึ่ง ก็คือ ภาวะของการถูกกระทำของมนุษย์ จากความเหลื่อมล้ำ อยุติธรรม ขาดการเข้าถึงและขาดการใช้วิทยาการ ความรู้ เทคโนโลยี ที่เพียงพอ ซึ่งก่อให้เกิดภาวะทุพภิขภัย อุบัติภัยและเภทภัยอย่างผิดธรรมชาติของมนุษย์ในท่ามกลางยุคสมัยที่ไม่พึงเกิดขึ้น หากใช้มุมมองของท่านศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มากล่าวให้เข้าใจและพอเห็นนัยสำคัญ ก็คือ ‘….. ผมและเมีย (หน่วยพื้นฐานของระบบสังคมด้านการดำรงเผ่าพันธุ์และพึ่งพาอาศัยความแตกต่างระหว่างเพศของมนุษย์ - ผู้เขียน) ควรได้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม ที่ผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา เมื่อจะตาย ก็ขออย่าตายอย่างโง่ๆ ตายอย่างบ้าๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อขึ้น หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ (เป็นปัญหาที่คนอื่นสร้างขึ้น ผิดธรรมชาติ และผิดปกติไปจากสิ่งที่ดีกว่าที่เลือกสรรได้ของยุคสมัย-ผู้เขียน) ในภาวะดังกล่าวนี้ มักจะเกิดปรากฏการณ์แก้ปัญหาโดยสร้างปัญหาให้ถมทับทวีคูณ ก่อเกิดวิกฤติปัญหาอันร้ายแรงและหนักหน่วงกว่าเดิม ศักยภาพและโอกาสความงอกงามของมนุษย์และสังคมสูญสิ้นไปกับวงจรนี้มาก แต่ก็เหมือนไม่มีทางออก

ประการหนึ่งนั้น ก็ได้แก่ ภาวะของวิทยาการและกระบวนการจัดสรรองค์ประกอบต่างๆให้ตอบสนองจุดหมายเชิงระบบปิด มุ่งสู่สิ่งที่ใช้ความรู้ระบุความจำเพาะแล้วสร้างระบบปิดให้องค์ประกอบต่างๆ ประสานสัมพันธ์กันไปสู่สิ่งที่จำกัดเจาะจงไว้ สิ่งอื่นๆ ก็อยู่นอกระบบปิดไว้กับจุดหมายและขั้วการยึดโยงในลักษณะดังกล่าวนี้ ก็จะขาดการมองเห็น ถูกลดทอน และถูกขจัดออกไป กระบวนการดังกล่าว จึงมีธรรมชาติ เสริมการถือตนเองเป็นศูนย์กลางของโลกและทุกสิ่งบนความต้องการสะดวกสบายและการขยายกำลังความต้องการอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ ทำให้การพัฒนาไปข้างหน้า การขยายตัวของสังคม การพัฒนาการศึกษา การพัฒนาวิทยาการและเทคโนโลยีต่างๆของมนุษย์ เป็นการเพิ่มระดับการคุกคาม ทำลายล้าง ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม เผ่าพันธุ์อื่น รวมทั้งทำลายล้างตนเองของมนุษย์ ซึ่งก็เหมือนกับเป็นภาวะที่ไม่มีกำลังที่จะสามารถหันเหออกไปจากการเคลื่อนตัวทื่อๆไปสู่ภาวะดังกล่าวทั้งๆที่รู้นี้ของมนุษย์

สิ่งที่มีความเป็นมณฑลแห่งความงอกงามอย่างสูงสุดและเป็นองค์ประกอบพื้นฐานในทุกคนของมนุษย์ อยู่ในตนเองอย่างไม่จำกัด มีความสำคัญมากที่จะต้องพัฒนาระบบวิธีคิด ออกแบบวิธีวิทยา สรรกระบวนการปฏิบัติ ไปให้รอบด้าน เช่น สุขภาพ ศิลปะ กระบวนการทางการศึกษาเพื่อความงอกงามเติบโตด้วยการเรียนรู้ การสื่อสารเพื่อสร้างสังคมและจัดความสัมพันธ์กับรอบตัว สิ่งเหล่านี้ มีองค์ประกอบเป็นภูมิชีวิตและเป็นมณฑลสุขภาวะพหุลักษณ์สังคมของมนุษย์ทุกคนอยู่ในตนเอง ไม่เกี่ยวว่าจะเป็นชนชาติไหน วัยใด รวยจนหรือไม่ มีไม่มีการศึกษาอย่างไร ศิลปะสุนทรียปัญญาที่งดงามดีงามสำหรับคนไทย ก็ต้องให้ความงดงามดีงามแก่ผู้คนในสังคมอื่นๆได้หมด โรคภัยและภาวะธรรมชาติของชีวิต ก็ไม่เกิดและหยุดตามแนวชายแดนกางกั้นหนึ่งใด แต่เกิดกับทุกคน การเห็นสิ่งต่างๆ และก่อเกิดความหมายความดีงาม ได้การเติบโตงอกงามไปในวิถีแห่งตนของมวลมนุษย์ ก็จำกัดกะเกณฑ์ไม่ได้ เหล่านี้เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่กล่าวถึงและรู้กันอยู่ทั่วไป ผมนำมาประกอบการที่จะกล่าวถึงอีกมิติ ที่จะทำให้เห็นสัญญาณขององค์ประกอบด้าน ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ ที่จะหาไม่ได้จากภาคประกอบสร้างเชิงเดี่ยว แต่จะเป็นมณฑลชีวิตสังคมและภาวะปัญญาหมู่ของทุกคน ที่จะต้องสร้างสรรค์ ‘องค์ประกอบศิลปะสุนทรียปัญญา’ และ ‘กระบวนการปัญญาปฏิบัติ’ ขึ้นมาเป็นองค์ประกอบชีวิต แล้วค่อยกลับมากล่าวถึงบางประเด็น เกี่ยวกับ ‘ภาพ’ (Image - None Text) กับ ‘ตัวบทและสารัตถะเนื้อหา’ (Text-None Image Verbal Symbolic System ) และการปฏิบัติหลากหลายต่างๆ ที่แม้นเป็นสิ่งเดียวกัน แต่จะสามารถเห็นมิติคุณค่า ความหมาย นัยสำคัญ และสาระสำคัญ ที่ไม่เหมือนกัน อันเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นจากองค์ประกอบแยกส่วนย่อยดังทั่วไป แต่จะสามารถเห็น หยั่งประมาณ เห็นความสัมพันธ์เชิงระบบกว้างใหญ่ จากระเบียงทรรศน์และนั่งร้านวิทยาการ (ซึ่งในที่นี้ คือ หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติต่างๆ ที่แนะนำไว้ ให้สามารถลองทำและพิสูจน์ด้วยตนเองได้ ในระดับอ่อนแก่ต่อเนื่องพัฒนาการกันได้จาก 0-100 จากขั้วยึดโยงอันต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพื่อเห็นแนวการพัฒนาหลักเกณฑและวิธีวิทยาต่างๆ ของการนำไปสู่พหุมิติความสัมพันธ์ สำหรับเสริมพลังการพลวัตก่อเกิด มิติและมณฑลที่ 3 ในขอบข่ายที่จะดำเนินไปได้ของ ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์ Art-Science Culture Wisdom Practice for Cummulative Evolution ที่จะสามารถทำได้ไปตามอัธยาศัย ตั้งแต่ดูรูปเพลินๆ สบายๆ ไปจนถึงอ่านแบบนักวิจัยหลังปริญญาเอก และนักทฤษฎีปฏิบัติการ ที่สามารถสร้างความรู้และวิทยาการใหม่ๆ ยกระดับประเด็นร่วมกันข้ามพรมแดนพหุวิทยาการ ไปพร้อมกับสามารถสำรวจ พัฒนาวิธีวิทยาและวิธีเรียนรู้ในแดนใหม่ๆ เดินแบกจอบไขน้ำเข้านา ด้วนรู้ตำแหน่งที่เหมาะสมว่ารอยจอบเดียวแต่สามารถเปลี่ยนพลังมหาศาลของมวลน้ำ แปรพลังการบ่าทำลาย ให้กลับเสริมกำลังปัจจัยถิ่นฐานเป็นความอุดมสมบูรณ์ชุ่มชื่นหล่อเลี้ยงพืชพรรณและมวลชีวิตให้งอกงาม แบบการเรียนรู้มวลชนบนความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องเห็นตามกันอย่างสำเร็จรูป ได้ทั้งสิ้นครับ

เนื้อหามากมายที่เห็นนั้น เป็นข้อมูลและรายละเอียดเชิงเทคนิคเกี่ยวกับภาพเพียงนิดเดียว 2-3 บรรทัดเท่านั้นครับ

ส่วนที่เห็นอีกเต็มพรึ่ดนั้น เป็นเรื่องราวที่ไม่เกี่ยวกับภาพและการดูภาพเลย แต่จะเป็นวิธีเข้าใจกระบวนการหลายอย่าง ของสิ่งที่ผมเรียกว่า ศิลปะสุนทรียปัญญา สำหรับกระบวนการทางการศึกษา สร้างห้องปฏิบัติการฝึกฝนในจินตนาการ เพื่อช่ำชองต่อ… (1) การสดับชม อย่างไม่จมสู่กับการคิดอ่าน (2) การอ่านคิด โดยไม่ติดกรอบ และ (3) พลวัตก่อเกิดอิสรภาพความงอกงาม … สำหรับจำลององค์ประกอบที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง ให้เห็นภาพไปด้วยกัน สามารถเข้าสู่ห้วงความสนใจหลากได้อย่างไม่จำกัด ที่จะสามารถผุดภาวะการสะท้อนยึดโยงถึงกัน และแผ่กระจาย ขยายออกไปสู่สิ่งสำคัญต่างๆ ได้อีกมากมายครับ นับแต่การจัดวาดรูป จัดแสดง เขียนเนื้อหาเรื่องราว สื่อสาร ไปจนถึงกระบวนการทางการศึกษาและกระบวนการทางวิชาการขั้นสูง การสร้างนักวิจัย การพัฒนาวิธีวิทยาพหุลักษณ์ข้อมูล โดยเฉพาะการยึดโยงกระจายตัวพัฒนาการและงอกงามขึ้นจากฐานชีวิต ฐานรากของสังคม สะท้อนเชื่อมโยงและเสริมพลวัตในระดับมหภาคได้ของพหุภาคส่วนสังคม ซึ่งจะมีปัญญาปฏิบัติ นำพลวัตของสังคมด้านที่จะสามารถพ้นกรอบจำกัดไปสู่อีกภาวะความลงตัวของสุขภาวะพหุลักษณ์มิติผสมผสานลงในหน่วยสุขภาวะมูลฐานของชีวิต โดยเฉพาะในด้านที่เป็นองค์ประกอบชีวิตและเป็นพื้นฐานในธรรมชาติชีวิตของมวลมนุษย์ และทุกคนสามารถเรียนรู้จากปัญญาปฏิบัติต่อสิ่งจำเป็นที่เผชิญ ให้สามารถยกระดับพัฒนาขึ้นอย่างไม่หยุดนิ่งไปตลอดห้วงชีวิตได้ เช่น สุขภาพ ศิลปะ การสื่อสาร การศึกษาเรียนรู้ เป็นต้น ซึ่งนอกจะก่อเกิดผลดีและส่งผลต่อวิวัฒนาการตนเองเชิงระบบ ของอีกหลายอย่างได้

คนที่จะอ่านและดูงานศิลปะแบบนี้ ก็จะมีครับ แต่ไม่สามารถเจาะจงและระบุได้ว่าอยู่ในและเมื่อใด ในภาวะใด แต่โดยมากก็จะมีคนสองคน แต่มักจะเป็นคนส่วนน้อยที่สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆแก่มวลชนหมู่มากอย่างไม่จำกัดครับ เช่น เป็นนักวิจัย เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นนายอำเภอนักปกครอง เป็นนักเรียนนักศึกษา เป็นเด็กน้อยก็มีครับ เป็นปราชญ์ชาวบ้านผู้สูงวัย เป็นหมอเดินดอย เป็นนักธุรกิจ เป็นนักวิจัยปริญญาเอก เป็นสื่อมวลชนและนักสื่อสาร เป็นศิลปิน สุนทรียปัญญากรหลากหลายสาขา ได้เจอทุกแบบอย่างไม่จำกัดครับ แต่จะมีลักษณะร่วมกันของปัญญาปฏิบัติ ซึ่งทำให้ผมและเครือข่ายคนจำนวนหนึ่ง พยายามระบุ และศึกษา สร้างสื่อเนื้อหา ทำให้เป็นที่ปรากฏ และเรียกว่า ‘สุนทรียปัญญากร’ WAC Artist / Scientist เพื่อให้เห็นความแตกต่างและแสดงให้เห็นได้ว่ามีชุมชนปัญญาปฏิบัตินี้อยู่เบื่องหลังพลวัตสังคมในอีกแบบแผนหนึ่ง ดังที่ผมกล่าวมาข้างต้น คร่าวๆ ที่นึกเอาฉับพลันได้ ก็คือ (1) เป็นนักอ่านและนักสดับฟัง อ่านอย่างไม่จำกัดตายตัวแต่จะเพาะประโยชน์เฉพาะหน้าของตน (2) มีหลักวิชาชีวิตเป็นตัวของตนเอง ถ่องแท้ แบ่งปัน และสะท้อนลงสู่กิจกรรมชีวิตจริงรอบด้าน (3) มีสุขภาวะมูลฐานของชีวิตเป็นต้นทุน ทุนต่อทุนความมั่งคั่งทางปัญญาปฏิบัติ (4) เป็นนักการศึกษา พัฒนาการสื่อสารเรียนรู้มวลชน กระจายตัวงอกงามขึ้นจากฐานชีวิตตน ด้วยวิธีการดูแลตนเองไปด้วย (5) เป็นนักสร้างสรรค์ พัฒนาตนและให้โอกาสสร้างคน จรรโลงความงอกงามของชีวิต ของตนเอบง ผู้อื่น และสังคม ตอบสนองวาระสังคม ยึดโยงกับ สำนึกต่อสังคมและโลกกว้าง ในหลายขอบเขต

รูปนี้ ใช้เวลาปลูกมะละกอ 3 ปี เพื่อเขียนถ่ายทอดองค์ประกอบภูมิชีวิต ส่วนหนึ่งของเชิงระบบสุขภาวะนิเวศและสุขภาวะมูลฐานในบ้าน เมื่อเริ่มสุก ก่อนการผลิตอาหารและบริโภคทางวัตถุ ก็นำมาถ่ายทอดเปลี่ยนผ่านไปสู่ต่อคุณค่าและมูลค่าบางอย่าง ที่ได้ข้อมูลพหุลักษณ์และของจริงแสดงการก่อเกิดขึ้นได้ด้วยองค์ประกอบสุนทรียปัญญาและศิลปะการสรรสร้างของมนุษย์ และได้งานศิลปะชิ้นหนึ่งนี้ ประหนึ่งเป็นประจุมวลปรากฏการณ์ ตรงตำแหน่งการเชื่อมต่อพลวัตของพหุมิติที่ต่างกัน ให้สามารถท่องแดนสำรวจและหยิบยกสิ่งต่างๆ มากล่าวถึงประกอบกันไว้ได้ ให้เป็นหน้าต่างประตูทะลุมิติต่างๆ ด้วยปัญญาการร่วมสร้างตามหลักเกณฑ์และวิธีการต่างๆที่ค่อยๆเห็น สามารถย้อนกลับสำรวจสิ่งที่มีในตนและพิสูจน์ตรวจสอบสร้างปัญญาปฏิบัติบนความงอกงามของตน ให้แตกต่างออกไป ไม่ต้องทำแบบเดียวกัน แต่สามารถถักทอยึดโยงระดับภูมิปัญญาและกระแสธารของภูมิชีวิตได้ ขณะที่เขียน ก็มีเด็กน้อยลูกหลานข้างบ้านมาเฝ้านั่งดู บางวันก็จะถือหนังสือ เครื่องดนตรี และงานฝีมือ เดินมาวาดรูป คุย และเล่นปัญญาปฏิบัติศิลปะนี้กับผม พาผมเดินไปยังอีกหลายมิติในโลกและภูมิชีวิต ที่ผมเองก็ไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยได้ประจักษ์ รูปฟอร์มและรุปการณ์ความลงตัวอยู่ในหน่วยชีวิตเล็กๆอย่างนี้ว่า ชุดมโนทัศน์เชิงสรุปสังเคราะห์และสร้างขึ้นเสียใหม่ให้เหมาะสมทัดเทียมในระดับผสานหลอมรวม เป็นคลื่นพลวัต ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ ของการก่อเกิดคุณภาพพลเมืองประชากรและศักยภาพเชิงระบบอีกแบบแผนหนึ่งของสังคม การจะเข้าถึงมิตินี้และสร้างวงจรเชิงประจักษ์อย่างเป็นระบบได้ในอีกความหมายหนึ่ง บูรณาการผสานพหุปัญญา พหุลักษณ์วิทยาการ อันเป็นรากฐานวิทยาการและเทคโนโลยี ตลอดจนแก่นวิธีคิด ยึดโยงองค์ประกอบพื้นฐานที่สุดจากองค์ประกอบชีวิต จิตใจ ของมวลมนุษย์ โดยเฉพาะจะสามารถส่องสะท้อนปัญญาปฏิบัติและภูมิวิทยาการคัดสรรได้จากฐานพัฒนาหลายอย่างที่แสดงให้เห็นได้จากสังคมไทย มองให้การมองออกไปสู่ทัศนียภาพโลกกว้างจากระเบียงทรรศน์ของไทย ศิลปะสุนทรียปัญญา งานสรรสร้าง สื่อของจริงที่มีอยู่ในรากฐานพัฒนาการของสังคมไทย ซึ่งจะได้ความงดงามที่แตกต่าง เป็นผลดีมากขึ้นอย่างไม่จำกัด และย้อนกลับมาเสริมพลังสิ่งดีจากฐานสังคมตนเองของสังคมไทย ซึ่งก็เหมือนเป็นการได้ดูแลตนเองด้วย เป็นการเขียนระบายดินสอให้เห็นชีวิตจิตใจร่วมสรรสร้างโลกและสังคมในทุกสิ่ง และส่องสะท้อนเห็นการสรรสร้างโลก สังคม และทุกสิ่ง ที่เป็นระบบสัมพันธ์เกื้อหนุนกัน ให้เห็นและรู้สึกได้จากภาวะเชิงประจักษ์แจ้งแก่ตนเอง ด้วยมวลปัญญาปฏิบัติ ภายในและภายนอกตนเองของมนุษย์

ผมเน้นสิ่งที่ผมได้มีส่วนใกล้ชิดและเกี่ยวข้องทางการปฏิบัติโดยตรงเป็นหลักเป็นลำดับความสำคัญแรก ตลอดสายธารนับแต่ระดับสากล ระดับชาติ ระดับนโยบาย ทฤษฎีแนวคิด ลงไปจนถึงหน่วยฐานรากของสังคม เพื่อแสดงให้เห็นการสามารถเข้าถึงได้ในทุกคน ทุกงาน ทุกกิจกรรมชีวิต รวมทั้งหากพ้นจากตนเองที่พึงทำแล้ว หลายอย่างก็ไม่มีผู้อื่นจะมีข้อมูลทางตรง เลยก็จะดูจากมิตินี้ก่อน โดยเฉพาะในองค์ประกอบที่สังคมวงกว้างให้ความเชื่อมั่นและเป็นที่รู้จักดีอยู่แล้ว การนำเอาปัจจัยปัญญาปฏิบัติเบื้องหลัง มาศึกษาตรวจสอบ ถ่ายทอดจากองค์ประกอบของจริงที่หลุดออกจากกรอบเนื้อหาแยกส่วนเข้าไปอยู่ในหน่วยชีวิตที่ใครก็หยั่งเทียบเคียงกับใจเขาใจเราของตนเอง สามารถลงมือพิสูจน์กับของจริงในชีวิตและการเดินเข้าสู่มณฑลเปิดกว้างของสังคมด้วยตนเองได้ โดยเฉพาะด้านปัจจัยส่งเสริมการพัฒนาสุขภาพชุมชน การสาธารณสุขมูลฐานของประเทศไทยและนานาชาติ การศึกษาและการเรียนรู้มวลชนเพื่อการพัฒนา โดยเฉพาะในแนวทาง School-Local Community Base Wellbeing-Healthy Development ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และการพัฒนาพัฒนาผู้บริหารการศึกษาอย่างบูรณาการ จากฐานสุขภาวะมูลฐาน สุขภาวะนิเวศ และเศรษฐกิจพอเพียง จากปัญญาปฏิบัติของชุมชน เหล่านี้ ก็จะใช้เป็นหน่วยข้อมูลเชิงประจักษ์เปิดพรมแดนพหุมิติอย่างไม่จำกัด ครับ เลยก็จะเป็นศิลปะ สื่อ ปัญญาปฏิบัติและวิธีวิทยาพหุวิทยาการ ที่จะเรียกอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่มีใช้กันอยู่แต่เดิมก็จะเอาไม่อยู่ ไม่ครอบคลุม อีกทั้งจะทำให้ผู้ที่ไม่ได้ติดตามศึกษาด้วยสับสน ระบบต่างๆ ที่มีวิธีการจัดเข้ากลุ่มตามรายการของสิ่งที่มีอยู่ ก็จะรู้จักเพียงสิ่งเดิม แล้วคัดทิ้งสิ่งที่อ่านไม่ออกไปเสีย ก็เลยจะเต็มไปด้วยการแสดงและยึดโยงหลายอย่างไปด้วยกันเท่าที่พอจะทำได้ เหมือนทำหน้าที่เก็บรวบรวม รายงาน บันทึก สื่อสาร ถ่ายทอด ส่งสัญญาณบอกกล่าวไว้ ส่วนจะเกิดประโยชน์โภชนผลต่อใครในลักษณะใดนั้น ก็หมดหน้าที่ชีวิตของเรา ไปอยู่ที่การปฏิบัติการเชิงวิจัยของผู้อื่นเองว่าจะใช้ทำอะไรด้วยตนเองได้

ขออนุญาตด้วยความเคารพ ได้ถือโอกาสอภิปราย เสวนา และบันทึกไว้เป็นข้อมูลไปด้วยเลยครับ สะดวกและเข้าสู่เรื่องเชิงลึกได้ดีกว่าไปบรรยาย และก็มักจะได้ประโยชน์ทั้งของตนเองและผู้อื่นที่เกี่ยวข้องได้มากเสมอครับ นักศึกษาที่เคยเรียนและ Advisee ก็ได้อ่านได้ปรึกษา ครูอาจารย์ เพื่อชุมชนวิชาการ ครูอาจารย์ผู้เคารพนับถือ ก็มีเวทีวิชาการที่เป็นหอศิลป์สังคมด้วยให้ได้ติดตามอ่านและสดับชมเหมือนมีสื่อวาไรตี้ ‘วิทยาการศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ ผู้คนทำงานระดับที่ลึก รอบด้านการัดสินใจ กำกับวาระ ดูแลนโยบายและอยู่กับระบบส่วนกลาง ที่ใส่ใจกับชายขอบและฐานรากสังคม ก็จะมีสื่อเชิงวิชาการ ที่ลึก รอบด้าน มองจากพหุลักษณ์ข้อมูล ซึ่งหลายมิติก็เชื่อว่าจะไม่ค่อยมีคนเข้าถึงได้ เป็นข่ายใยประสาท สำหรับการเห็นทั่วสถานการณ์ ความเป็นจริง เห็นโอกาสและเกิดความบันดาลใจใหม่ๆ โดยไม่ติดอยู่กับกรอบจำกัดที่ทำให้ลงพื้นที่เข้าถึงไม่ได้ในอีกหลายด้าน ผมเองก็ได้เห็นโลกกว้างจากฐานการแบ่งปันออกไป ต่างเชื่อมโยงและเสริมพลังกันได้อย่างดีเสมอ เดี๋ยวจะเขียนต่ออีกในประเด็นย่อยอื่นๆ ครับ

พอดีส่วนย่อย เพิ่มพูนส่วนรวม พึ่งพาอาศัยงอกงามร่วมทุกข์สุขกัน
Discipline of Mutually to Fit for All Contextuality Design Concepts : การงอกงามกระจายตัว บนมรรควิถีพลวัตแห่งปัญญาปฏิบัติจากฐานชีวิต
กับการเห็นระบบเปิดรับ ผสานเสริม ส่งผ่าน และพลวัตด้วยกันพหุปัจจัยอย่างวิพากษ์ทบทวน วัด ชั่งน้ำหนัก หยั่งประมาณ พิสูจน์ ด้วยหลัก Max Min Con ……………………………….การมีองค์ประกอบแห่งชีวิตและการดำเนินไปให้งดงามเต็มศักยภาพแห่งตนตลอดห้วงชีวิตบนโลกของทุกคนของมวลมนุษย์นั้น ล้วนแวดล้อมไปด้วยพลวัตปัจจัยรอบด้านที่มนุษย์จะเลือกและกำหนดเองไม่ได้ สังคมมนุษย์มีวิธีเผชิญกับความเป็นจริงดังกล่าว 3 แบบแผนที่สำคัญโดยสรุป คือ (1) จัดความสัมพันธ์การยอมจำนนต่อธรรมชาติและสิ่งที่ตนเองไม่รู้ (2) ทำลายล้างนำเอาธรรมชาติและสิ่งที่ตนเองไม่รู้มารับใช้ความต้องการของตน (3) สร้างสติปัญญาและพัฒนาระบบความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันของมวลมนุษย์ พหุลักษณ์สังคม และธรรมชาติ ทุกแบบแผนยังคงผสมผสานอยู่ในทุกสังคมและในทุกคน แต่ในระยะหลายพันปีที่ผ่านไปนั้น สังคมและอารยธรรมต่างๆของมนุษย์ได้เกินความอิ่มตัวในความสามารถเอาชนะความไม่รู้ พัฒนาตนเองเป็นนายธรรมชาติ แข่งขันไม่และช่วงชิงการได้เปรียบปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่กลับพากันทวีคูณภาวะวิกฤติและการล่มสลายรอบด้าน กระทบถึงกันทั้งหมด เกินความสามารถที่จะแก้ไขแต่โดยลำพัง แบบแผนที่ 3 จึงกำลังเป็นที่ต้องการ การสร้างพหุปัญญาในพหุวิทยาการ เรียนรู้สร้างปัญญาหมู่และสรรทางเลือกปัญญาปฏิบัติร่วมกันในทุกขอบเขตของมนุษย์

นัยสำคัญของแบบแผนที่ 3 นี้ก็คือ มุ่งเน้นต่อการเห็นสิ่งที่มีอยู่ในตนเอง ไม่เพียงคุกคามเอาแต่ภายนอก และไม่เพียงถือขั้วอำนาจหนึ่งใดที่ตนเองเข้าถึงอย่างได้เปรียบ กระจายการผลิตซ้ำลงไปบนความแตกต่างหลากหลาย ปรับสังคม ธรรมชาติ และระบบภายนอก ให้รวมศูนย์สู่ขั้วการได้เปรียบกันและกัน แต่วิวัฒน์สู่การเรียนรู้ภายนอกที่ตนเองไม่รู้ แล้วส่องสะท้อนการต่างปรับตนเองให้เหมาะสม สมดุลการลงตัวเพียงพอไปด้วยกัน วิทยาการและภูมิชีวิตของสังคมในการ ‘เดินเข้าสำรวจสินทรัพย์และศักยภาพภายในของมนุษย์’ และแปรสู่ปัญญาปฏิบัติ ซึ่งจะมีอยู่ในตนเองทั้งจากวิวัฒนาการของมนุษย์ทุกคน และในทุกพหุสังคมวัฒนธรรม รวมทั้งความสามารถแบ่งปัน ชี้นำ น้อมนำความพอดี พอประมาณ ของการแข่งขันและความร่วมมือ ต่างเป็นปัจจัยองค์ประกอบความเจริญงอกงาม เป็นเพื่อนร่วมทุกข์สุข พาพ้นอุบัติภัยมากมายที่เกินกำลังและส่งผลทำลายตนเองของมวลมนุษย์ได้ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก การมองไกลทั้งโลกและตลอดสายธารวงจรวิวัฒน์ร่วมกันด้วยระเบียงทรรศน์ความแยบคายเมตตาเผื่อแผ่ของท้องถิ่น เลือกสรรปัญญาปฏิบัติต่อวาระปัจจุบัน ให้บรรลุมรรคผลพอดีตน พอดีบริบทความจำเป็น และด้วยวิธีการอันมีนัยสำคุณต่อการจรรโลงโลกกว้างอย่างไม่จำกัดกาล เป็นสิ่งที่พึ่งได้อย่างมั่นคงยั่งยืนที่สุด ซึ่งหลายอย่างในสังคมไทย จะมีมิติดังกล่าวนี้ รวมทั้งการก่อเกิดการรวมตัวและจัดระเบียบใหม่ต่างๆของสังคมโลก หากสังเกตและใคร่ครวญดูก็จะเห็นได้ว่าได้มุ่งน้อมนำไปในแนวทางนี้ โดยเฉพาะภายหลังวิกฤติโรคระบาด อุบัติภัย สงครามบานปลายในอนุภูมิภาค การผันผวนล่มสลายรอบด้าน ที่เกินความสามารถเผชิญได้ด้วยแนวปฏิบัติแบบเดิมจากระบบต่างๆของมนุษย์ แม้สังคมโลกได้เข้าสู่ยุคสมัยความฉลาดล้ำของ AI ระบบปัญญาประดิษฐ์แล้วก็ตาม แต่ความเป็นชีวคอมพิวเตอร์ของชีวิต (Human Being as Most Creative Bio-Computer) ความสามารถทั้งหมดรวมกันของระบบความฉลาดล้ำก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ ก็สร้างคุณสมบัติของชีวิตได้เล็กน้อยเพียงในส่วนเสี้ยวของบางอย่างเท่านั้น

ปัญญาเพื่อความเจริญงอกงามและสร้างเสริมวิวัฒนาการในภูมิชีวิตของมวลมนุษย์อีกจำนวนมากเพื่อแบบแผนที่ 3 จึงอยู่ภายในธรรมชาติของชีวิต ภูมิชีวิต และองค์ประกอบพื้นฐานของชีวิตในสายธารวิวัฒนาการอันยาวไกลสุดประมาณของมวลมนุษย์ อันเต็มไปด้วยพรมแดนแห่งความไม่รู้ ต้องกำหนดรู้ด้วยปัญญาปฏิบัติ น้อมใจ น้อมองค์รวมเชิงระบบต่อความละเอียดอ่อน ประจักษ์ได้ต่อสิ่งเบาบางเกินการวัดประมาณทางวัตถุแต่เพียงลำพัง สะท้อนการสรรสร้างกับระบบปัญญาภายนอก นั่นเอง

ในแบบแผนที่ 3 ดังประการหลังนี้ จะเป็นมณฑลการผสานยึดโยงก่อเกิดมณฑลภาวะมิติใหม่ของสังคม เสมือนเป็นสัญญาณชีพอันแผ่วเบา สามารถเห็นและสรรปัญญาปฏิบัติ เสริมพลังความงอกงามได้ ด้วยพลวัตแห่ง ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ ผสานยึดโยงพลังเสริมสร้างกันของพหุระบบ ข้ามพรมแดนแห่งพหุปัญญาวิทยาการ และกระจายการก่อเกิดขั้วความงอกงาม เกื้อหนุนมณฑลแห่งความพอดีส่วนย่อย เพิ่มพูนส่วนรวม พึ่งพาอาศัยงอกงามร่วมทุกข์สุขกัน หยั่งถึงฐานรากภูมิชีวิตของสังคม ตอบสนองวาระปัจจุบันด้วยท่าทีอย่างใหม่อันมุ่งสู่ปัญญาปฏิบัติร่วมกัน และสั่งสมต้นทุนน้อมนำการสามารถวิวัฒน์เชิงระบบในตนเองให้มุ่งไปสู่อนาคต ลดวิกฤติการทำลายล้างเบียดเบียนคุกคาม เพิ่มพูนความสมดุลจัดสรรกระจายตัวหลากหลายทิศทาง และยกระดับการมีกำลังวิวัฒน์ ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ เสริมพลังสัญญาณชีพมณฑลสังคมแห่งพหุปัญญาวิทยาการ เพิ่มพูนโอกาสการบรรลุผลสังคมแห่งความสงบสุขศานติและแบ่งปันความพอดีต่างๆได้ดียิ่งๆขึ้น

การพัฒนาวิธีวิทยาปัญญาปฏิบัติ เพื่อดำเนินไปในแนวทางดังกล่าวนี้ ยอมรับภาวะความเป็นจริงของธรรมชาติ ในการยึดโยงขั้วความต่างในหลายแบบแผนเกินภาวะการกระจายแยกส่วนเชิงระบบของสังคมในอดีต เปิดสู่ความกว้างขวางทั่วถึง มากกว่าการพยายามลดทอนและกำกับควบคุมสู่ขั้วยึดโยงอำนวยความสะดวกเพียงตอบสนองการจำกัดการรับรู้และมุ่งประโยชน์อย่างจำกัดจำเพาะส่วนของมนุษย์ จึงเต็มไปด้วยสิ่งที่จะต้องเรียนรู้และสร้างพหุปัญญาหมู่เข้าเสริมกำลังกัน ความรู้และวิทยาการที่มุ่งสรุปสู่หลักเกณฑ์ทั่วไป จะสามารถสร้างระบบอันมีประสิทธิภาพได้ในภาพรวม จึงต้องการการเรียนรู้สำหรับดำเนินไปด้วยกันในหลายแบบแผนและหลายทิศทางไปในเวลาเดียวกัน ให้ครอบคลุมได้หลายมิติ ทั้ง (1) การกระจายถ่ายทอดสิ่งที่พึงมีพึงเป็นได้ของยุคสมัย แปรทฤษฎี แนวคิด แนวนโยบาย ความคาดหวังร่วมกัน ไปสู่การเพิ่มพูนมรรคผลปฏิบัติ หรือ Text to Image, Image to Text of Social Realities เป็นระบบกำกับแนวดิ่ง ทางเดียว (2) การเข้าถึงการปฏิบัติพอดีตน กระจายไปตามขั้วความหลากหลาย ทั่วถึง เท่าเทียม สะท้อนสร้างระบบส่วนรวม เป็นระบบบูรณาการ ผสมผสานทุกทิศทาง (3) การปฏิสัมพันธ์ ทวีคูณการเรียนรู้ สร้างสรรค์ปัญญาหมู่ วิวัฒนาการระบบเสริมพลังก่อเกิดมณฑลพหุลักษณ์การยึดโยงกันบนความงดงามลงตัวใหม่ บนความเป็นจริงของ Unknow Wisdom Practice อย่างเป็นระบบ

การจำลองภาพปฏิบัติการทั้งหมด มาสู่การแสดงให้เห็นขอบข่ายปริมณฑลแห่งจินตภาพ การยึดโยงและสรรชุดปฏิสัมพันธ์ถึงกันรอบด้านให้งดงามได้จากพหุปัจจัยอย่างไม่แน่นอนและมีส่วนที่คาดหวังให้ตายตัวได้ น้อยกว่าการต้องดำเนินไปด้วยความไม่รู้แต่ด้วยมรรควิถีแห่งปัญญาปฏิบัติ ดังพอจะแสดงฉากรับปรากฏการณ์ และแสดงมณฑลแห่งจินตภาพการยึดโยงได้ในศิลปะและวิธีวิทยาเชิงปฏิบัติการนี้ ความรู้ใหม่และวิทยาการต่างๆ จึงมีฐานะเพียงเป็นเครื่องมือและวิธีการชั่วคราว ในบริบทและสถานการณ์เงื่อนไขจำเพาะบางกรณีเท่านั้น สิ่งที่ยังขาดหายและจะสามารถช่วยกันประกอบสร้างได้จึงอยู่ที่การแสดงความรู้วิธีเรียนรู้ ความรู้หลักเกณฑ์ วิธีสร้างและพิสูจน์ ที่ได้ใช้ รวมทั้งความรู้เชิงสะท้อนบอกกล่าว ส่องทางกันและกันจากระเบียงทรรศน์และความเป็นจริงของการดำรงอยู่ในภาวะต่างๆ อันแตกต่างกัน ดังนั้น ความรู้เชิงหลักเกณฑ์ และแนวปฏิบัติ ใน ‘การเดินป่า’ และ ‘สำรวจนอกพรมแดนการรู้จัก’ หาสิ่งที่ ‘ไม่ใช่’ การผลิตซ้ำวิกฤติปัญหาแบบที่พึงหลุดพ้นทั้งเชิงระบบและเชิงจุลภาคการปฏิบัติในกิจกรรมชีวิต โดยที่ต่างก็ล้วนไม่รู้อย่างตายตัวกันทั้งนั้นว่าจะต้องอย่างไร จึงจะมีธรรมชาติการอออกแบบ จัดองค์ประกอบ ผสมผสานกันของปัญญาปฏิบัติ Basic Research / Applied Research / Experimental Research / Retrospective Research และอื่นๆ รวมทั้งมิติสุนทรียปัญญา ศิลปะ สังคม มานุยวิทยา และวิทยาการด้านจิตใจ หรือทั้งหมดที่เป็นเครื่องมือสร้างการคิดและเลือกสรรปัญญาปฏิบัติของมนุษย์ ที่จะต้องเรียนรู้และพัฒนาให้ใช้ได้ผลดีไปด้วย ที่ประกอบกันขึ้นเป็นมณฑลและสนามขั้วการยึดโยงกันของ Arts -Science สะท้อนยึดโยงสู่หน่วยปฏิบัติการและฐานชีวิตในระดับต่างๆ แนวทางที่มุ่งตอบสนองภาพรวมด้วย และมุ่งบรรลุผลความพอดีในระดับความหลากหลายด้วย พร้อมกันไปอย่างนี้ เป็นสิ่งจำเป็นในระบบปฏิบัติการ ผลความเป็นจริงทางการปฏิบัติ ประการหนึ่ง องค์ความรู้และความเป็นจริงที่ได้แต่ไม่จำเป็นต้องเชื่อตามกันและผลิตซ้ำตามกันอย่างสำเร็จรูป ใช้เพียงเป็นตัวอย่างหยิบยกการประจักษ์จริงเพื่อลดช่องว่างการรับรู้หลากหลาย อีกประการหนึ่ง และการแนะนำบอกกล่าว ‘หนทางเดินผ่าน’ ‘ทัศนียภาพที่ผ่านการสำรวจเห็น’ ‘ความงดงามอลังการฉายฉานแห่งศิลปะ’ ให้กำลังความงอกงามมากมายแก่มวลชีวิตและลดภาวะเบียดเบียนคุกคามทำลายล้าง เหล่านี้ ด้วยการบอกเคล็ดวิชา หลักเกณฑ์ และแนวปฏิบัติ ที่จะช่วยยึดโยงกับฐานชีวิตและสิ่งขาดหายหลายอย่างในระบบ ให้เชื่อมโยงกับวิธีการเชิงปฏิบัติการพหุปัญญา และจะเอื้อต่อการมีส่วนร่วมได้อย่างไม่จำกัดของผู้คนหลากหลาย ด้วยขนบและวิธีการที่ต้องออกแบบใหม่ตลอดเวลาให้เหมาะสม จึงเป็นหนทางที่ดีอย่างหนึ่ง จึงแสดงไว้ให้ครอบคลุมที่สุดตั้งแต่ 0-100 ระดับเลยทีเดียว และหลักเกณฑทั้งหมดนี้ จะออกแบบสร้างสรรค์ด้วยบริบทหลากหลาย พัฒนาการเรียนรู้ สร้างความรู้วิธีวิทยาสร้างความรู้ใหม่ และสร้างศิลปะสุนทรียปัญญา Connective Complex Node เชื่อมโยงภูมิวิทยาการภายนอกและภายในมณฑลแห่งชีวิต อย่างไร ก็จะเริ่มเปิดเข้าสู่หลักเกณฑ์ทั่วไป ที่นักวิจัย นักวิธีวิทยา สาขาต่างๆ จะเริ่มรู้จัก ในอีกกรอบแนวคิดหนึ่ง คือ หลักแห่ง Max Min Con แนวทางของเคอร์ลิงเจอร์ (Kerlinger, F. N. 1986) ซึ่งนักวิจัย นักอ่าน และชุมชนการศึกษาค้นคว้าโดยทั่วไปจะรู้จักดีอยู่แล้ว จึงไม่ขอกล่าวถึงในรายละเอียด

เมื่อนำเอาหลักปฏิบัติที่รู้จักแพร่หลายในวงกว้างอยู่แล้วนี้ มาสร้าง ‘มณฑลผสานยึดโยงใหม่’ ของพหุระบบและพหุลักษณ์วิทยาการ ให้ชุมชนต่างสาขาวิทยาการกัน เรียนรู้ข้ามพรมแดนที่ไม่ใช่เพื่อเป็นตามกัน แต่เพื่อจัดความเชื่อมโยงเชิงผสานและเกื้อหนุนความงงอกงามของมณฑลส่วนรวมใหม่ของกันและกัน สามารถจินตนาการได้ถึงมณฑลแห่งพลวัตพหุปัญญาในยุคสมัย ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ และจำลองรูปแบบปฏิบัติการสู่สิ่งยึดโยงกับธรรมชาติพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ในทุกพหุลักษณ์สังคมได้ด้วยมิติ ‘สุนทรียพลานามัย’ แล้วต่างร่วมกันสร้าง ‘ตัวบทเนื้อหาอย่างใหม่’ ผ่านกระบวนการมุขปาฐะของพลเมืองประชากรยุคใหม่ ซึ่งเปลี่ยนผ่านจากยุคขาดโอกาสความเท่าเทียมทางการศึกษา มาสู่สังคมและพลเมืองหลังการศึกษาและวิทยาการก้าวหน้า ให้บังเกิดมวลพลังปัญญาหมู่ (Collective Wisdom Practice) ด้วยกระบวนการเชิงสังคมวัฒนธรรมอย่างใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในพัฒนาการอดีตของมนุษย์ แต่ยึดโยงกับฐานรากและภูมิชีวิตกว้างไกล ในวิวัฒนาการของมนุษย์ได้

ณ ตำแหน่งแห่งหนนี้ เปรียบเสมือเป็นธรณีประตูหน้าต่าง อันเปิดไปสู่มณฑลการวิวัฒน์แห่งพหุปัญญาวิทยาการ อันกว้างใหญ่ไพศาล ให้บรรลุดีในหนทางที่ยึดโยงและตอบสนองต่อความจำเป็นทางการปฏิบัติต่างๆได้ดีกว่าเดิม ที่สามารถพากลุ่มผู้มุ่งดำเนินไปด้วยมรรควิถีแห่งปัญญาปฏิบัติจากทุกกลุ่มความหลากหลายและในทุกภาคส่วนของสังคม ที่เป็นแนวเปิดรับ ผสานเสริม ส่งผ่าน และพลวัตด้วยกันพหุปัจจัย ของสิ่งกางกั้นประหนึ่งเป็น Social Membrane มีภาวะของการธำรงความเป็นตัวของตัวเอง การปฏิสัมพันธ์ความแกต่างภายนอก และการจรรโลงค้ำจุนมณฑลส่วนรวมของทุกความแตกต่าง ซึ่งไม่สามารถสรุปเป็นแบบแผนตายตัวได้ เปรียบได้กับปรากฏการณ์ระดับเซลล์และระดับโมเลกุล ใน Connective Tissues System ของมนุษย์และสิ่งมีชีวิต มีลักษณะเป็นหลักเกณฑ์ แผนที่การสำรวจ แนวปฏิบัติ ที่บ่ายหน้าไปสู่สิ่งที่กว้างไกล แล้วมีแนวปฏิบัติเหมือนวิธีการของวิทยาการกายวิภาคของนักศิลปะเวชนิทัศน์ศิลปกรรม และเวชศิลปกรรม ศึกษาของจริง (ชำแหละ ผ่า ตั้งแต่ระดับมหภาคไปจนถึงระดับจุลภาค) และ Consult การอ่านการศึกษาค้นคว้า ตรวจทาน สร้างความรู้ ยืนยันความรู้ และค้นพบปัญญาปฏิบัติจำเพาะตน ให้ได้ ด้วยการทำ 3 องค์ประกอบไปด้วย คือ (1) ศึกษาเทียบเคียงสิ่งที่ความรู้เดิมกล่าวไว้แล้ว ให้รู้จักของจริง (2) พิจารณา ศึกษา สิ่งที่ความรู้เดิม ทฤษฎีเดิม ระบุและกล่าวถึง แต่มีความแตกต่างออกไป ทำให้สามารถรู้สถานการณ์เงื่อนไขของความรู้ความจริง (3) จำแนก รวบรวม สิ่งที่ไม่ปรากฏอยู่ในความรู้เดิม แล้วบันทึก รายงาน เก็บรวมรวมไว้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับวิเคราะห์ สรุป ถ่ายทอดสื่อสารไว้เป็นระยะๆ ซึ่งประการหลังนี้จะทำให้ค้นพบนวัตกรรมและความรู้ใหม่ มีความเป็นตัวของตัวเอง ฐานรากเดิมก็ดีขึ้น สังคมก็งอกงามขึ้น

กระบวนการดังกล่าวนี้มีความจำเป็นในหลายสถานการณ์ของโลกความเป็นจริง และในบางกรณี จะทำให้สามารถสร้างความรู้ใหม่ต่อสังคม ที่ไม่เพียงศึกษาและดึงความเป็นจริงบางส่วนตามศักยภาพในตนเองของสังคมหลากหลาย ไปยืนยันวิสัยทัศน์และความคาดหวังกำกับให้เป็นตามกันของโลกภายนอกเท่านั้น การมีความเป็นนามธรรมมากอย่างนี้ ต้องมีระบบปฏิบัติการ เพิ่มพูนกำลังการหยั่งลึกสู่ความลึกซึ้งแยบคาย และการเปิดสู่ความกว้างไกลของห้วงมหรรณพอันสงบนิ่งอยู่ภายในมวลประสบการณ์เชิงประจักษ์และภูมิชีวิตของมนุษย์ ซึ่งวิธีการและองค์ประกอบดำเนินการต่างๆ ดังแสดงในเพจหัวข้อนี้ สามารถทำให้บังเกิดขึ้นได้เสมอครับ

ขอบพระคุณอาจารย์ที่ชวนเสวนาครับ เป็นเพียงบางส่วนที่พอจะนำมาแบ่งปันได้ในนี้ พอเป็นแนวให้ผู้สนใจได้ใช้ศึกษาในด้านที่อยู่ใกล้มือและนำมาแบ่งปันกันต่อๆ ไปอีก ครับผม.

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท