ผมได้มาช่วยสอนที่โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม ในภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๒๒ จนสิ้นภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๒๓ ซึ่งผมได้รับมอบหมายให้สอนวิชาศีลธรรม ม.ศ.๔ จำนวน ๙ คาบ (ม.ศ.๔/๑-๙), วิชาศีลธรรม ม.ศ.๓ จำนวน ๑๐ คาบ (ม.ศ.๓/๑-๑๐), วิชาประวัติวรรณคดีไทย จำนวน ๑๐ คาบ (ม.ศ.๕/๕-๙) รวมทั้งหมด ๒๙ คาบต่อสัปดาห์ มีเวลาพัก ๑ คาบในแต่ละวันของช่วงรับประทานอาหารกลางวัน แต่ตอนนั้นทั้งร่างกายและจิตใจผมพร้อมมากจึงทำได้อย่างนั้น (แต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว) อาจเป็นเพราะผมโชคดีที่ผู้บริหารยุคนั้นมีใจในการพัฒนาการเรียนการสอนแก่นักเรียน และสนับสนุนด้านวิชาการอย่างเต็มที่ มีครูเก่าคอยให้กำลังใจและดูแลความเป็นอยู่ มีเพื่อนครูรุ่นใหม่ที่ไฟแรง ทุ่มเทการสอน อยากเห็นเด็กเรียนเก่งด้วยกัน นักเรียนก็กระตือรือร้นในการเรียนมาก
โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคมสมัยนั้น มีท่านมานิตย์ ป้อมสุข เป็นผู้อำนวยการ (ดร.ก่อ สวัสดิพาณิชย์ ท่านบอกว่า ท่านเป็นผู้เลือกจากอำเภอน้ำปาดให้มาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนนี้โดยเฉพาะ) ท่าน ผ.อ. มานิตย์ เป็นผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์มุ่งเน้นการเรียนการสอน และบรรยากาศวิชาการอย่างเต็มที่ เช่น การสอนในชั่วโมงปกติ ท่านจะพยายามเดินเยี่ยมชมการสอนของครูแต่ละอาคารตลอด บางคาบถ้าท่านไปเจอยังไม่มีครูเข้าสอน ท่านก็จะเข้าไปพูดคุยกับนักเรียนถึงการเรียน บางทีท่านสอนแทนเองเลยก็มี ทำให้ครูส่วนมากต้องตื่นตัว ไม่กล้าทิ้งห้องเรียน หรือเข้าห้องเรียนสาย หรือสอนแบบไปเรื่อยๆเหมือนเดิมอีก ผมจึงเชื่อว่า โรงเรียนใดถ้ามีผู้บริหารเอาใจใส่เดินตรวจเยี่ยมห้องเรียนทุกห้องอย่างทั่วถึง จะทำให้ทั้งครูและนักเรียนต่างตื่นตัวเอาใจใส่ในการสอนและการเรียนเพิ่มขึ้น ต่อมาผมเห็นท่านผู้อำนวยการโรงเรียนหลายท่านทำเช่นนี้ เช่น อดีตผู้อำนวยการชงค์ วงษ์ขันธ์ โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย ลพบุรี, อดีตผู้อำนวยการชื่น ศรีสวัสดิ์ โรงเรียนนครสวรรค์ ฯลฯ อาจถือได้ว่าโรงเรียนในยุคที่ผู้อำนวยการมีแนวทางการดำเนินการทำงานแบบท่านที่เอ่ยชื่อมา มักต่างประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงมากในด้านวิชาการ นักเรียนสามารถเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยได้จำนวนมากทุกปี
ส่วนกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ท่านก็สนับสนุนอย่างเต็มที่ เช่น ให้มีการแข่งขันตอบปัญหาความรู้ในช่วงพักกลางวัน ที่ห้องโสตทัศนศึกษา และมีการถ่ายทอดกระจายเสียงการแข่งขันตอบคำถามไปทั่วโรงเรียนด้วย ในแต่ละวันจะให้นักเรียนจับคู่มาแข่งขันตอบคำถาม คู่นั้นจะเป็นนักเรียนห้องเดียวกัน ต่างห้อง หรือต่างระดับชั้นก็ได้ ครูก็จะเตรียมคำถามทุกวิชามาให้พิธีกรดำเนินรายการถาม (เหมือนรายการการบินไทยไขจักรวาล ของสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๕ ดำเนินการโดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์) ได้ผู้ชนะเลิศสุดท้าย ก็จะให้เป็นตัวแทนไปแข่งขันตอบปัญหาในรายการการบินไทยไขจักรวาล หรือ รายการแข่งขันตอบคำถามในที่ต่างๆเสมอ ซึ่งในปีต่อมานักเรียนโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคมประสบความสำเร็จชนะเลิศรายการการบินไทยไขจักรวาล, ส่วนในด้านอื่นๆ ก็ส่งเสริม เช่น กีฬามีทุกประเภท ทั้งฟุตบอล วอลเล่ย์บอล บาสเกตบอล ตระกร้อ หมากรุก หมากฮอร์ส ฯ แต่การแข่งกีฬาที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่นิยมมาก คือ ฟุตบอล หมวดพลานามัยจัดให้มีการแข่งขันฟุตบอลระหว่างห้องในระดับชั้น ได้ผู้ชนะระดับชั้น ก็จะจัดให้แข่งขันระหว่างระดับชั้น เมื่อได้ผู้ชนะเลิศสุดท้าย ก็จะได้ถ้วยและรางวัลจากโรงเรียนมากมาย แค่กิจกรรม ๒ อย่างนี้ สามารถกระตุ้นให้นักเรียนตื่นตัว กระตือรือร้นในการเรียน และการทำกิจกรรมเป็นอย่างมาก จนทั้งโรงเรียนมีบรรยากาศการเรียนรู้ ทั้งครูและนักเรียนต่างมีบุคลิกเชื่อมั่น องอาจในความรู้ มีดวงตาที่สดใส เปี่ยมความหวังในอนาคต เป็นภาพทรงจำที่ผมประทับใจจนถึงทุกวันนี้
ส่วนวิชาที่ผมได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ ผมได้วางแนวการจัดการเรียนการสอนแบบอุดมคติที่ว่า “มุ่งค้นหาและพัฒนาสมรรถภาพมนุษย์” ตามปรัชญาการวัดผลของศาสตราจารย์ ดร.ชวาล แพรัตกุล ที่วางไว้ ผมจึงไม่ใช้วิธีสอนแบบอธิบายหรือให้ความรู้ ผมใช้ ๒ คาบแรกอธิบายถึงขอบเขตเนื้อหาวิชาที่เรียนมีอะไรบ้าง จะใช้วิธีเรียนแบบใด มีเกณฑ์การวัดผลประเมินผลอย่างไร มีสาระสำคัญอะไรที่ต้องจดจำ และต้องทำความเข้าใจ ต่อจากนั้นในแต่ละคาบเรียน ผมใช้วิธีเรียนแบบตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นการคิดและความสามารถในการเรียนรู้ระดับต่างๆ โดยเน้นด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) ตามแนวทฤษฎีการเรียนรู้ของ Bloom โดยให้นักเรียนตอบคำถามแบบอัตนัยที่ผมเตรียมมาครั้งละ ๕ คำถาม ซึ่งคำถามแต่ละข้อจะเป็นตัวแทนพุทธิพิสัย ๖ ระดับ ครอบคลุมทั้งด้านความรู้, ความเข้าใจ, การประยุกต์, การวิเคราะห์, การสังเคราะห์ และประเมินค่า และผมยังใช้วิธีการผ่านความรู้ของ Mastery Learning ประกอบด้วย คือถ้ายังไม่ผ่านเกณฑ์ ๘๐% (๔ ใน ๕) ในแต่ละบท ก็จะให้ตอบคำถามชิ้นเดิม จนกว่าจะผ่าน จึงจะไปตอบคำถามของชิ้นต่อไปได้ นักเรียนจึงเรียนแบบท้าทาย ตื่นเต้น แปลกใหม่ และเครียดไปพร้อมๆกัน
ภายหลังมานึกถึงเรื่องราว ผมรู้สึกว่าตอนนั้นผมเอาจริงเอาจัง แข็งมากไปหน่อยเหมือนกัน ต่อมาหลายปีเจอนักเรียนเก่าที่เคยเรียนกับผมในตอนนั้น ต่างพูดด้วยความขบขันว่า ผมเขี้ยวเกินไป ไม่ยอมใจอ่อน ถึงว่าช่วงนั้นมีนักเรียนประท้วงต่อว่าผมหลายครั้งหลายครา ขอให้ลดหย่อนเกณฑ์ผ่านลงมาแค่ ๕๐% หรือ ๖๐% ก็พอ ตอนนั้นผมไม่ได้ลดเกณฑ์ เพียงแต่ตะล่อมนักเรียนว่า ผมมีเจตนาที่ดีอยากให้นักเรียนได้ผลจากการเรียนรู้จริงๆ และอยากให้นักเรียนมีสมองพันธุ์ใหม่ที่ไม่ใช่มีแต่ความรู้เท่านั้น และในเมื่อผมได้รับมอบให้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ผมจึงมีเจตนาแอบแฝงเพิ่ม คือ อยากให้นักเรียนโรงเรียนนี้คุ้นเคยกับแนวข้อสอบที่สูงขี้น แบบเดียวกับข้อสอบเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย จะได้มีโอกาสทำคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้มากขึ้น
ช่วงนั้นผมถือว่าทุ่มเททั้งกายและใจเป็นอย่างมาก เพราะต้องออกคำถามแต่ละวิชา แต่ละชิ้น แต่ละบทของระดับชั้น ไม่ให้ซ้ำกัน รวมทั้งต้องตรวจกระดาษคำตอบของนักเรียนในแต่ละวัน วันละ ๕-๖ ห้องเรียน (ประมาณวันละ ๒๐๐ คนขึ้นไป) ให้เสร็จก่อนวันรุ่งขึ้น เพื่อประกาศให้นักเรียนทราบว่าใครผ่านที่จะได้ไปตอบคำถามชิ้น/บทต่อไปได้ ผมนอนแค่วันละ ๔-๕ ชั่วโมงเท่านั้น แต่ผมมีแรงจูงใจที่จะทำงานในวันต่อไปได้อย่างกระฉับกระเฉง เพราะผมเห็นนักเรียนหลายคนต่างก็ฮึดสู้กับวิธีการของผม มีบางคนกว่าจะผ่านงานชิ้นแรก ใช้เวลาถึง ๒๒ ครั้ง แต่พอจับหลักได้ งานชิ้นต่อไปทำไม่กี่ครั้งก็ผ่าน บางคนจับหลักได้เร็ว ก็ผ่านเร็ว เพราะคำถามของผมเน้นความเข้าใจ และการวิเคราะห์เป็นหลัก เช่น พระพุทธเจ้าเกิดมาแล้วเดินได้ ๗ ก้าวจริงไหม ? ทำไมพระพุทธเจ้าต้องปลงพระเกศาเพื่อออกบำเพ็ญตบะด้วย, ชีวิตคืออะไร ? ชีวิตเปรียบเหมือนอะไร ? ชีวิตที่ดีควรเป็นอย่างไร ? ทำไมรู้อริยสัจ ๔ จึงช่วยให้พ้นทุกข์ และบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ ? วรรณคดีข้อใดแตกต่างจากข้ออื่น (หลวิชัยคาวี-พระอภัยมณี-สังข์ทอง), วรรณคดีเรื่องใดช่วยให้เข้าใจสัจธรรมชีวิตได้ง่าย ฯลฯ แต่คนที่ไม่ผ่าน อุตส่าห์ไปถามเพื่อนที่ผ่าน มาตอบใหม่ก็ยังไม่ผ่านอยู่ดี เพราะเพื่อนที่ผ่านก็คงยังงงสงสัยตัวเองว่าผ่านได้อย่างไรเหมือนกัน สุดท้ายนักเรียนส่วนหนึ่งคงหงุดหงิด โมโหผมเป็นแน่ เพราะสงสัยว่าตอบอย่างไรจึงไม่ผ่าน ในคาบเรียนก็มีนักเรียนซักถามผม ผมก็บอกว่าผมไม่มีคำตอบที่ถูกต้องไว้ ผมต้องการวิธีการตอบของนักเรียนว่าได้ใช้หลักหรือเหตุผลอะไรมาตอบ และที่ตอบไปนั้นมีความเป็นไปได้สมเหตุสมผลเพียงไรมากกว่า
แม้วิธีนี้ผมจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ที่ทำให้นักเรียนกลุ่มหนึ่งสามารถพัฒนาศักยภาพและสมรรถภาพการเรียนรู้ที่สูงขึ้นได้จำนวนมาก แต่ผมมานึกเสียดายภายหลังว่า ผมควรจะทำให้นักเรียนจำนวนมากประสบผลสำเร็จได้มากขึ้นกว่านี้ ถ้าผมเฉลยแนวทางการตอบของเก่าให้นักเรียนก่อนที่จะทำข้อสอบใหม่ทุกครั้ง ก็จะช่วยให้นักเรียนได้รู้แนวทางที่ต้องใช้วิธีการเรียนรู้เชิงวิเคราะห์ในการตอบคำถามครั้งต่อไปได้เร็วขึ้น แต่ที่ผมไม่ได้เฉลย เพราะตอนนั้นผมไม่มีเวลาเพียงพอที่จะออกคำถามใหม่ได้ทุกครั้ง อันที่จริงผมก็ได้บอกแนวทางการเรียนในช่วงแรกไว้แล้วว่า นักเรียนต้องใช้หลักหรือเหตุผลมาตอบ ไม่ควรใช้ความรู้ที่เคยเรียนมา หรือความเชื่อตามความเห็นมาตอบเพียงเท่านั้น ในบางคาบเรียนผมก็แนะแนวทางตอบเป็นนัยๆไว้อยู่แล้ว เพียงแต่ยกเรื่องราวอื่นมาเป็นตัวอย่าง แต่นักเรียนส่วนหนึ่งยังชินกับการเป็นผู้รับฟัง และชินกับการเรียนแบบจดจำเนื้อหาอยู่ดี ไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียน แม้ผมและเพื่อนๆนักเรียนที่ทำผ่านไปแล้ว จะเตือนอย่างไรก็ไม่ฟัง นักเรียนส่วนนั้น มักอ้างว่าวิชาผมไม่ใช่วิชาที่จะนำไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยโดยตรง ทำไมต้องจริงจังอย่างนี้ ทำให้มีอคติต่อวิธีการสอนของผมพอสมควร
ในปีนี้ ผมเป็นครูคนหนึ่งที่นักเรียนหลายคนอยากพูดคุยด้วย เพราะนักเรียนเหล่านี้ เชื่อว่าผมค่อนข้างเป็นคนรู้มาก รู้หลายเรื่อง รู้หลายวิชา และเป็นคนทันสมัย ใจกว้าง มีความอดทนกับการซักถามของนักเรียน แบบถ้าไม่คลายสงสัยก็จะไม่เลิกถาม(จิกกัด) ทั้งแนวคิดการเมือง การปกครอง แม้กระทั่งเรื่องความรัก เรื่องลึกลับก็นำมาถาม เช่น ภูตผีปีศาจ, จานบิน, วิชาตัวเบาในนิยายกำลังภายใน, อิทธิฤทธิ์ทางใจ ฯลฯ ก็เอามาถาม ผมจึงต้องกลายเป็นคนขยันอ่านหนังสือสารพัด เพื่อมีความรู้เพิ่มขึ้นพอที่จะไปตอบคำถามนักเรียนได้ ถือว่าเป็นผลพลอยที่ดีในเวลาต่อมาที่ทำให้ผมมีความรู้กว้างขวางอย่างลึกซึ้งตามไปด้วย
และยังมีนักเรียนอีกหลายคนชอบมาพบปะพูดคุยเพิ่มเติมกับผมในวันเสาร์อาทิตย์ ทำให้ผมได้มีโอกาสถามถึงความมุ่งหวังหลังจากจบ ม.ศ.๕ จะไปที่ไหน ส่วนมากอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่คิดว่าทำไม่ได้เพราะเรียนไม่เก่ง ผมจึงสอบถามความรู้ที่มีอยู่ของนักเรียนก็พบว่า มีความรู้มากในระดับหนึ่ง แต่คงทำคะแนนสอบไม่ถึงตามที่มหาวิทยาลัยต้องการแน่ๆ เพราะเจอโจทย์ที่แปลกไปจากความรู้ที่เรียนมาก็ทำไม่ได้แล้ว จึงถามนักเรียนกลุ่มนี้ว่า สามารถทำตามที่ผมแนะนำ(สั่ง)ได้ไหม ถ้าทำได้ครบตามเวลาที่กำหนด ผมสัญญาว่าจะทำให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยในคณะหรือสาขาที่ต้องการได้ นักเรียนกลุ่มนี้จึงดีใจ และต่างให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำตามผมทุกประการ ผมจึงนำข้อสอบเข้ามหาวิทยาของรัฐย้อนหลัง ๕ ปี มาให้นักเรียนทำทุกวิชา
โดยช่วงแรกใช้ข้อสอบวิชาภาษาไทยที่เพิ่งสอบย้อนหลังไป ๑ ปีมาลองทดสอบเริ่มต้น (วิชานี้ผมค่อนข้างรู้มากและถนัด) ผลปรากฏว่าไม่มีใครทำได้เกิน ๓๐ ข้อ หลังจากนั้นผมจึงเฉลยทีละข้อ และอธิบายแต่ละคำตอบว่าทำไมถึงถูก ถึงผิด พร้อมกับให้ความรู้แต่ละข้อเพิ่มไปด้วย บางข้อก็ต้องวิเคราะห์โจทย์ก่อนว่าเขามีเจตนาถามอะไรกันแน่ มีอะไรที่จะทำให้อ่านโจทย์แล้วเขวไปได้ เฉลยจนครบทุกข้อ บางข้อก็ให้นักเรียนคนที่ทำถูกเป็นคนเฉลย และอธิบายวิธีตอบบ้าง
วันต่อมาลองให้เขาทำข้อทดสอบเข้ามหาวิทยาลัยวิชาภาษาไทยอีกปีหนึ่ง พบว่า นักเรียนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ทำได้ดีขึ้นทุกคน เฉลี่ยเกินร้อยละ ๔๐ บางคนทำได้ถึงเกือบ ๖๐ ข้อ พอนักเรียนเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการติวความรู้จากการสอบ จึงมีความหวังที่พอเป็นไปได้ ทำให้นักเรียนตั้งใจอ่านข้อสอบอย่างละเอียดมากขึ้น ผมจึงพาทำข้อสอบวิชาภาษาไทยครบ ๕ ปีย้อนหลัง
ต่อมาได้เปลี่ยนไปเป็นวิชาสังคมศึกษาก็ได้ลองทำครบทั้ง ๕ ปี ส่วนวิชาอื่นๆ (วิชาคณิตศาสตร์ าษาอังกฤษ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ทำข้อสอบได้แค่ ๒ ปี ถึงเวลาสอบพอดี) เมื่อผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั้งโควตาภาค และส่วนกลางประกาศออกมา มีนักเรียนกลุ่มนี้สามารถสอบเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยในคณะที่ตนเองต้องการได้่ ๒ คน คนอื่นๆได้ลำดับรองลงมา แต่ทุกคนสามารถสอบเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้
ผมดีใจและชื่นใจกับการที่เขาเอาจริงไปกับผม ทั้งๆที่ไม่น่าเชื่อว่าผมจะติววิชาคณิตศาสตร์ และวิชาภาษาอังกฤษให้เขาได้ด้วย (ที่จริงผมก็เรียนรู้เรื่องไปพร้อมกับพวกเขานั่นแหละ เพียงแต่อ่านมาก่อนเขาเท่านั้น) และที่ได้ผลดีมาก คือ การให้เพื่อนที่ทำคะแนนได้ดีกว่า เป็นคนอธิบายทบทวนความรู้ เพราะคนที่อธิบายก็ยิ่งเข้าใจเพิ่มมากขึ้น เก่งมากขึ้น จนสอบเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยได้ตามที่ตั้งใจไว้
เหตุการณ์นี้ ทำให้ผมตระหนักถึงจุดอ่อนของนักเรียนในต่างจังหวัด คือ นักเรียนส่วนหนึ่งมีความรู้พื้นฐานเนื้อหาอยู่ในระดับที่น่าพอใจบ้างแล้ว แต่ยังขาดการทำข้อสอบที่ทดสอบสมรรถภาพการเรียนรู้ด้านความเข้าใจ การประยุกต์ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การสรุปประเมินค่าบ่อยครั้งตามข้อสอบที่ใช้สอบเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยของรัฐ (Entrance examination) จึงทำให้สอบได้คะแนนน้อยเมื่อเทียบกับนักเรียนในกรุงเทพฯ หรือตัวจังหวัดที่เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย
และเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจอีกประการหนึ่งในชีวิตของความเป็นครู เมื่อผมได้รับแจ้งจากโรงเรียนให้ช่วยออกข้อทดสอบวิชาภาษาไทย เพื่อให้ทางมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยนเรศวร) นำไปคัดเลือกเป็นข้อทดสอบสำหรับนักเรียนที่จะเข้าศึกษาต่อตามโควต้าของมหาวิทยาลัย ได้ทราบภายหลังว่าข้อสอบร้อยละ ๗๐ เป็นข้อสอบที่ผมเป็นคนออก ซึ่งต่อมาทางมหาวิทยาลัยได้แจ้งให้ทราบว่าทางทบวงมหาวิทยาลัย ชอบใจในแนวข้อสอบที่ผมออกว่าครอบคลุมสมรรถภาพการเรียนรู้ทางพุทธิพิสัยครบถ้วน และชักชวนให้ไปร่วมเป็นคณะอนุกรรมการออกข้อสอบเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐในปีต่อมา
………………………………………….
สรุป : การเรียนรู้ที่ได้
๑. ผลลัพธ์การเรียนรู้ คือ ศักยภาพและสมรรถภาพชีวิตที่ได้รับการพัฒนาขึ้น จากการพัฒนาตนเองตามเป้าหมายที่มีเกณฑ์และเวลากำหนดในการผ่าน และการแข่งขันเปรียบเทียบกับผู้อื่นทุกระดับ
ยิ่งถ้าทำให้มนุษย์รู้ว่า...กว่าที่จะได้สิ่งที่ต้องการ หรือประสบผลสำเร็จ ต้องทุ่มเท มุมานะอย่างเต็มที่ จึงจะทำให้สิ่งที่ได้นั้นเป็นของมีคุณค่า เกิดความภูมิใจ ปลื้มปีติ ทำนองนึกถึงคราใดก็มีความสุขอย่างแท้จริง
.
๒. การจะทำสิ่งใดจนประสบผลสำเร็จ ไม่ใช่เกิดจากคนคนเดียวทำได้ ต้องอาศัยเพื่อน อาศัยผู้ใหญ่ที่มีเป้าหมายเดียวกันสนับสนุน และคนเหล่านั้นต้องใจกว้าง และอดทนพอที่จะปล่อยให้คุณได้ทำงานตามที่คุณคิด ท่านจงขอบคุณคนเหล่านั้นเสมอที่ให้กำลังใจ เห็นคุณเป็นเพื่อนที่ต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ทำงานด้วยกัน
ปีนี้ผมถือว่า โชคดีมากที่มีโอกาสทำงานตามที่ฝันจนเห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจ