สมิทธิชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๗. สมิทธิชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๑๖๗)
ว่าด้วยเทพธิดาหลงรักพระสมิทธิโพธิสัตว์
(เทพธิดาประเล้าประโลมพราหมณ์โพธิสัตว์ว่า)
[๓๓] ภิกษุ ท่านยังมิได้บริโภคกามคุณเลย กลับมาเที่ยวภิกขาจารเสียนี่ ก็ท่านบริโภคกามคุณเสียก่อนแล้ว จึงเที่ยวภิกขาจารจะไม่ดีหรือ ภิกษุ ท่านจงบริโภคกามคุณเสียก่อนเถิด แล้วจึงเที่ยวภิกขาจาร ขอเวลาบริโภคกามคุณอย่าได้ล่วงเลยท่านไปเสียเลย
(พราหมณ์โพธิสัตว์กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า)
[๓๔] เราไม่รู้เวลาตายของตนเลย เวลาตายปิดบังอยู่ยังไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้น เราจึงไม่บริโภคกามมาเที่ยวภิกขาจารอยู่ ขอเวลาบำเพ็ญสมณธรรมอย่าได้ล่วงเลยเราไปเลย
สมิทธิชาดกที่ ๗ จบ
------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
สมิทธิชาดก
ว่าด้วย การไม่รู้เวลาตาย
พระศาสดา เมื่อเสด็จเข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ ณ พระวิหารตโปทาราม ทรงปรารภพระเถระชื่อสมิทธิ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
ความพิสดารว่า วันหนึ่ง ท่านสมิทธิเถระตั้งความเพียรตลอดคืนยังรุ่ง พอรุ่งสว่างก็ไปอาบน้ำ ผึ่งกายอันมีสีดุจทองคำให้แห้ง แล้วนุ่งผ้ามือหนึ่งถือผ้าห่มยืนอยู่ พระเถระมีชื่อว่าสมิทธิ เพราะมีอัตภาพสมบูรณ์คล้ายรูปทอง อันนายช่างหล่อหลอมไว้อย่างงดงาม. ครั้งนั้น เทพธิดานางหนึ่งเห็นส่วนแห่งความงามในร่างกายของพระเถระ ก็มีจิตปฏิพัทธ์ พูดกับพระเถระอย่างนี้ว่า ท่านภิกษุ ท่านยังเด็กเยาว์วัย หนุ่มแน่นมีผมดำประกอบด้วยความหนุ่ม ทั้งยังเจริญ มีรูปงามน่าดูน่าเลื่อมใส ท่านเป็นเช่นนี้ไม่บริโภคกาม ประโยชน์อะไรด้วยการบรรพชา จงบริโภคกามเสียก่อนเถิด ภายหลังจึงค่อยบวช บำเพ็ญสมณธรรม.
ครั้นแล้ว พระเถระกล่าวกะเทพธิดาว่า แน่ะเทพธิดา เราไม่รู้ความตายของเราว่า เราจักตายเมื่ออยู่ในวันโน้น เรากำหนดเวลาไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราจักบำเพ็ญสมณธรรม ในตอนยังเป็นหนุ่มแล้วจักทำที่สุดทุกข์. เทพธิดา ครั้นไม่ได้การต้อนรับจากพระเถระก็หายไป ณ ที่นั้นเอง. พระเถระเข้าไปเฝ้าพระศาสดา แล้วกราบทูลเรื่องราวนั้นให้ทรงทราบ. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนสมิทธิ ก็เทพธิดาเล้าโลมเธอ มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้แต่ก่อน เทพธิดาทั้งหลายก็เล้าโลมนักบวชบัณฑิตเหมือนกัน.
เมื่อทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องอดีต มาตรัสเล่า
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกาสิกคามตำบลหนึ่ง ครั้นเจริญวัย ได้เล่าเรียนศิลปศาสตร์ทุกชนิด แล้วบวชเป็นฤๅษี ยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิด อาศัยสระแห่งหนึ่ง อยู่ใกล้หิมวันตประเทศ. ดาบสนั้นบำเพ็ญเพียรอยู่ตลอดคืนยังรุ่ง ในเวลาอรุณขึ้น อาบน้ำแล้วนุ่งผ้าเปลือกไม้ผืนหนึ่ง จับผืนหนึ่งไว้ ยืนผึ่งสรีระให้แห้ง. ขณะนั้น เทพธิดานางหนึ่งมองดูอัตภาพอันมีรูปโฉมงดงามของพระดาบส มีจิตปฏิพัทธ์ จึงเล้าโลมพระโพธิสัตว์ กล่าวคาถาแรกว่า :-
ดูก่อนภิกษุ ท่านยังไม่ทันได้บริโภคกามเลย มาเที่ยวภิกษาเสีย ท่านจะบริโภคกามเสียก่อนแล้ว จึงเที่ยวภิกษาไม่ดีหรือ
ดูก่อนภิกษุ ท่านจงบริโภคกามเสียก่อน แล้วจึงเที่ยวภิกษาเถิด เวลาบริโภคกาม อย่าล่วงเลยท่านไปเสีย.
พระโพธิสัตว์สดับคำของเทพธิดาแล้ว เมื่อจะประกาศอัธยาศัยของตน จึงกล่าวคาถาที่สองว่า :-
เรารู้เวลาตายไม่ได้โดยแท้ เวลาตายยังปกปิดอยู่ หาปรากฏไม่ เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่บริโภคกามแล้วเที่ยวภิกษา เวลากระทำสมณธรรมอย่าล่วงเลยเราไปเสีย.
เทพธิดาสดับคำพระโพธิสัตว์แล้ว ก็หายไป ณ ที่นั้นเอง.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก.
เทพธิดาในครั้งนั้น ได้เป็นเทพธิดานี้ในบัดนี้
เราได้เป็น ดาบส ในสมัยนั้น.
--------------------------