เหตุการณ์ดังนี้
ก ต้องการฆ่า ข และ ค จึงตรงไปยังบ้าน ข และ ค ซึ่งอาศัยอยู่ด้วยกัน ก่อนที่ ก จะไปถึงบ้านหลังนั้น ปรากฏว่า ค
ฆ่า ข ตายไปก่อนหน้านี้แล้ว ค ได้เอาผ้าคลุมศพไว้ เมื่อ ก ไปถึง ก เข้าใจว่า ข นอนคลุมโปงอยู่ จึงใช้ปืนยิงไปที่ ข
หลังจากนั้น. ก ก็ออกตามหา ค แต่ไม่พบ จึงกลับบ้านของตน เมื่อมาถึงบ้านภริยาของ ก ซึ่งเข้าใจข้อเท็จจริงผิดไป
เล่าให้ ก ฟังว่า ข ฆ่า ค ตาย ( ซึ่งความจริง ค ฆ่า ข ตาย) ก จึงตรงไปบ้านหลังนั้นอีก เห็น ค นอนคลุมโปงอยู่ ก
คิดว่า ค ตายแล้ว จึงใช้ปืนยิงไปที่ ค หลายนัด เพื่อให้หายแค้น ค ตายเพราะถูก ก ยิง
ขณะที่ ก กำลังเดินกลับบ้านของตน ซึ่งในขณะนั้นเอง ง กำลังจะลอบยิง จ แต่ ก เข้าใจผิดคิดว่า ง กำลังจะยิงตน
ก จึงใช้ปืนยิง ง กระสุนปืนถูก ง บาดเจ็บ และกระสุนเลยไปถูก ฉ ตายด้วย เมื่อ ก กลับมาถึงบ้าน ภริยาของ ก
เล่าให้ ก ฟังว่าลูกสาวได้บอกตนว่า ได้ถูก ช ข่มขืนบนบ้าน และ ช เพิ่งหนีลงเรือนไป ซึ่งเป็นเรื่องเท็จ ก ทราบดีอยู่แล้วว่าลูกสาวตนชอบโกหกทำนองนี้เป็นประจำ และ ก เห็นลูกสาวนอนอยู่ในห้องถัดไป
อย่างไรก็ตามอารมณ์ของ ก กำลังตึงเครียด เมื่อได้ทราบข้อความจากภริยาของตนเช่นนั้น ก็เกิดความโกรธอย่าง
มากขึ้นทันที วิ่งถือไม้ลงจากเรือนไป โดยมิได้ถามข้อเท็จจริงจากลูกสาวของตนเสียก่อน ก วิ่งไล่ตาม ช ไปเมื่อทัน
กันแล้ว จึงใช้ไม้ตีศีรษะ ดำ ซึ่งเป็นคู่แฝดของ ช โดย ก คิดว่าดำคือ ช ปรากฎว่าดำหลบทัน ไม้จึงไม่ถูกศีรษะของ
ดำ แต่ไม้หลุดมือไปถูก ขาว ศีรษะแตก
ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยความรับผิดของ ก
ตัวอย่างคำตอบ
ก ต้องการฆ่า ข และ ค จึงตรงไปยังบ้าน ข และ ค ซึ่งอาศัยอยู่ด้วยกัน ก่อนที่ ก จะไปถึงบ้านหลังนั้น ปรากฏ
ว่า ค ฆ่า ข ตายไปก่อนหน้านี้แล้ว ค ได้เอาผ้าคลุมศพไว้ เมื่อ ก ไปถึง ก เข้าใจว่า ข นอนคลุมโปงอยู่ จึงใช้ปืนยิงไปที่ ข
การที่ ก ยิงไปที่ ข แต่ไม่รู้ว่า ข ตายไปก่อนหน้านั้นแล้วและ ค เอาผ้าคลุมศพไว้ ก เข้าใจว่ายังมีชีวิตอยู่และนอนคลุมโปง ก จึงเอาปืนยิงไปที่ ข ในกรณีเช่นนี้ ถือว่าการกระทำของ ก ขาดองค์ประกอบภายนอกของ
มาตรา288 เพราะขาดผู้อื่น เนื่องจาก ข นั้นเป็นศพ ไม่มีชีวิตในขณะที่ ก ยิง
การขาดองค์ประกอบภายนอกดังกล่าว ผลในทางกฎหมาย ถือว่าผู้กระทำไม่มีความผิดเพราะพิจารณา
จากความเป็นจริง คือ ความจริง ข กลายเป็นศพไปแล้ว
หลังจากนั้น. ก ก็ออกตามหา ค แต่ไม่พบ จึงกลับบ้านของตน เมื่อมาถึงบ้านภริยาของ ก ซึ่งเข้าใจข้อเท็จจริง
ผิดไป เล่าให้ ก ฟังว่า ข ฆ่า ค ตาย ( ซึ่งความจริง ค ฆ่า ข ตาย) ก จึงตรงไปบ้านหลังนั้นอีก เห็น ค นอนคลุม
โปงอยู่ ก คิดว่า ค ตายแล้ว จึงใช้ปืนยิงไปที่ ค หลายนัด เพื่อให้หายแค้น ค ตายเพราะถูก ก ยิง
การที่ ก ยิงไปที่ ค ที่นอนคลุมโปงอยู่ โดย ก เข้าใจว่า ค เป็นเพียงศพเนื่องจากตายไปแล้ว ก จึงยิงไป
หลายนัด ค ตายเพราะถูก ก ยิง ในกรณีเช่นนี้เห็นได้ว่า ก มิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอก ของ
ความผิดฐานฆ่าคนตายตามมาตรา288 คือ ก ไม่รู้ว่าตนกำลังยิงผู้อื่น(ค) รู้เพียงว่ายิงไปที่ศพ(ค) นั่นคือ ก เข้าใจว่า
องค์ประกอบภายนอกไม่ครบ จะถือว่า ก มีเจตนาฆ่าผู้อื่น(ค)ไม่ได้ เพราะ ก มิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบ
ภายนอก คือ ไม่รู้ ไม่มีเจตนา
แต่อย่างไรก็ตาม หากการที่ ก ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกนั้น ถ้าเกิดขึ้นด้วยความ
ประมาท ก ต้องรับผิดต่อ ค อยู่ดี เช่น ถ้า ก เดินไปเปิดผ้าคลุมออกดู ก็จะรู้ว่า ค ยังไม่ตาย เพียงแต่นอนหลับคลุม
โปงอยู่เท่านั้น แต่ ก ยิงไปที่ ค หลายนัด ทำให้ ค ตาย ดังนั้น ก อาจมีความผิดฐานทำให้ผู้อื่นตายด้วยความ
ประมาท ตามมาตรา291 ประกอบกับมาตรา59
ขณะที่ ก กำลังเดินกลับบ้านของตน ซึ่งในขณะนั้นเอง ง กำลังจะลอบยิง จ แต่ ก เข้าใจผิดคิดว่า ง กำลังจะ
ยิงตน ก จึงใช้ปืนยิง ง กระสุนปืนถูก ง บาดเจ็บ และกระสุนเลยไปถูก ฉ ตายด้วย
การที่ ก เข้าใจผิดคิดว่า ง กำลังจะยิงตน ก จึงใช้ปืนยิง ง บาดเจ็บ จากกรณีดังกล่าวจะเห็นว่า ก กำลังทำ
ต่อชีวิตของผู้อื่น(ง) เป็นการกระทำที่ผ่านขั้นตอนในเรื่ององค์ประกอบภายในมาแล้ว แต่ ก กระทำไปเพราะ สำคัญ
ผิดในข้อเท็จจริง กล่าวคือ ก เข้าใจว่าตนมีสิทธิป้องกันตัวเองได้ แต่ความจริงแล้ว ก ไม่มีสิทธิป้องกันแต่อย่างใด
เพราะยังไม่มีภยันตรายที่ประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง แต่ ก เข้าใจว่าป้องกันตัวได้ เมื่อพิจารณาตามมาตรา62 การกระทำของ ก เป็นความสำคัญผิดว่ามีข้อเท็จจริงซึ่งเป็น เหตุยกเว้นความผิด คือ กรณี การป้องกันโดยสำคัญผิดซึ่งหมายความว่าความจริงไม่มีภยันตราย
อันเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย แต่ผู้กระทำ(ก) สำคัญผิดว่ามี ดังนั้น ก อาจยกประมวล
กฎหมายอาญามาตรา 68 ประกอบมาตรา 62 มากล่าวอ้างได้เพื่อยกเว้นโทษได้แต่หากความสำคัญผิดดังกล่าวเกิดขึ้นด้วยความประมาท ผู้กระทำ(ก) ต้องรับผิดฐานประมาท ตามมาตรา
62วรรคสอง ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติว่า การกรทำโดยประมาทเป็นความผิด
และกระสุนเลยไปถูก ฉ ตายด้วย
การที่ ก ยิงไปยัง ง (เป็นความสำคัญผิดในข้อเท็จจริง) แต่ กระสุนเลยไปถูก ฉ ตายด้วย เห็นได้ว่า ก มิได้มีเจตนาใดๆต่อ ฉ เลย กล่าวคือมิได้ประสงค์ต่อผล(ฉ) และมิได้เล็งเห็นผลเลยว่าจะถูก ฉ กรณีนี้เป็นการกระทำโดย
พลาด ตามมาตรา60 และข้อเท็จจริงปรากฏว่า การที่ ก ยิงไปที่ ง (เป็นความสำคัญผิดในข้อเท็จจริง) และกระสุน
พลาดไปถูก ฉ ทำให้ ฉ ถึงแก่ความตาย ก จะต้องรับผิดต่อ ฉ เพราะบัญญัติไว้ในมาตรา 60 ถือได้ว่าการกระทำ
ของ ก ต่อ ฉ ซึ่ง ฉ เป็นบุคคลที่ได้รับผลร้าย เรียกว่าเป็นการกระทำโดยพลาด เพราะ ก มิได้มีประสงค์ต่อผลหรือ
เล็งเห็นผลต่อ ฉ แต่อย่างใด
แต่การกระทำของ ก นั้น ก ก็อาจยกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 ประกอบมาตรา 62 มากล่าวอ้าง
ได้เพื่อยกเว้นโทษได้ เพราะการที่ ก ยิงไปโดน ฉ ตาย(ต้องรับผิดตามมาตรา60) ก กระทำไปเพราะ สำคัญผิดใน
ข้อเท็จจริง กล่าวคือ ก เข้าใจว่าตนมีสิทธิป้องกันตัวเองได้ แต่ความจริงแล้ว ก ไม่มีสิทธิป้องกันแต่อย่างใด
เมื่อ ก กลับมาถึงบ้าน ภริยาของ ก เล่าให้ ก ฟังว่าลูกสาวได้บอกตนว่า ได้ถูก ช ข่มขืนบนบ้าน และ ช เพิ่งหนีลงเรือนไป ซึ่งเป็นเรื่องเท็จ ก ทราบดีอยู่แล้วว่าลูกสาวตนชอบโกหกทำนองนี้เป็นประจำ และ ก เห็นลูกสาว
นอนอยู่ในห้องถัดไป อย่างไรก็ตามอารมณ์ของ ก กำลังตึงเครียด เมื่อได้ทราบข้อความจากภริยาของตน
เช่นนั้น ก็เกิดความโกรธอย่างมากขึ้นทันที วิ่งถือไม้ลงจากเรือนไป โดยมิได้ถามข้อเท็จจริงจากลูกสาวของตน
เสียก่อน ก วิ่งไล่ตาม ช ไปเมื่อทันกันแล้ว จึงใช้ไม้ตีศีรษะ ดำ ซึ่งเป็นคู่แฝดของ ช โดย ก คิดว่าดำคือ ช
ปรากฎว่าดำหลบทัน ไม้จึงไม่ถูกศีรษะของดำ แต่ไม้หลุดมือไปถูก ขาว ศีรษะแตก
กรณีนี้การกระทำของ ก กระทำโดยสำคัญผิดว่ามีข้อเท็จจริงซึ่งเป็น “เหตุลดโทษ” การที่ภริยาของ ก เล่า
ให้ฟังว่าลูกสาวโดน ช ข่มขืน ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฎว่าเป็นเรื่องเท็จ ช มิได้กระทำอะไรต่อลูกสาวของ ก เลย แต่การที่ ก วิ่งไล่ ช เพื่อทำร้าย เมื่อทันกันแล้วจึงใช้ไม้ตีศีรษะ ดำ ซึ่งเป็นฝาแฝดของ ช โดยคิดว่า ดำ คือ
ช เช่นนี้ถือว่าเป็นการสำคัญผิดในตัวบุคคลตามมาตรา61 เพราะมีผู้เสียหายฝ่ายเดียวคือดำ การที่ ก ต้องการทำ
ร้าย ช นั้น ก รู้ว่าตนกำลังทำร้ายผู้อื่น จึงถือว่า ก กระทำโดยเจตนาต่อดำ จะยกเอาความสำคัญผิดว่าตนไม่มีเจตนาต่อดำ ไม่ได้ และ ก กระทำต่อ ดำ ไปแล้ว ไม่มีเจตนาใดหลงเหลือต่อ ช แต่อย่างใด แม้กระทั้งพยายาม
กระทำต่อ ช ก็ไม่ต้องรับผิด
แต่อย่างไรก็ตามการกระทำของ ก กระทำไปโดยสำคัญผิดว่ามีข้อเท็จจริงซึ่งเป็นเหตุลดโทษ กระทำการ
โดยบันดาลโทสะโดยสำคัญผิด ดังนั้นจึงถือว่า ก กระทำบันดาลโทสะตามมาตรา72 ประกอบความสำคัญผิดตาม
มาตรา62 วรรคแรก และการที่ ก กระทำต่อดำ โดยคิดว่า ดำ คือ ช เป็นการสำคัญผิดในตัวบุคคลตามมาตรา61
จึงถือว่า ก กระทำโดยเจตนาต่อดำ โดยสำคัญผิดในตัวบุคคล แต่การกระทำโดยเจตนาของ ก กระทำไป
โดยบันดาลโทสะตามมาตรา72ประกอบกับความสำคัญผิดตามมาตรา62วรรคแรก
แต่หากความสำคัญผิดของ ก ตามมาตรา62วรรคแรก เกิดขึ้นด้วยความประมาท ต้องรับผิดฐานประมาท
ตามมาตรา62วรรคสอง เช่น ก เห็นลูกสาวนอนอยู่ในห้องถัดไป อีกทั้ง ก ยังทราบดีอยู่แล้วว่าลูกสาวชอบโกหก
แบบนี้อยู่เป็นประจำ ก ควรระมัดระวังและถามลูกสาวให้รู้ความจริงเสียก่อน
ปรากฎว่าดำหลบทัน ไม้จึงไม่ถูกศีรษะของดำ แต่ไม้หลุดมือไปถูก ขาว ศีรษะแตก
ข้อเท็จจริงปรากฎว่า ดำ หลบทัน ไม้จึงหลุดมือไปถูกศรีษะของ ขาว ศีรษะแตก เช่นนี้ถือว่าเป็นการ
กระทำโดยพลาด ก มิได้มีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลต่อ ข
การที่ ก ใช้ไม้ตีศีรษะดำนั้น เป็นการกระทำโดยเจตนาโดยสำคัญผิดในตัวบุคคล แต่ดำหลบทัน และไม้ไป
ถูกขาว ศีรษะแตก เห็นได้ว่า ก มิได้มีเจตานาใดๆต่อขาวเลย กล่าวคือมิได้ประสงค์ต่อผลขาว และมิได้เล็งเห็นผล
เลยว่าจะถูกขาว ถือว่า ก กระทำต่อขาว เรียกว่าเจตนาโอน เป็นการกระทำโดยพลาดตามมาตรา60 และ ก ต้อง
รับผิดต่อขาว ตามมาตรา60 เพราะประมวลกฎหมายอาญามาตรา60 ถือได้ว่า ก กระทำต่อ ขาว ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับผลร้าย เรียกว่า เป็นการกระทำโดยพลาด