พาหิยชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๘. พาหิยชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๑๐๘)
ว่าด้วยศิลปะของหญิงสาวบ้านนอก
(พระโพธิสัตว์กราบทูลคุณค่าแห่งศิลปะที่ควรศึกษาว่า)
[๑๐๘] บุคคลควรศึกษาศิลปะทั้งหลายที่ควรศึกษา ชนทั้งหลายที่พอใจในศิลปะเหล่านั้นยังมีอยู่ เพราะว่าหญิงสาวบ้านนอกก็ยังทำพระราชาให้พอพระทัย ด้วยความเอียงอายของเธอ
พาหิยชาดกที่ ๘ จบ
-----------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
พาหิยชาดก
ว่าด้วย เป็นคนควรศึกษาศิลปะ
พระศาสดา เมื่อทรงอาศัยพระนครเวสาลี ประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ทรงปรารภเจ้าลิจฉวีองค์หนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
ได้ยินว่า เจ้าลิจฉวีองค์นั้นทรงมีศรัทธาเลื่อมใส นิมนต์พระภิกษุมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ทรงยังมหาทานให้เป็นไปในวังของพระองค์ แต่เทวีของพระองค์มีอวัยวะทุกส่วนอ้วนพี ดูคล้ายนิมิตแห่งซากศพที่ขึ้นพอง ไม่สมบูรณ์ด้วยมรรยาท. พระศาสดาทรงทำอนุโมทนา ในเวลาเสร็จภัตรกิจ แล้วเสด็จไปพระวิหาร ประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย เสด็จเข้าพระคันธกุฎี.
ภิกษุทั้งหลายพากันตั้งเรื่องสนทนากันในธรรมสภาว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เจ้าลิจฉวีพระองค์นั้นมีพระรูปงามปานนั้น มีเทวีลักษณะตรงกันข้าม มีอวัยวะน้อยใหญ่อ้วนพี ไม่มีกิริยามรรยาท ท้าวเธอจะทรงอภิรมย์กับเทวีได้อย่างไรกันนะ? พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร. เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เจ้าลิจฉวีองค์นี้ มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อนก็ทรงอภิรมย์กับหญิงที่มีร่างกายอ้วนเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอำมาตย์ของพระองค์ ครั้งนั้น หญิงชนบทคนหนึ่งมีอวัยวะอ้วนพี ไม่มีกิริยามรรยาท ทำการรับจ้าง เดินผ่านไปไม่ไกลท้องพระลานหลวง เกิดปวดอุจจาระ ก็เอาผ้านุ่งคลุมหัว นั่งถ่ายอุจจาระ แล้วรีบลุกขึ้น.
ขณะนั้น พระเจ้าพาราณสีทอดพระเนตรท้องพระลานหลวงทางช่องพระแกล ทรงเห็นนางแล้ว ทรงดำริว่า หญิงผู้นี้ถ่ายอุจจาระไว้ที่พระลานอย่างนี้ มิได้ละหิริโอตตัปปะ เอาผ้านุ่งนั่นแหละปิด ถ่ายอุจจาระแล้วก็รีบลุกขึ้น ชะรอยนางจักเป็นหญิงไม่มีโรค วัตถุของนางจักต้องบริสุทธิ์ ลูกคนหนึ่งที่ได้ในวัตถุบริสุทธิ์ จักเป็นผู้บริสุทธิ์ มีบุญ เราควรตั้งนางไว้เป็นอัครมเหสี.
ท้าวเธอทรงทราบความที่นางยังไม่มีคู่ครอง ก็ตรัสสั่งพระราชทานตำแหน่งอัครมเหสี นางได้เป็นที่โปรดปราน ต้องพระทัยของท้าวเธอ ไม่นานนักก็ประสูติพระโอรสองค์หนึ่ง และโอรสของพระนางก็ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ พระโพธิสัตว์เห็นความถึงพร้อมด้วยยศของพระนาง ได้โอกาสที่จะกราบทูลเช่นนั้นได้ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ศิลปะชื่อว่าควรศึกษา เหตุไรจะไม่น่าศึกษาเล่า แต่พระมเหสีผู้มีบุญหนักพระองค์นี้ ไม่ทรงละหิริโอตตัปปะ ทรงกระทำสรีรวลัญชะ ด้วยอาการมิดเม้น ยังทำให้พระองค์โปรดปราน ทรงบรรลุสมบัติเห็นปานนี้ได้นะ พระเจ้าข้า.
เมื่อจะกราบทูลคุณแห่งศิลปะที่ควรศึกษาทั้งหลาย จึงกล่าวคาถานี้ ความว่า :-
"บุคคลควรศึกษาศิลปะทั้งหลาย ชนทั้งหลายที่พอใจในศิลปะนั้นก็มีอยู่ แม้แต่หญิงที่เกิดในจังหวัดชั้นนอก ก็ยังทำให้พระราชาทรงโปรดปรานได้ด้วยความกระมิดกระเมี้ยนของเธอ" ดังนี้.
พระโพธิสัตว์กล่าวคุณของศิลปะทั้งหลาย อันสมควรแก่คุณค่าของการศึกษา ด้วยประการฉะนี้.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
คู่สามีภรรยาในครั้งนั้น ได้มาเป็นคู่สามีภรรยา ในบัดนี้
ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิตได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
-----------------------------