วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ ผมไปร่วมประชุมมูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ   อ่านแฟ้มประชุมแล้วปิ๊งแว้บให้เขียนบันทึกนี้   เพื่อยุยงส่งเสริมให้เกิดโรงเรียนแบบโรงเรียนรุ่งอรุณ จำนวนมาก    เพื่อสร้างพลเมืองคุณภาพสูงให้แก่บ้านเมือง    โดยผมมองว่า โรงเรียนรัฐมีโอกาสเช่นนี้มากที่สุด   แต่จะทำได้ต้องมีการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ว่าด้วยโรงเรียน ในทุกระดับของระบบการศึกษา   

กระบวนทัศน์นี้ คือ โรงเรียนไม่ใช่เป็นที่สอนนักเรียนเท่านั้น  แต่ยังเป็นที่เรียนรู้ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง  ทั้งครู ผู้ปกครองนักเรียน กรรมการโรงเรียน ผู้นำชุมชน ผู้บริหารสถาบันการศึกษา ผู้บริหารระบบการศึกษา และประชาชนทั่วไป   

โรงเรียนเป็นสถาบันเพื่อการเรียนรู้ ของผู้คนในสังคม   เพื่อพัฒนาพลเมืองที่มีคุณภาพสูงให้แก่บ้านเมือง 

โรงเรียนต้องเป็นองค์กรเรียนรู้ (learning organization) มีการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในการทำหน้าที่ของตน   

นี่คือสภาพที่ผ่านมาของการก่อตั้งมาแล้ว ๒๖ ปี   โรงเรียนรุ่งอรุณไม่เคยหยุดการเรียนรู้   เป็นวัฒนธรรมองค์กร ว่าต้องเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา   โดยสมาชิกทุกคนในโรงเรียนทำหน้าที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change agent)   

หากจะให้การศึกษาไทยมีคุณภาพสูง    ทุกโรงเรียนในประเทศ ไม่ว่าสังกัดกระทรวงหรือต้นสังกัดใด   ต้องมีระบบการเรียนรู้ของโรงเรียน   เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานในโรงเรียนร่วมกันทำหน้าที่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง   ไม่ใช่มุ่งรอคำสั่งจากเบื้องบนอย่างในปัจจุบัน    ที่เป็นท่าทีที่ทำให้การศึกษาไทยมีคุณภาพต่ำ         

การประชุมวันนี้สนุกมาก    มีการนำเสนอเรื่องเชิงพัฒนาการศึกษา ที่ร่วมกันดำเนินการโดยทีมงานของโรงเรียนรุ่งอรุณ สถาบันอาศรมศิลป์ และภาคีภายนอก ภายใต้หัวข้อ  “ก้าวใหม่มูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณกับการหนุนเสริมโรงเรียนรุ่งอรุณสู่มาตรฐานสากล และการขยายผลสู่การพัฒนาเครือข่ายการจัดการศึกษาแบบองค์รวมอย่างเป็นระบบ”   ที่มีโครงการย่อยหลายโครงการ   ที่ใช้เวลาอภิปรายให้ความเห็นกันมากที่สุดคือ “โครงการประเมินผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ของผู้เรียน...ความร่วมมือพัฒนาชุดข้อสอบ PISA-Like ระดับประเทศ” ที่เริ่มดำเนินการในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ๘ จังหวัด 

รายงานที่ได้รับ มีทั้งที่ก่อความเศร้าใจ  และก่อความฮึกเหิม   ที่เศร้าใจคือในบางพื้นที่ทั้งนักเรียนและครูอ่อนแอมาก    นักเรียนอ่านหนังสือข้อสอบไม่ออก เขียนตอบไม่ได้   สะท้อนภาพความอ่อนแอของระบบการศึกษาในพื้นที่    โดยไม่มีผู้ต้องรับผิดรับชอบ   

ที่ชวนฮึกเหิมคือ มีการทดลองออกข้อสอบ PISA-Like ของช่วงชั้นประถมต้น กับประถมปลาย    แล้วให้นักเรียนตอบข้อสอบลงใน rubric ที่ออกแบบไว้   โดยชวนครูและภาคีที่หลากหลายเข้าร่วม    ดำเนินการโดยคุณภูษิมา ภิญโญสินวัฒน์ ตอนนั้นสังกัด ทีดีอาร์ไอ  ตอนนี้เป็นนักวิชาการอิสระ และกำลังจะจบปริญญาเอกจากสก็อตแลนด์   ฟังจากการนำเสนอทางออนไลน์ของเธอก็เห็นแววของผู้มีความสามารถ   

เป็นการทดลองพัฒนาข่อสอบแบบมีส่วนร่วมของครู ที่น่าชื่นชมมาก   และน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี สำหรับนำไปดำเนินการต่อให้ครบทุกช่วงชั้น   โดยที่ประชุมมีความเห็นว่า น่าจะให้ครูแกนนำจากทั่วประเทศมาร่วมกันเรียนรู้วิธีออกข้อสอบแนวนี้   แล้วกับไปตั้งวงพัฒนาข้อสอบในโรงเรียนของตน    มีพี่เลี้ยงเข้าไปหนุน   ผมขอเติมตอนเขียนนี้ว่า มีวง online PLC เพื่อ ลปรร. (แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างโรงเรียน) แบบสมัครเข้าวง    คิดแล้วฮึกเหิมใจ ว่าน่าจะเป็นเส้นทางให้โรงเรียนสามาถประเมินผลงานของตนเองได้    สำหรับใช้เป็น feedback เพื่อการพัฒนางานของตนเอง   

ผมแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า กสศ. จะจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้สู่การใช้ประโยชน์ในชั้นเรียน ในวันที่ ๗ - ๘ ธันวาคม ๒๕๖๖ ที่โรงแรมเดอะเซส บางแสน โดยมีคุณ Paul Collard เป็นวิทยากรหลัก    ผมจะประสานงานให้ กสศ.  บพท. และทีมงานของมูลนิธิรุ่งอรุณได้ทำงานนี้ร่วมกัน    ซึ่งจะเป็นคุณูปการสูงยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย

เรื่องการพัฒนาวิธีประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้แบบประเมินสมรรถนะ ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง   ที่ประยุกต์จากข้อสอบ PISA    และดำเนินการโดยครูเป็นผู้ร่วมกันพัฒนานี้    จะเป็นกลไกที่นำสู่ปฏิรูปการศึกษาไทย

วิจารณ์ พานิช

๓๐ ธ.ค. ๖๖