บันทึกชุด โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้ นี้ ตีความจากการอ่านหนังสือ ๒ เล่ม คือ Lesson Study and Schools as Learning Communities : Asian School Reform in Theory and Practice (2019) edited by Atsushi Tsukui and Masatsuku Murase และ Lesson Study Communities : Increasing Achievement With Diverse Students (2007) by Karin Wiburg and Susan Brown
ตอนที่ ๓ นี้ ตีความจาก บทที่ ๔ ของหนังสือเล่มแรก เรื่อง Schools reform practices through building learning community in Korea : Toward restructuring the image of learning เขียนโดย Jiwon Shin and Woojung Son
สรุปโดยย่อที่สุด การริเริ่มนำ LSLC มาประยุกต์ใช้ในเกาหลีมีแรงต้านมาก แต่เนื่องจากการดำเนินการส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียน และส่งผลเปลี่ยนพฤติกรรมของครู เป็นที่ประจักษ์ ฝ่ายการเมืองในจังหวัดส่วนใหญ่ของประเทศจึงประกาศนโยบายให้ดำเนินการพัฒนาระบบการศึกษาตามแนวนี้
การศึกษาในเกาหลีได้รับการยกย่องว่ามีคุณภาพสูง โดยดูจากผลสอบ PISA และ TIMMS แต่ก็มีจุดอ่อนที่ ครอบครัวเกาหลีมีภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของลูกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากค่าเล่าเรียนในโรงเรียนเอกชน รวมทั้งความเครียดของนักเรียนสูงมาก หลักฐานอยู่ที่ happiness index ของนักเรียนเกาหลีอยู่ในอันดับต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศ OECD ส่วนหนึ่งเกิดจากการเรียนแบบแข่งขันกันอย่างรุนแรง เพื่อแย่งกันเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำ
เมื่อเกาหลีจัดการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และประชาธิปไตย ของประเทศ ได้ดีแล้วในช่วงทศวรรษ 1990s จึงหันมาเอาใจใส่เรื่องการศึกษาในโรงเรียน เช่นประเด็นสภาพของโรงเรียนที่เหมาะสม จะประกันคุณภาพการเรียนรู้แก่เด็กได้อย่างไร รวมทั้งบทบาทของครู เน้นที่วัฒนธรรมในโรงเรียน สู่การนำหลักการ LSLC (Lesson Study for Learning Community) ที่ให้ผลดีในญี่ปุ่น มาทดลองประยุกต์ใช้ปฏิรูปโรงเรียนของเกาหลี
ทบทวนวรรณกรรม
เป้าหมายเดิมของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาคือยกระดับคะแนนสอบ บัดนี้เป็นที่รู้กันว่าจะบรรลุเป้าหมายคุณภาพการศึกษาได้อย่างแท้จริง ต้องพัฒนาเป้าหมายที่ลึกกว่านั้น คือวัฒนธรรมโรงเรียน (school culture) เพื่อให้นักเรียนจากพื้นฐานทางสังคมและเศรษฐกิจแตกต่างกันได้รับการสนับสนุน และเกิดการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมกัน
เพื่อให้เกิดการปฏิรูปโรงเรียนอย่างแท้จริง และอย่างยั่งยืน ต้องมีจุดหมายที่การเรียนรู้ของนักเรียนและของครู โดยปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งต่อความสำเร็จ คือความมีอิสระของครู (teacher autonomy) ในการดำเนินการปฏิรูปโรงเรียนของตน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ต้องเป็นการปฏิรูปโรงเรียนโดยครูเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และต้องมีระบบสนับสนุนที่ “มีชีวิต” (organic support system)
นั่นคือ ต้องมีระบบบริหารจัดการส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ที่หนุนปัจจัยที่จำเป็นต่อการปฏิรูปโรงเรียน โดยผมขอเสนอว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ กลไกส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning) ของครูและผู้เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสีย
บทความนี้ใช้คำว่า LSLC (Lesson Study for Learning Community) แทนคำว่า SLC (School as Learning Community) แต่มีความหมายในมิติที่ลึกอันเดียวกัน คือไม่ใช่วิธีการทางเทคนิค แต่เป็นองค์รวมของวิสัยทัศน์ ปรัชญา และกิจกรรม เพื่อการปฏิรูปโรงเรียนและระบบการศึกษา
หัวใจสำคัญคือ ต้องดำเนินการระยะยาว และต่อเนื่องยั่งยืน
เป้าหมายของบทความนี้
เป้าหมายสำคัญคือ เพื่อตรวจสอบว่า LSLC ส่งผลต่อการปฏิรูปโรงเรียนของเกาหลีได้หรือไม่ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน (เปลี่ยนขาด – transform) ได้อย่างไร โดยที่ เน้นให้ครูร่วมกันเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ภายใต้ภาวะผู้นำของครูใหญ่อีกชั้นหนึ่ง เน้นที่การสร้างกิจกรรมและบรรยากาศ ให้โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้ (SLC – School as Learning Community) ผ่าน Lesson Study
วิธีการ
ใช้ ๒ วิธีการคือ (๑) เพื่อตอบคำถามว่า พัฒนาการของ LSLC ในเกาหลีเป็นอย่างไร การยอมรับของผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างไร ใช้วิธีรวบรวมข้อมูลจากผลงานตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2001 ถึงปี 2015 และ (๒) เพื่อเสนอกรณีตัวอย่าง ได้ทำวิจัยภาคสนามที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ในช่วงปี 2010-2012 โดยสัมภาษณ์ครูใหญ่อย่างเป็นทางการ ๑ ครั้ง สัมภาษณ์ครูท่านหนึ่ง ๒ ครั้ง และมีการสัมภาษณ์ทั้งสองท่านอย่างไม่เป็นทางการอีกหลายครั้ง นำข้อมูลจากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์และสังเคราะห์ เพื่อนำเสนอในบทความนี้
พัฒนาการของ LSLC ในเกาหลี
หลักการสำคัญคือ เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างครบด้าน ลุ่มลึก และเชื่อมโยง และครูเกิดการพัฒนาวิชาชีพอย่างจริงจัง โรงเรียนต้องจัดตั้งขึ้นบนฐานของหลักการประชาธิปไตย และปรัชญาทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งตามหลักการดังกล่าว วัฒนธรรมของโรงเรียนเกาหลียังด้อย (โรงเรียนไทยเป็นอย่างไร?) คือยังเน้นเรียนแบบแข่งขัน เพื่อแย่งกันเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง และครูลังเลที่จะร่วมมือกัน จากอิทธิพลของวัฒนธรรมที่มาจากหลักสูตรที่เน้นภารกิจของครูเป็นรายคน
เป้าหมายของการนำ LSLC มาใช้ก็เพื่อเอาชนะอุปสรรคดังกล่าว ด้วยการนำเอาวิธีการที่เป็นประชาธิปไตย และทำเพื่อประโยชน์สาธารณะมาเป็นพลังสร้างการเปลี่ยนแปลง เน้นพลังสามคือ (๑) หลักการประชาธิปไตย (๒) ปรัชญาเพื่อสังคมหรือประโยชน์สาธารณะ และ (๓) ความเป็นเลิศ
หลักการ LSLC ริเริ่มขึ้นในญี่ปุ่นตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 1990s เริ่มจากการทดลองใช้ที่โรงเรียนประถม Ojiya Elementary School เมือง Ojiya, Niigata Prefecture จนในปัจจุบันมีการใช้ในโรงเรียนประถมประมาณ ๒ พันโรงเรียน และในโรงเรียนมัธยมประมาณ ๑ พันโรงเรียน เพื่อสร้างวิวัฒนาการให้เกิดโรงเรียนแห่งศตวรรษที่ ๒๑ คือเป็นพื้นที่เรียนรู้และเติบโตร่วมกันของนักเรียน ครู พ่อแม่ และพลเมือง ผลงานของโรงเรียน LSLC ในญี่ปุ่นเป็นที่ประจักษ์ และเผยแพร่ชื่อเสียงไปถึงเกาหลี
ระยะที่ ๑ การริเริ่มใช้โดยครู หรือโรงเรียน ในระดับปัจเจก (ค.ศ. 2001 – 2005)
เริ่มจากการแปลหนังสือของ Manabu Sato เป็นภาษาเกาหลีในปี 2001 ทีมวิจัยของภาควิชาการศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติปูซาน (Pusan National University) ศึกษาและเผยแพร่เรื่องนี้ ในปี 2005 กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับสำนักงานการศึกษาเมืองปูซาน ให้ทุนวิจัยแก่ทีมงานของมหาวิทยาลัย ในการทดลองโมเดลดังกล่าว
ทีมวิจัยชักชวนโรงเรียนนำร่องได้ ๑ โรงเรียน และโรงเรียนคู่ร่วมมืออีก ๓ โรงเรียนในพื้นที่เมืองปูซาน รวมทั้งมีการประชุมวิชาการอย่างไม่เป็นทางการของครูที่สนใจประจำเดือน
โรงเรียนนำร่อง (เขาใช้คำว่า research school) เป็นโรงเรียนประถมของรัฐ สมมติว่าชื่อ โรงเรียน ข มีนักเรียน ๑,๔๕๓ คน ครู ๕๙ คน ร่วมกันใช้ LSLC ในสมาชิกทุกคน ทีมวิจัยไปเยี่ยมโรงเรียน ข เดือนละ ๒ ครั้ง เพื่อสนับสนุนการเปิดชั้นเรียนและดำเนินกิจกรรม LS อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างวิสัยทัศน์และปรัชญาการปฏิรูปโรงเรียนในหมู่ครู
ทีมวิจัยรายงานว่า โรงเรียน ข เผชิญปัญหาหลายอย่างในการดำเนินการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าครูจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงในเวลา ๒ ปี ปัญหาหลักๆ ได้แก่ (๑) แม้ว่าครูจะค่อยๆ เข้าใจว่าตนเองต้องเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้จากเน้นแข่งขันเป็นเน้นความร่วมมือระหว่างนักเรียน แต่ครูก็ยังเน้นการตอบคำถามแบบถูก-ผิด และครูยังเน้นควบคุมพฤติกรรมของนักเรียน และเน้นผลลัพธ์ของการสอนและเรียนวิชา (๒) แม้ครูใหญ่จะยอมรับ LSLC แต่ก็ไม่แสดงภาวะผู้นำอย่างแท้จริง (๓) แรงจูงใจของครูจำนวนหนึ่ง ไม่ได้อยู่ที่การปฏิรูปโรงเรียนหรือปฏิรูปการเรียนรู้ แต่เข้าร่วมเพราะต้องการคะแนนจากการเข้าร่วม เพื่อผลด้านความก้าวหน้าของตน
แม้ดำเนินการโครงการนำร่องนี้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็เกิดการเรียนรู้เรื่องการปฏิรูปโรงเรียน
ระยะที่ ๒ LSLC ในโรงเรียนแนวใหม่ (Alternative Schools) (ค.ศ. 2006 – 2008)
โรงเรียนแนวใหม่ตั้งขึ้นเพื่อจัดรูปแบบการเรียนรู้แบบใหม่ที่ไม่เน้นการแข่งขันเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย โรงเรียนที่นำมาเป็นกรณีศึกษาเป็นโรงเรียนมัธยม ชื่อ Ewoo Middle and High School ตั้งอยู่ใน Gyeonggi Province ใกล้นครโซล ที่มีครูเป็นผู้นำการใช้ LS อย่างแข็งขัน
ภายใต้กฎหมายใหม่ด้านการศึกษาของเกาหลี โรงเรียน Ewoo มีอิสระในการจัดการหลักสูตรและบริหารโรงเรียน แต่ได้รับทรัพยากรสนับสนุนจากรัฐบาลเหมือนโรงเรียนทั่วไป การดำเนินการ LSLC ของโรงเรียนนี้จึงเป็นความหวังว่า เมื่อเกิดผลสำเร็จ จะแพร่ไปยังโรงเรียนอื่นๆ ได้ง่าย คณะครูและครูใหญ่ได้ไปดูงานในโรงเรียนที่ญี่ปุ่น และเข้าใจเป้าหมายของการปฏิรูปโรงเรียนเพื่อเป้าหมายการอยู่ร่วมกัน การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่หลากหลาย การศึกษาที่ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง และการศึกษาเพื่อหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความดีงามขึ้นในใจนักเรียน
เพื่อให้ครูมีเวลาดำเนินการ LSLC และปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ของนักเรียน ครูใหญ่ได้ลดเวลาการทำงานที่ไม่จำเป็นของครู และหนุนให้ครูดำเนินการเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ในชั้นเรียนจากการสอนแบบถ่ายทอดความรู้ ไปเป็นการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน และเปลี่ยนการเรียนเป็นกลุ่มย่อย ซึ่งผมตีความว่าเปลี่ยนสู่การเรียนรู้เชิงรุก
ในปีการศึกษา 2006 โรงเรียน Ewoo จัดกิจกรรม LS แก่ครูทั้งโรงเรียน ๑๒ ครั้ง แก่ครูระดับชั้นเดียวกัน ๑ ครั้ง จัดแก่ครูสาขาวิชาเดียวกัน ๑ ครั้ง และ ๑ ครั้งจัดแบบเปิดให้คนภายนอกเข้าร่วมได้ รวมทั้งสิ้น ๑๕ ครั้ง LS ครั้งที่เปิดให้คนภายนอกเข้าร่วม มีผู้เข้าร่วม ๒๐๐ คน จากโรงเรียนแนวใหม่โรงเรียนอื่นๆ โรงเรียนกระแสหลัก มหาวิทยาลัย สื่อมวลชน และผู้บริหารการศึกษาทั่วเกาหลี
กิจกรรม LS ในโรงเรียน Ewoo สร้างกระแสการปฏิรูปการศึกษาของเกาหลีได้อย่างมีความหมาย แต่แม้ครูใหญ่ได้แสดงภาวะผู้นำอย่างจริงจัง ก็ยังมีแรงต้านจาก (๑) ครูจำนวนหนึ่งที่มีความเห็นต่าง (๒) ผู้ปกครองนักเรียนที่ยังต้องการให้ลูกได้เรียนเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย เมื่อครูใหญ่และครูแกนนำย้ายออกไป กิจกรรม LSLC ของโรงเรียน Ewoo ก็ค่อยๆ จางหายไป
ระยะที่ ๓ เชื่อมโยงกับสำนักงานการศึกษาจังหวัด และจัดให้มีเครือข่ายครู ระดับชาติ (ค.ศ. 2009-ปัจจุบัน)
ในปี 2009 เกิดการยอมรับ LSLC อย่างกว้างขวางในเกาหลี โดย ๖ พื้นที่การศึกษา (จากทั้งหมด ๑๖ พื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ) ได้จัดตั้ง “ระบบโรงเรียนแนวใหม่” (Innovative School System) ขึ้น และหน่วยบริหารการศึกษากลางก็ยอมรับว่า LSLC เป็นทั้งปรัชญาและวิธีการเพื่อการปฏิรูปการศึกษา
เขตพื้นที่การศึกษาทั้ง ๖ ระบุเป้าหมายของการจัดตั้งระบบโรงเรียนแนวใหม่ว่า “เพื่อสร้างโรงเรียนรัฐที่ทั้งครูและนักเรียนเรียนรู้ด้วยกัน และเติบโตไปด้วยกันอย่างมีความสุข” ผ่านการจัดตั้งระบบที่ “โรงเรียนมีอิสระในการจัดการ” (autonomous school management) “มีระบบ PLC ของครู” “มีการรับฟังและเคารพความคิดเห็นของนักเรียน” “พ่อแม่และชุมชนมีส่วนร่วมและเข้าร่วมดำเนินการ”
ทั้ง ๖ เขตพื้นที่เลือกโรงเรียนที่กำหนดให้เป็นโรงเรียนแนวใหม่ แล้วให้อิสระในการจัดการและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน ให้อิสระในการเลือกและแต่งตั้งครูใหญ่ และมีสิทธิเชิญครูเข้ามาทำงานในสัดส่วนร้อยละ ๓๐ ของจำนวนครูทั้งหมด นอกจากนั้นเขตพื้นที่ยังจัดสรรตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ และเจ้าหน้าที่แนะแนว เพื่อให้ครูมีเวลาทุ่มเทต่อการทำหน้าที่ด้านการเรียนรู้ ในเดือนกันยายน 2013 มีโรงเรียนแนวใหม่ ๔๖๔ โรงเรียน
อ่านถึงตอนนี้ ผมนึกถึงเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาของไทย ที่เราให้อิสระแก่โรงเรียนน้อยกว่าอย่างเทียบกันไม่ติด
ในปี 2014 เกิด “เหตุการณ์ฟ้าผ่า” ขึ้นในวงการศึกษาเกาหลี คือผลของการเลือกตั้งรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งมี ๑๗ จังหวัดทั่วประเทศ ทีมนักการเมืองที่มีนโยบายสนับสนุนโรงเรียนแนวใหม่เพิ่มจากเดิมมี ๖ จังหวัด เพิ่มเป็น ๑๓ จังหวัด ทำให้ในปี 2014 มีโรงเรียนแนวใหม่ ๕๘๑ โรงเรียน และในปี 2015 จะเพิ่มเป็น ๑,๘๓๕ โรงเรียน ใน ๑๓ จังหวัด
กระแสการปฏิรูปการศึกษาของเกาหลีเผชิญความท้าทาย (๑) ระบบการพัฒนาและความก้าวหน้าของครู (๒) ระบบการเงินของโรงเรียน (๓) การสนับสนุนให้ครูเปลี่ยนวิธีจัดการเรียนรู้ ในท่ามกลางความท้าทายนี้ เกาหลีได้มีกรณีตัวอย่างเกิดขึ้น
กรณีศึกษาโรงเรียนแนวใหม่
เป็นกรณีศึกษาที่โรงเรียนมัธยม จ ที่จังหวัด Gyeonggi เพื่อศึกษาว่าทางโรงเรียนดำเนินการ LSLC อย่างไร ต้องเผชิญความท้าทายอย่างไรบ้าง
เรื่องราวการพัฒนาของโรงเรียนมัธยมปลาย จ
โรงเรียนมัธยมปลาย จ จัดตั้งขึ้นใหม่ เพื่อทำหน้าที่โรงเรียนแนวใหม่ ในเมือง Yongin จังหวัด Gyeonggi เมือง Yongin มีประชากรกว่า ๙ แสนคน ในปี 2013 เป็นเมืองทางผ่านเข้าสู่นครโซล ประชาชนมีอาชีพด้านการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม และการเกษตร
โรงเรียนมัธยมปลาย จ แตกต่างจากโรงเรียนมัธยมปลายครบด้าน (Comprehensive High School) ในเมืองใหญ่ เช่นโซล หรอปูซาน ตรงที่โรงเรียนมัธยมปลายครบด้านจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรมาตรฐาน และรับนักเรียนผ่านคะแนนจบ ม. ต้น หรือผ่านการสอบแข่งขัน ดังนั้น โรงเรียนมัธยมปลาย จ จึงอยู่ในสภาพที่รับนักเรียนที่เข้าโรงเรียนอื่นที่ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนคุณภาพสูงไม่ได้แล้ว โรงเรียน จ จึงเป็นที่รวมของนักเรียนที่เรียนอ่อน หรือเป็นนักเรียนเกเร
เมื่อเริ่มเปิดเรียนปีแรกในปี 2010 โรงเรียนมัธยมปลาย จ มีนักเรียน ๑๔๖ คน ครูใหญ่และคณะครูของโรงเรียนมีปณิธานร่วมกันว่าจะสร้างโรงเรียนที่นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพ ผ่านการมีส่วนร่วม และผ่านการสื่อสารระหว่างนักเรียนกับครู
ครูใหญ่ชื่อ ลิม เป็นครูมาแล้ว ๒๒ ปี มาสมัครเป็นครูใหญ่และผ่านการคัดเลือก ด้วยวิสัยทัศน์ว่าจะต้องทำให้นักเรียนทุกคนได้เรียนรู้ ได้พัฒนาจิตสำนึกพลเมือง และได้พัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เมื่อได้รับเลือก ครูใหญ่ลิมได้เชื้อเชิญครูจำนวนหนึ่งมาร่วมงาน
นักเรียนของโรงเรียนมัธยมปลาย จ มีแรงจูงใจต่อการเรียน ความไว้วางใจต่อครู และความรู้สึกปลอดภัยในปฏิสัมพันธ์กับครู อยู่ในระดับต่ำ ครูใหญ่ลิมมีปณิธานทำให้โรงเรียน จ มีระบบนิเวศการเรียนรู้ที่นักเรียนได้รับการสนับสนุน ได้รับความปลอดภัย ได้รับความยอมรับนับถือ ให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข และมีอนาคตที่ดี
LSLC เป็นมาตรการสำคัญเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว แต่ยังมีมาตรการอื่นๆ ที่ได้รับการนำมาใช้ด้วย ตามความสนใจและการริเริ่มโดยครู เพื่อให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
เรื่องราวของครูคิม
ครูคิม (ผู้หญิง) เป็นครูวิทยาศาสตร์ สอนอยู่ในโรงเรียนในจังหวัด Gyeonggi มาแล้ว ๑๐ ปี (อายุกว่า ๓๐ ปี) ก่อนมาร่วมงานที่โรงเรียนมัธยมปลาย จ ตามคำชักชวนของครูใหญ่ลิม ในปี 2011 ครูคิมได้ชื่อว่าเป็นครูที่เอาใจใส่การสอน และเอาใจใส่นักเรียน โดยเฉพาะนักเรียนที่เรียนอ่อนหรือมีปัญหา ครูคิมเชื่อว่าครูสามารถแก้ปัญหาการศึกษาได้ แต่เพื่อนครูน้อยคนที่จะเห็นด้วยต่อการร่วมขบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลง เมื่อครูใหญ่ลิมชวนก็ได้โอกาสทำงานที่ตนใฝ่ฝัน แต่ก็ยังหนักใจ
สิ่งที่ครูคิมยังไม่พอใจคือ ความสามารถของตนในการสื่อสารกับนักเรียนในระหว่างการสอน แม้ว่าจะมั่นใจตนเองว่าเป็นครูสอนเก่ง แต่เมื่อมาเรียนรู้ LSLC ความคิดของครูคิมว่าด้วยการเรียนการสอนและปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
การไปดูงานสังเกตห้องเรียน ที่ญี่ปุ่นและเกาหลี ช่วยให้เธอตระหนักว่า แม้ว่าวิธีการสอนของเธอจะมีประสิทธิภาพสูงมาก แต่แทบไม่มีการปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมายระหว่างนักเรียนกับครูส่วนใหญ่ เฉพาะนักเรียนที่ผลการเรียนดีเท่านั้นที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับครู นี่คือข้อสะท้อนคิดเกี่ยวกับปัญหาการสอนของตนเอง
หลังการไปสังเกตชั้นเรียนในญี่ปุ่น เธอเฝ้าถามตนเองว่า เธอจะทำอย่างไรกับนักเรียนที่ไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ ก่อนหน้านั้นเธอไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย ไม่เคยคิดถึงนักเรียนกลุ่มที่ไม่ประสบผลสำเร็จในการเรียนรู้ เธอเล่าว่า เมื่อไปสอนที่โรงเรียน จ เทอมแรก เธอเฝ้าถามตนเองทุกวันว่าตนควรทำอะไร และเมื่อประยุกต์ใช้ LSLC ในโรงเรียน จ ผลที่ออกมาในช่วงแรกๆ ทำให้เธอท้อถอย และคิดจะลาออกก็หลายครั้ง แต่เธอก็ยังพยายามต่อไป
ในที่สุดเธอก็ได้ข้อสรุปว่า การสอนแบบถ่ายทอดความรู้ ให้ทำดีแค่ไหนก็ไม่เพียงพอที่จะให้นักเรียนทุกคนบรรลุผลสำเร็จในการเรียน ต้องเปลี่ยนมาดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยให้นักเรียนร่วมกันปฏิบัติ เสริมด้วยปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนบนฐานของความไว้วางใจต่อกัน และความเมตตา จนวันหนึ่งนักเรียนคนหนึ่งบอกครูคิมว่า ตนไม่เคยตั้งใจเรียนอย่างนี้มาก่อนในชีวิต และครูและนักเรียนในโรงเรียน จ ก็ค่อยๆ เรียนรู้วิธีเรียนรู้ไปด้วยกัน
ผู้เขียนได้สัมภาษณ์ครูใหญ่ลิมและครูคิมในปี 2012 ให้สะท้อนคิดประสบการณ์ ๒ ปีในการดำเนินการปฏิรูปโรงเรียน สรุปได้ว่า แม้จะมีความยากลำบาก แต่ก็เห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางบวกสู่โรงเรียนที่มีวัฒนธรรมประชาธิปไตยมากขึ้น ที่สำคัญคือ นักเรียนรุ่นแรก ๑๑๖ คน สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ๑๐๘ คน และที่สำคัญ LSLC ได้สร้างความเป็นชุมชนเรียนรู้ขึ้นในห้องเรียน
ความเป็นไปได้และความท้าทาย การสร้าง LSLC โมเดลเกาหลี และเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ “การเรียนรู้”
โรงเรียนเกาหลีได้ชื่อว่าเป็นสถาบันแห่งการใช้อำนาจ (authoritarian) การแข่งขัน และการแบ่งแยกชนชั้น (เรียนเก่งกับเรียนไม่เก่ง) มีกระแสความต้องการให้เปลี่ยนแปลงสู่วัฒนธรรมประชาธิปไตย และปรัชญาสร้างพลเมืองเพื่อรับใช้สังคม (public philosophy) เป็นที่มาของการนำ LSLC ไปใช้ ริเริ่มโดยครูในระดับปัจเจก และโรงเรียนที่ดำเนินการอย่างโดดเดี่ยว ค่อยๆ เกิดความมั่นใจว่า LSLC ใช้การได้จริง นำสู่การตัดสินใจใช้ โดยรัฐบาลท้องถิ่น ๖ ใน ๑๖ จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งต่อมาเพิ่มเป็น ๑๓ จังหวัด จากผลการเลือกตั้ง
สะท้อนว่า นโยบายระดับประเทศได้เปลี่ยนไปสนับสนุนการศึกษาแนว LSLC ที่เน้นความร่วมมือ แต่ในทางปฏิบัติ ยังมีความท้าทายหลายประการที่เกิดจากการต่อสู้ระหว่างความคิดสองขั้ว (dichotomous thinking) เช่น ปฏิบัติ - ทฤษฎี, การศึกษาแนวใหม่ - การศึกษาที่เน้นมาตรฐาน, การเรียนรู้แบบร่วมมือ – การเรียนรู้ของบุคคล (individual learning), ครูเป็นผู้ริเริ่ม - นักเรียนเป็นศูนย์กลาง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม มีครูเกาหลีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ดำเนินกิจกรรมวิชาชีพครูตามแนวทางวัฒนธรรมเรียนรู้ด้วยความร่วมมือ (collaborative learning)
ผลการค้นคว้าเพิ่มเติม
OECD รายงาน Education Policy Outlook 2021 : Shaping Responsive and Resilient Education in a Changing World อ่านข้อมูลของเกาหลีได้ที่ (๑) ผมพยายามหาข้อมูลของประเทศไทยจาก OECD Library เพื่อเปรียบเทียบ แต่ไม่พบ
รัฐบาลเกาหลีได้ประกาศนโยบายปฏิรูปการศึกษาเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๖๖ อ่านได้ที่ (๒) อ่านแล้วผมเห็นว่าเป็นการกำหนดเป้าหมายให้ทันกับยุคสมัย โดยเฉพาะความก้าวหน้าด้าน ไอที และเขาบอกว่า การเปลี่ยนหลักสูตรจาก knowledge-based curriculum ไปเป็น competency-based curriculum ไม่ง่าย ที่สำคัญคือ ไม่มีการเน้นนโยบายให้โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้ และในวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๖๖ ก็มี ข่าวนี้ ออกมา
วิจารณ์ พานิช
๒๙ ส.ค. ๖๖
ห้อง ๗๑๗ โรงแรมเซนทารา แกรนด์ บีช ภูเก็ต
ปรับปรุง ๒๗ ก.ย. ๖๖ ห้อง ๖๐๖ โรงแรมฮิลตันการ์เด้นท์ ถนน ๓๕ ตะวันตก นครนิวยอร์ก