ผมเล่าประสบการณ์รอบแรกไว้ที่ (๑)   

วันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๖ ผมไปรับการตรวจส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ    ได้ผลว่า ไม่พบมะเร็งงอกขึ้นใหม่    แต่ก็ยังต้องให้ภูมิคุ้มกันบำบัดต่อ    คือต้องไม่ประมาท   ไม่พบไม่ได้หมายความว่าไม่มี    

เดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๖   เป็นการให้ maintenance course สามครั้ง    ห่างกัน ๑ สัปดาห์เหมือน คอร์ส แรก   โดยซื้อยาตุนไว้ ๖ โด๊สเมื่อ ๓ เดือนก่อน

ครั้งแรก ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๖   

นัดให้ยาครั้งแรกวันจันทร์ที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๖   หลังการส่องกล้อง ๒ สัปดาห์    เพื่อรอให้แผลที่อาจเกิดขึ้นจากการสอดท่อหายดีเสียก่อน    เพราะหากมีแผล เชื้อวัณโรคจาก บีซีจี อาจเข้าไปทางแผล ลุกลามเป็นวัณโรคทั่วตัวได้ 

คราวนี้ อ. หมอสิทธิพร แอดไลน์กับผมเพื่อสื่อสาร ให้ผมเตือนท่านว่าผมไปใช้บริการวันไหน จะได้ไม่รอนาน    ซึ่งเมื่อผมเตือนไป ท่านก็นัดเวลา ๑๑.๔๕ น.   ช่วยให้ผมได้รับ บีซีจี เสร็จเวลา ๑๒.๒๐ น.   ท่านจะสั่งยาปฏิชีวนะให้ ๒ เม็ด กินทันทีกับเช้าวันรุ่งขึ้นครั้งละเม็ด   ผมขอไม่กิน  ใช้วิธีดื่มน้ำมากๆ แทน 

การกลั้นปัสสาวะ ๒ ชั่วโมง ให้น้ำยา บีซีจี เอิบอาบทั่วกระเพาะปัสสาวะ เป็นเรื่องง่ายสำหรับผมแล้วในตอนนี้   แต่คราวนี้รู้สึกว่าอาการอักเสบในกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะดูจะมากกว่าทุกๆ คราว    ทำให้ปวดปัสสาวะบ่อยมากในตอนเย็น    ที่ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากดื่มน้ำมาก เพื่อป้องกันการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ   

ตอนถ่ายปัสสาวะครั้งแรกหลังได้รับ บีซีจี มีลมปุดออกมาที่ปลายท่อปัสสาวะหลายครั้ง   มากกว่าตอนได้รับ บีซีจี ๖ ครั้งก่อนชัดเจน   

ตกค่ำ ผมรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว คล้ายจะมีไข้ต่ำๆ   แต่ไม่มีเทอร์โมมิเตอร์วัด   จึงเข้านอนหัวค่ำหน่อย   ก่อนนอนกินยาพาราเซตามอล และเมลาโทนิน ๕ มก.  อย่างละ ๑ เม็ด     

ตื่นเช้าวันที่ ๑๔ เมื่อยขบไปทั้งตัว    จึงกินพาราเซตามอลอีก ๑ เม็ด  และงดการเดินออกกำลัง    โดยยังดื่มน้ำมากและฉี่บ่อย รวมทั้งฉี่แล้วรู้สึกระคายในลำกล้อง    แต่ผมก็ออกไปประชุมที่ธนาคารไทยพาณิชย์ในตอนบ่ายได้    ทั้งๆ ที่ยังรู้สึกไม่ค่อยสบาย    และตอนเย็นก็รู้สึกสบายขึ้นมาก   เช้าวันที่ ๑๕ ก็กลับมาสบายตัวตามปกติ และออกไปเดินออกกำลังได้    แต่ยังไม่เดินแบบเดินเร็วมาก    

ครั้งที่ ๒  ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๖

ครั้งนี้นัดให้ไปยื่นใบนัดก่อน ๑๑.๐๐ น.  จะให้บริการราวๆ ๑๑.๓๐ น.    ผมไปยื่นใบนัด ๑๐.๓๐ น.   เจ้าหน้าที่มาเรียก ๑๐.๔๕ น.   ใส่ยาเสร็จ ๑๑.๑๐ น. โดยแพทย์ประจำบ้านชื่อ นพ. ชิตปัญญา ลีลาธัญญะกิจ เป็นผู้ใส่   ได้คุยกันว่าการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านศัลยศาสตร์ทางเดินปัสสาวะทั้งประเทศปีละ ๓๐ คน   ที่ศิริราชปีละ ๕ คน    ปีนี้มีคนสมัคร ๗ คน   ว่าหมอใหม่สมัยนี้ไม่นิยมเข้าฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน    คุณหมอสั่งยา Tab Meiact (Cefditoren) 200 mg  14 เม็ด ให้กินครั้งละเม็ด เช้าเย็น สำหรับป้องกันการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ แต่ผมไม่ได้ไปรับยา   เพราะการไม่กินจะช่วยลดการเกิดเชื้อดื้อยา    และการดื่มน้ำมากๆ ช่วยป้องกันเการติดเชื้อได้ อย่างที่ผมทำมาตลอดการได้รับ บีซีจี ๗ ครั้งก่อน   

ก่อนเที่ยง ผมก็ได้รับใบนัด ในสั่งตรวจปัสสาวะครั้งหน้า และใบสั่งยา  

ตอนไปรอรถที่หน้าร้าน S&P พบ นพ. เชิดศักดิ์ ธีรบุตร รุ่นน้องที่จุฬาฯ และที่ศิริราชรุ่น ๗๒    กับหมอผู้หญิงคงจะรุ่นเดียวกัน    จำเรื่องเก่าๆ สมัยเรียนได้ดี    ว่าผมสอบ ม. ๘ ได้ที่ ๑ ประเทศไทย   แต่สอบ organic chem ที่จุฬา ตก  แถมยังเอ่ยชื่ออาจารย์ที่สอนวิชาเคมีอินทรีย์นั้น ว่าชื่ออาจารย์นารา    หมอผู้หญิงเอ่ยชื่อเพื่อนผมที่เรียนเก่งคือ พญ.ฤทัย สกุลแรมรุ่งที่จบแพทย์จุฬาฯ ที่ ๑ ของรุ่น และได้รับทุนอานันทมหิดล  น่าเสียดายที่ฤทัยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตั้งแต่อายุราวๆ ๔๐ ปี      

ผมขยันดื่มน้ำตามเคย    แต่ตกเย็นถ่ายปัสสาวะเป็นเลือดแดงแจ๋และปวดเบ่ง    ตก ๑๗ น. รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว    กล่าวง่ายๆ ว่า คราวนี้เกิดผลข้างเคียงจากยาชัดเจนมาก    ผมโทรศัพท์รายงาน อ. หมอสิทธิพรทาง Line    ท่านบอกให้ดื่มน้ำมากๆ    และหากมีไข้ต้องไปเข้าโรงพยาบาล    เมื่อผมถามว่าควรกินยา Meiact ไหม    ท่านบอกให้กิน ผมจึงไปซื้อที่ร้านยา ๑ แผง ๑๐ เม็ด ๖๙๐ บาท   กินตามที่หมอสั่ง   และกินพาราเซตามอล ๑ เม็ด ช่วยลดอาการปวดเมื่อย

ปัสสาวะแดงแจ๋ ๖ - ๗ ครั้ง แล้วจางลง    หนึ่งทุ่มปัสาวะเป็นเลือดจางลงมาก     แต่ยังรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว    ทุ่มครึ่งปัสสาวะใส  

วันรุ่งขึ้นยังรู้สึกไม่สบาย  จึงกินพาราเซตามอลอีก ๑ เม็ด และงดการเดินออกกำลัง     วันพุธผมก็งด เพราะ อ. หมอสิทธิพรบอกว่าให้พักผ่อน อย่าเพิ่งออกกำลัง   โดยที่ในวันพุธผมรู้สึกสบายดีแล้ว          

ครั้งที่ ๓  ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๖

คราวนี้ต้องตรวจปัสสาวะก่อน    และนัด ๑๑.๓๐ น. อย่างคราวที่แล้ว    โดยในใบนัดระบุว่าเป็นคิวเสริม   ดังรูปใบนัด    ใบนัดนี้บอกเป็นนัยว่า ผมเป็นผู้ป่วยสามัญ   ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ เหมือนผู้ป่วยทั่วไป    อย่างที่ลูกสาวของผมอยากให้เป็น   และผมอยากใช้เป็นเครื่องมือเรียนรู้ว่าคนทั่วไปที่ไปรับการรักษาที่ รพ. ศิริราชเขาต้องยากลำบากเพียงใด   เพื่อผมจะได้หาทางเสนอให้มีการพัฒนา patient journey ตามที่ทางศิริราชอยากดำเนินการ   

 

 

จากเอกสารอธิบายรายละเอียดของยา บีซีจี   บอกว่าผลข้างเคียงจากมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อให้ยาไปเรื่อยๆ    คราวนี้เป็นครั้งที่ ๙   โดยที่คราวที่แล้วผลข้างเคียงคือปัสสาวะเป็นเลือด  ครั่นเนื้อครั่นตัว และปวดเมื่อย    วันนี้ผมจึงเตรียมตัวเผชิญความไม่สบายกายที่เกิดจากผลข้างเคียงของยาอย่างเต็มที่

ผมไปถึงโรงพยาบาลก่อน ๑๐ น. เล็กน้อย    ไปตรวจปัสสาวะ ซึ่งใช้เวลาเพียง ๑๕ นาทีก็เสร็จ   แล้วแวะไปเยี่ยมเพื่อนศิริราชรุ่นเดียวกันที่ไปนอกรับการรักษาที่ตึก ๘๔ ปีชั้น ๙   คือ รศ. นพ. เสน่ห์ เจียสกุล   ได้ความว่าป่วยจากถุงน้ำในตับอักเสบ และเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด    วันนี้อาการดีขึ้นแล้ว   

ผมไปยื่นใบนัดที่ห้อง ๕๑๗ ตึกสยามินทร์ เวลาราวๆ ๑๐.๓๐ น.  ได้เข้าห้องใส่บีซีจี เวลา ๑๒ น. ตรง   เวลา ๑๒.๑๐ น. ก็เสร็จเรียบร้อย โดยคุณหมอชิตปัญญา ลีลาธัญญะกิจ เป็นผู้ใส่เช่นเดียวกับคราวที่แล้ว   ผมถามผลตรวจปัสสาวะ ได้ความว่าปกติดี   หมอนัดส่องกล้องสัปดาห์หน้า วันที่ ๔ ธันวาคม ที่ผมติดไปเข้าคอร์สเตรียมตัวตาย   และวัจันทร์ที่ ๑๑ ก็ไปบรูไน   จึงขอนัดวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๖        

ออกไปนั่งรอใบนัด    เวลา ๑๓.๒๒ น. จึงได้ใบนัด และใบสั่งยา Meiact    ไปจ่ายค่าบริการ ๕๐ บาท    แล้วไปยื่นใบสั่งยาและรอคิวที่ชั้น ๑   เริ่มตั้งแต่ ๑๓.๓๐ น.   พอเวลา ๑๔.๓๐ ก็ขึ้นที่จอว่าใบสั่งยามีปัญหา   เมื่อไปหาเจ้าหน้าที่ก็ได้รับใบสั่งยาเดิมพร้อมใบให้แพทย์เซ็นเหตุผลที่ต้องใช้ยานี้ (ที่หมอลืมเซ็นแนบไว้)   แล้วเอากลับไปให้แผนกยาใหม่   และรออีกรอบหนึ่ง   ระหว่างรอผมไปฉี่ ซึ่งออกมไม่มากเพราะดื่มน้ำน้อย    ลักษณะปกติดี    ผมได้รับยาเวลา ๑๔.๔๕ น.    เป็นการทดสอบความอดทนในการรอ    ระหว่างรอมีผู้หญิงสูงอายุนั่งรออยู่ข้างๆ พูดกับลูกชายว่า มาโรงพยาบาลต้องใจเย็นๆ  ต้องรู้ว่าต้องรอ         

กลับมาขึ้นรถกลับบ้านกินซาละเปาเป็นอาหารเที่ยง    พร้อมกับ Meiact 200 mg หนึ่งเม็ด    ถึงบ้านเกือบ ๑๖ น.

เวลา ๑๖.๓๐ น. ถ่ายปัสสาวะที่บ้านครั้งที่ ๒ ตอนสุดมีเลือดออกมาสองสามหยด    หลังจากนั้นปัสสาวะมีสีเลือดจางๆ ๓ - ๔ ครั้ง    ทุ่มเศษๆ ปัสสาวะใส    อาหารปวดเมื่อยมีน้อยมาก    ไม่ต้องกินยาพาราเซตามอล    โดยผมดื่มน้ำมากตลอด   

เช้าวันที่ ๒๘ ผมรู้สึกสบายดี   แต่ตอนถ่ายปัสสาวะยังรูสึกระคายในลำกล้องบ้างเล็กน้อย    ผมงดเดินออกกำลัง       

วิจารณ์ พานิช 

๒๘ พ.ย. ๖๖