ในการสรรหาคณบดีคณะหนึ่งของมหาวิทยาลัยใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ    ก่อนประชุมคณะกรรมการสรรหาราวๆ ๑ เดือนก็มีจดหมายส่งมาถึงผมที่บ้าน   เป็นสำเนาหนังสือที่มีคนลงนามราวๆ ๙๐ คน  จากจำนวนบุคลากรทั้งหมด ราวๆ ๔๐๐ คน   ส่งถึงคณบดี ร้องเรียนว่าเขาไม่พอใจการบริหารงานของคณบดีปัจจุบัน   โดยที่เรารู้กันว่าคณบดีท่านปัจจุบันเพิ่งดำรงตำแหน่งวาระเดียว    และเป็นแคนดิเดทของการสรรหาครั้งนี้ด้วย

ในการประชุม พบว่ากรรมการทุกท่านได้รับจดหมายนี้   ผมจึงตั้งประเด็นเรียนรู้จากการประชุมครั้งนี้ขึ้นเงียบๆ ในใจ ว่า กรรมการจะตัดสินใจอย่างไร   ให้น้ำหนักต่อปัจจัยใดมากน้อยกว่ากัน  ระหว่างการสนองข้อเรียกร้องของบุคลากร กับความเจริญก้าวหน้าของหน่วยงาน   หรือจะผสมผสานสองปัจจัยหลักนี้อย่างไร 

มีคนมาให้ข้อมูลและความเห็นต่อคณะกรรมการสรรหา ๑๑ ท่าน   เป็นตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ    ที่หน่วยงานเขาเลือกกันเองว่าจะให้ใครมาให้ข้อมูล  เห็นได้ชัดเจนว่าหน่วยงานหรือกลุ่มคนที่ไม่พอใจคณบดีท่านปัจจุบัน มีการเลือกคนที่จะมาส่งเสียงให้ชัดเจนที่สุด  ว่าไม่ต้องการคณบดีท่านนี้  เพราะบริหารแล้วพวกเขาไม่มีความสุข   เป้าหมายของกลุ่มนี้คือความสุขของตน   ซึ่งเมื่อฟังทั้ง ๑๑ ท่านแล้ว ผมก็ตีความว่า คนกลุ่มนี้ปรับตัวให้เข้ากับการบริหารงานแบบใหม่ เพื่อเป้าหมายใหม่ไม่ได้ หรือไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลง    จึงรู้สึกขัดแย้งกับผู้บริหารทีมปัจจุบัน    กลุ่มนี้มีกว่าครึ่งเล็กน้อย    และไม่พูดเรื่องการพัฒนาคณะเลย    ไม่พูดเรื่องเป้าหมายใหญ่ของคณะ   พูดแต่เรื่องความอึดอัดขัดข้องไม่มีความสุขของพวกตน     

ผู้มาให้ข้อมูลอีกเกือบครึ่งสนับสนุนท่านคณบดีปัจจุบัน หรือพูดเป็นกลางๆ  ให้ข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า คณบดีท่านปัจจุบันเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารคณะตามนโยบายของมหาวิทยาลัย   ที่ต้องการยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพ สู่การบริหารหน่วยงานแบบใหม่   และริเริ่มโครงการใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม    พนักงานทุกระดับต้องปรับตัว    จึงมีคนจำนวนหนึ่ง ที่ผู้ใหญ่บางท่านที่มาให้ข้อมูลบอกว่ามีราวๆ ๑ ใน ๔ ของทั้งหมด ปรับตัวไม่ได้ หรือไม่ต้องการปรับตัว   จึงมีคนตั้งตัวเป็นหัวโจกล่าลายเซ็น โดยที่คนที่เซ็นบางคนลงนามด้วยความเกรงใจ  คำพูดนี้มาจากผู้ให้ข้อมูลสองสามคน ผมไม่ทราบว่ามีน้ำหนักให้เชื่อถือได้แค่ไหน    แต่ก็เป็นข้อเตือนสติเรื่องการให้น้ำหนักแก่ข้อมูลที่มีคนมาเสนอ   

การเป็นกรรมการชุดนี้สอนผมเรื่องการตีความข้อมูลเชิงคุณภาพ   และการให้น้ำหนักข้อมูล   

กรรมการเห็นพ้องกันว่า คณะนี้โชคดีมากที่แคนดิเดททั้ง ๓ คนเหมาะสมที่จะเป็นคณบดีทั้งสิ้น    ในความเหมาะสมต่อสถานการณ์แตกต่างกัน   แต่คณะกรรมการโชคร้ายที่ตัดสินใจยากมากระหว่างแคนดิเดทที่มีน้ำหนักสูงก้ำกึ่งกัน ๒ ท่าน    ผมเสนอความเห็นต่อที่ประชุมในช่วงหารือกันเพื่อตัดสินใจว่า    ผมให้น้ำหนัก 70:30 ระหว่างการพัฒนาคณะอย่างต่อเนื่องถูกทาง   กับการแก้ปัญหาความทุกข์ของคนหนึ่งในสี่ของคณะ   

ผมมองว่าคณบดีท่านปัจจุบันมีคุณสมบัตินักลุยเหมาะที่จะทำงานเปลี่ยนแปลงระบบที่สุด    แต่มีปัญหาที่ ๓๐%  คนหนึ่งในสี่ไม่มีความสุข  ผมมีความเห็นว่าหากท่านอธิการบดีกล้าเสี่ยงตัดสินให้ท่านคณบดีทำงานต่อ    ก็ต้องเข้าไปช่วยแนะระบบแก้ปัญหาคนส่วนหนึ่งไม่มีความสุข    โดยต้องแก้อย่างเป็นระบบ    ไม่ใช่เอาตัวเข้าไปโถมอย่างที่ท่านคณบดีปัจจุบัน เล่าแนวทางแก้ของท่านต่อคณะกรรมการ  การตัดสินใจแนวนี้ ต้องยอมรับความเสี่ยงสูงต่อการที่จะมีการรวมตัวมาร้องเรียนต่อท่านอธิการบดีอย่างที่ท่านอธิการบดีท่านก่อนนานมาแล้วเคยประสบที่คณะนี้   

โดยที่แคนดิเดทอีกท่านหนึ่งเป็นนักวิชาการที่เยี่ยมมาก    แต่ข้อมูลบางส่วนบอกผมว่า ท่านไม่เป็นนักลุย   หรือนักปฏิบัติเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง อย่างที่ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยในขณะนี้ต้องการ   แต่มีผู้มาให้ข้อมูลจำนวนหนึ่งบอกว่าท่านมีคุณสมบัติประนีประนอมดี    ผมให้ความเห็นว่า หากเลือกท่านนี้ ก็จะได้ส่วนน้ำหนัก 30% เต็มร้อย    ส่วน 70% น่าจะได้สักแปดสิบเก้าสิบ   

ผมบอกที่ประชุมว่า คนอย่างผมจะเลือกเสี่ยง เพื่อ 70   แล้วหาทางรับฟังและช่วยคนกลุ่ม 30   ให้รู้ว่าฝ่ายบริหารฟังเขา    และจะหาทางช่วย โดยเขาเองก็ต้องปรับตัวด้วย   แต่คณะกรรมการชุดนี้คุณภาพสูงมาก มีการตีความข้อมูลให้ความเห็นอย่างลึกและครบด้าน   ผมจากที่ประชุมมาก่อนพร้อมกับกรรมการอีกท่านหนึ่ง ที่มีความเห็นด้านการตัดสินใจต่างจากผม เพื่อไปขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพ    บนรถไปสนามบินผมบอกท่านว่าผมทายว่าการตัดสินใจของคณะกรรมการจะเป็นแนวทางที่ท่านเสนอ    โดยผมตระหนักว่าผมเป็น “ชนส่วนน้อย”    ที่คิดต่างจากคนอื่น   

เราลงนามในใบลงนามเสนอสภามหาวิทยาลัย     โดยตอนนั้นยังไม่ระบุว่าเสนอใคร    มอบให้องค์ประชุมที่เหลือตัดสินใจ    เพราะคนใดคนหนึ่งในสองคนเป็นคณบดีที่ดีได้    การตัดสินใจขึ้นกับการให้น้ำหนัก 70 กับ 30 เท่านั้นเอง   

อนาคตเท่านั้นที่จะบอกว่าการตัดสินใจแบบใดเหมาะสมกว่า

 วิจารณ์ พานิช

๑๘ พ.ย. ๖๖

ห้อง ๑๐๑๖   โรงแรมแกรนด์ แปซิฟิก   ชะอำ