ย้อนรอยความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซีย กับขบวนการอาเจะห์เสรี (Gerakan Aceh Merdeka, GAM)

ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซีย กับขบวนการอาเจะห์เสรี (Gerakan Aceh Merdeka, GAM) นั้นสืบเนื่องมาจากการ ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลอินโดนีเซีย ขบวนการ GAM จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อต่อสู้ เพื่อเรียกร้องเอกราช ในบริเวณอาเจะห์ ในเกาะสุมาตราของอินโด

ต้นกำเนิดรากเหง้า เนื่องจากปัญหานี้ไม่ได้มาจากแรงบันดาลใจทางศาสนาเพียงอย่างเดียวแต่มีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ร่วมด้วย ปัญหาในอะเจะห์หลักสำคัญเป็นเรื่องของปัญหาระหว่างศูนย์กลางกับท้องถิ่น อันเกิดจากการเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ในช่วงอาณานิคม(ต้องกำหนดอาณาเขต) และขยายตัวมากขึ้นหลังจากอาณานิคมสลายตัว เนื่องจากท้องถิ่นมีความสำนึกเรื่องอัตลักษณ์ของตนเอง ที่มีความแตกต่างจากศูนย์กลาง ในขณะที่ศูนย์กลางก็ต่อต้านเอกลักษณ์นั้น เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในระหว่างสร้างชาติ เราจะเห็นได้ว่าแม้อินโดนีเซียที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม แต่ปัญหาก็ยังเกิด อีกทั้งเดิมอาเจะห์มีประสบการณ์ร่วมทางประวัติศาสตร์อันมีที่มาจากการต่อสู้เรียกร้องเอกราชกับอินโดนีเซีย ดังนั้นปัญหาของอาเจะห์จึงเกิดจาก ๓ ข้อหลัก ที่รวมกันจนทำให้เกิดข้อเรียกร้องขึ้น

1 สำนึกทางประวัติศาสตร์ อะเจะห์นั้นพัฒนาตัวเองมาจากเมืองท่าการค้าซึ่งตั้งอยู่บริเวณช่องแคบมะละกา มีอิทธิพลมากในเรื่องการค้า และศาสนา เนื่องจากเป็นบริเวณแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ศาสนาอิสลามแพร่เข้ามา พร้อมๆกับการค้ากับอินเดีย เปอร์เซีย และอาหรับ คริสศตวรรษที่ 18 อะเจะห์มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นเป็นเมืองท่าส่งออกพริกไทยแทนที่มะละกา (โปรตุเกสยึดมะละกาปี ค.ศ.๑๕๑๑) ในช่วงสุลต่านอีสกันดาร์ มุดาเป็นช่วงที่อะเจะห์กระชับอำนาจการปกครองภายในรัฐ ขยายอิทธิพลเข้าไปทั่วทั้งเกาะสุมาตรา ยึดเกดะห์ เปรัด ทำส่งครามไปถึงฝั่งตะวันออกรบกับพัทลุง หลังจากสุลต่านองค์สุดท้ายอะเจะห์เริ่มเสื่อมลงเนื่องจากเสียกำลังคนไปมากเมื่อทำสงคราม อีกทั้งอะเจะห์มีขนาดเล็กเกินไป ควบคุมคนไม่ได้ เนื่องจากความแตกต่างระหว่างรัฐเกษตรกรรม และรัฐการค้า จากปัญหาภายในทำให้อะเจะห์แต่งตั้งองค์ราชินีเพื่อประโยชน์ของกลุ่มคนบางกลุ่ม หลังค.ศ.๑๖๕๐ อะเจะห์เสื่อมลงมากเนื่องจากดัตซ์เข้ายึดเกาะสุมตราและคาบสมุทรมลายูซึ่งเป็นแหล่งผลิตพริกไทย-ดีบุก อย่างไรก็ตามอาเจะห์ยังคงเป็นฐานอารยธรรม ทำให้ชาวอาเจะห์มีสำนึกรู้ว่าตนนั้นเคยยิ่งใหญ่มากต้องรบต้องสู้มามากแค่ไหน

2 โครงสร้างอำนาจภายใน สังคมอาเจะห์ประกอบด้วย ๔ ชนชั้น คือ พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์, ขุนนาง, พ่อค้า/คหบดี เเละ ราษฎร/ชาวเล อำนาจการปกครองและความมั่งคั่งเกิดจาก 3 ชนชั้นแรก ราชบัลลังก์ของอะเจะห์ค่อนข้างอ่อนแอเพราะมีการประนีประนอม สรรประโยชน์ และกระจายอำนาจให้แก่สามชนชั้นจะเห็นได้ว่า ขุนนางพ่อค้ามีความมั่งคั่ง มีอำนาจสามารถปลดสุลต่านลงได้หากไม่พอใจ ทำให้ช่วงสุลต่านอีสกันดาร์กระชับอำนาจเข้าศูนย์กลางมาก ควบคุมพ่อค้าอย่างเข้มข้น แต่การปกครองแบบนี้ทำให้การค้าอ่อนตัวลง พอถัดจากสุลต่านองค์นี้จึงตั้งราชินีแทน จากการสนับสนุนของขุนนางและพ่อค้าเพื่อดึงอำนาจกลับสู่ตนเอง หลังจาก ค.ศ.๑๖๕๐ อะเจะห์เสื่อมลง เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในอย่างมากจากการที่พวกดัตซ์เข้ามา อีกทั้งช่วงคริสศตวรรษที่ ๒๐ มีการกระชับศาสนาอิสลาม มีกระแสปฏิรูปศาสนาอิสลามจากชวา (มองว่าที่ตกเป็นอาณานิคมเพราะศาสนาไม่บริสุทธิ์ อีกทั้งคำสอนเดิมมีข้อห้ามมาก ทำให้ไม่พัฒนา) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ กลุ่มผู้นำศาสนาจึงตั้ง ขบวนการ All-Aceh Association of Ulamaหรือ PUSA) ต่อสู้ดัตซ์ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ดัตซ์ไม่ยอมให้เอกราช จึงต่อต้าน ในช่วงนั้นรัฐบาลกลางอินโดนีเซีย ประกาศให้บริเวณดังกล่าวเป็นเขตทหารพิเศษ มีอำนาจปกครองตนเอง แต่หลังต่อต้านสำเร็จกลับลดถอนสิทธินั้น เมื่อเคยลิ้มรสอิสรภาพก็ย่อมอยากได้อีก เดิมไม่ได้ขอแยกดินแดน แต่ขอสิทธิในการปกครองตนเอง แต่รัฐบาลอินโดนีเซียมองว่าต้องรวมให้เป็นหนึ่งเดียวเพราะไม่มั่นใจว่าใครจะรุกรานอีก

3จุดมุ่งหมายของรัฐชาติต่างจากความต้องการของอาเจะห์ อาเจะห์ต้องการสิทธิปกครองตนเองแต่รัฐบาลกลางไม่ให้ อีกทั้งยังเอาไปรวมกับพวกบาร์รัส(คริสเตียน)เป็นสุมาตราเหนือ นโยบายของผู้นำอินโดนีเซียขณะนั้นที่แยกศาสนาออกจากการเมือง ขณะที่อาเจะห์ต้องการเป็นรัฐอิสลาม รากฐานของความขัดแย้งเกิดจากการมองสถานะที่ต่างกันของอาเจะห์ และบทบาทของศาสนาที่แตกต่างกัน จนกระทั่งกลายมาเป็นข้อเรียกร้องขอแยกดินแดน <p>สภาพปัญหาและความขัดเเย้งที่เกิดขึ้น</p><p>ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซีย กับขบวนการอาเจะห์เสรี (GAM) ที่ต่อสู้ เพื่อเรียกร้องเอกราช โดยรัฐบาลในสมัย ประธานาธิบดี ซูกาโน เรื่อยมาจนถึง รัฐบาล เมกาวาตี ใช้นโยบายปราบปราม GAM อย่างรุนแรงรวมถึงประกาศให้อาเจะห์เป็น พื้นที่ปฏิบัติการทางทหาร (Daerah Operasi Militer, DOM) ส่งผลให้รัฐบาลอินโดนีเซีย หลังสิ้นสุดยุคระเบียบใหม่ (ค.ศ. 1998) ถูกตั้ง คำถามจากประชาคมระหว่างประเทศและเหล่าประเทศในเอเชียตะวันออดเฉียงใต้ด้วยกันเองอย่างกล้างขวาง ถึงความเป็นประชาธิปไตยและปัญหา การละเมิดสิทธิมนุษยชนในอาเจะห์ หาก พิจารณาในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)การที่อาเจะห์ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ และยังเต็มไปด้วยแหล่ง ทรัพยากรพลังงานที่สำคัญแห่งหนึ่งในภูมิภาค ดังนั้นหากรัฐบาลอินโดนีเซียยังคงปล่อยให้ สถานการณ์ความขัดแย้งบานปลายต่อไป ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียงเรื่องในบ้านระหว่าง รัฐบาลกับ GAM เท่านั้น แต่อาจตามมาด้วย ภัยคุกคามรูปแบบต่างๆ ที่แฝงมา เเละกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น การตั้งฐานกำลังของขบวนการก่อการร้ายในภูมิภาค ปัญหาความมั่นคงในเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบมะละกา ฯลฯ</p><p>การต่อสู้เพื่อเอกราชได้ปรากฏขึ้นชัดเจนในปี 2496 ในนามของกลุ่ม ดารุล อิสลาม (Darul Islam) ถึงแม้ในอีก 6 ปีถัดมา ประธานาธิบดีซูการ์โน ได้ยอมรับในหลักการให้อาเจะห์เป็นพื้นที่พิเศษ (Special Region - Daerah Istimewa) มีอิสระในการปกครองตนเองด้านศาสนา การศึกษา และ วัฒนธรรม แต่อย่างไรก็ตาม คำสัญญาเหล่านี้ก็ไม่ได้มีผลเกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ ทำให้ชาวอาเจะห์ขาดความไว้วางใจในรัฐบาลและมองว่า รัฐบาลไม่จริงใจที่จะแก้ปัญหา ความรุนแรงของการต่อสู้และจำนวนมวลชนของฝ่าย GAM ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบในช่วงระหว่างปี 2519-2532 แต่หลังจากที่ ประธานาธิบดีซูฮาร์โต ภายใต้บรรยากาศทางการเมืองแบบเผด็จการ อำนาจนิยมซึ่งมีสถานะทางการเมืองและการทหารที่เข้มแข็ง ได้ประกาศให้อาเจะห์เป็นพื้นที่ปฏิบัติการทางทหาร (Military Operations Area – Daerah Operasi Militer, DOM) ในปี 2532 ซึ่งตามมาด้วยการละเมิด สิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางโดยกองทัพอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะเป็นการ ทรมาน อุ้มฆ่า และข่มขืน โดยมีการประเมิน ตัวเลขผู้เสียชีวิตว่าอยู่ระหว่าง 1,000 – 3,000 คน และสูญหายอีกระหว่าง 900 – 1,400 คน ชาวอาเจะห์จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการดังกล่าว ได้หันมา สนับสนุนการเคลื่อนไหวของ GAM และเข้ามาเป็นแนวร่วมเพิ่มขึ้น ถือเป็นการสร้างเงื่อนไขให้กลุ่มขบวนการมีความ แข็งแกร่งมากขึ้นโดยการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของฝ่ายรัฐเอง</p><p>รองประธานาธิบดีบีเจ ฮาบีบี้ ได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจากซูฮาร์โต ซึ่งพลเอกวิรันโต (Wiranto) ผู้บัญชาการทหารได้ประกาศยกเลิกแนวทาง การใช้การทหารนำการเมืองในการแก้ปัญหาอาเจะห์ และกล่าวคำขอโทษ ต่อมาในเดือน สิงหาคม 2542 ประธานาธิบดีฮาบิบี้ได้ยินยอมให้องค์การสหประชาชาติช่วยดูแลการแก้ไขปัญหา และต่อมาเดือนตุลาคม 2542 ประธานาธิบดีอับดุลเราะห์มาน วาฮิด ซึ่งมา จากการเลือกตั้งของประชาชนตัดสินใจ ที่จะใช้แนวทางการพูดคุยสนทนากับฝ่าย GAM เพื่อหาทางออกร่วมกัน เป็นโอกาสที่ทำให้ Henry Dunant Centre for Humanitarian Dialogue (HDC) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศที่ทำงานด้านมนุษยธรรม สามารถเข้ามามีบทบาท ทั้งสองฝ่ายได้มีการลงนามร่วมกันในข้อตกลงยุติความเป็นปฏิปักษ์ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2545 ณ กรุงเจนีวา โดยมี HDC ทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย แต่ข้อตกลง ดังกล่าวก็ต้องหยุดชะงักลงหลังการลงนามเพียง 5 เดือนในสมัยของ ประธานาธิบดีเมกาวาตี ซูการ์โนบุตรี ซึ่งได้ประกาศกฎอัยการศึก และใช้ กำลังทหารเข้าปราบปรามฝ่าย GAM ครั้งใหญ่ในอาเจะห์อย่างที่ไม่เคย ปรากฏมาก่อน มีการจับกุมคุมขังด้วยวิธีการนอกกฎหมาย การสูญหาย และการอุ้มฆ่า ขึ้นอีก </p><p>สรุปการแก้ปัญหา</p><p>หลังการโค่นล้มของประธานาธิบดีซูฮาร์โตเมื่อปี 2541 นั้น บริบททางการเมืองและสังคมเศรษฐกิจได้เปิดกว้างมากขึ้น ภายใต้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศ ความเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคมโดยองค์กรภาคประชาสังคม องค์กรทางการเมืองต่างๆ และเหล่าประเทศในเอเชียตะวันนออกเฉียงใต้รวมถึงขบวนการนักศึกษาและพรรคการเมืองก็มีมากขึ้นตาม ลำดับ เกิดการตรวจสอบและเปิดเผยเรื่องราวการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยสื่อมวลชนหลายแขนง เหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในอาเจะห์ จึงได้ขยายตัวสู่การรับรู้ของสังคมโลกมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งเป็นประโยชน์ ต่อการเปิดทางสู่การแก้ปัญหาในท้ายที่สุด</p><p>ในยุคของรัฐบาลต่อๆมา ปัญหายังคงดำเนินไปควบคู่กับการแก้ไขและการเจรจาอยู่ตลอด และเมื่อถึงรัฐบาล ยูโดโยโน มีการดำเนินนโยบายแก้ไขความขัดแย้งอาเจะห์ด้วย วิธีการเจรจาภายใต้ความร่วมมือกับประชาคม ระหว่างประเทศและความร่วมมือกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควบคู่กับการดำเนินนโยบาย ต่างประเทศโดยการรับความช่วยเหลือ และขานรับข้อเรียกร้องการเจรจาสันติภาพ องค์กรจากต่างประเทศ ที่ได้รับการยอมรับให้เข้ามาสังเกตการณ์ เช่น Aceh Monitoring Mission (AMM) ประกอบไปด้วยผู้แทนจาก EU จำนวน 125 คนและจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จำนวน 93 คน (ไทย มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ และ สิงคโปร์)ในที่สุด การเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซีย กับ GAM อย่างเป็นทางการจึงเกิดขึ้น 5 รอบ ตั้งแต่ มกราคม ถึง กรกฎาคม ค.ศ. 2005 ณ กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ระหว่างกระบวนการเจรจาดังกล่าวรัฐบาลยังใช้ วิธีทางการทูต โดยเชิญทูตประจำกรุงจาการ์ต้า จากสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร สวีเดน ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และตัวแทนจากเอเชียตัววันออกเฉียงใต้คือ สิงคโปร์ เพื่อเรียกร้อง ให้สนับสนุนแนวทางของรัฐบาลและกดดันให้ฝ่าย GAM เข้าร่วมการเจรจา จนกระทั่งคู่ เจรจาสามารถบรรลุข้อตกลงใน( Memorandum of Understanding between the Government of the Republic of Indonesia and the Free Aceh Movement )ซึ่ง ลงนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2005 สามารถยุติความขัดแย้งได้ในที่สุด</p><p>สิ่งที่ตามจากการแก้ปัญหา</p><p>ในส่วนของประเด็นสิทธิมนุษยชน ตามข้อตกลงก็ได้กำหนดให้รัฐบาล จัดตั้งศาลสิทธิมนุษยชนและกำหนดให้มีคณะกรรมการค้นหาความจริงและความสมานฉันท์แห่งอินโดนีเซีย (The Indonesian Commission of Truth and Reconciliation) สำหรับกรณีอาเจะห์ขึ้นเพื่อการสร้างความยุติธรรมและความปรองดอง ในสังคม ในส่วนของการช่วยเหลือให้อดีตสมาชิก GAM กลับคืนสู่สังคมและ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง ได้มีการตั้งองค์กร ส่งเสริมการกลับคืนสู่สังคมแห่งอาเจะห์ ( Badan Reintegrasi Aceh – BRA) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทางรัฐบาลอินโดนีเซีย GAM และผู้แทนภาคประชาสังคมร่วมกันจัดตั้งขึ้น โดยมีพันธกิจในการให้ ความช่วยเหลือทางการเงินและสังคมแก่อดีตสมาชิกกลุ่ม GAM และอดีตสมาชิกกลุ่มต่อต้านฝ่าย GAMแม้ความสงบจะกลับมาสู่อาเจะห์ในระดับหนึ่งจากการ บรรลุข้อตกลงสันติภาพหรือบันทึกความเข้าใจระหว่างทั้งสองฝ่าย ตลอดจนการออกกฎหมายฉบับที่ 11/2006 ในการบริหารปกครองอาเจะห์ (Law No.11/2006 on the Governing of Aceh – LoGA) ที่ประกาศใช้ในเดือน สิงหาคม 2549 ซึ่งข้อตกลงและตัวบทกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าว ถือเป็น รากฐานสำคัญยิ่งต่อการกำหนดแนวทางการพัฒนาอาเจะห์ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม ในระยะต่อมานั้นรัฐบาลกลางอินโดนีเซีย และคณะผู้บริหารท้องถิ่นของอาเจะห์ก็ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทาย ในการแก้ไขปัญหาการกระจายรายได้ทางเศรษฐกิจ การจัดสรรเงินทุน เพื่อช่วยเหลืออดีตกลุ่มต่อสู้เคลื่อนไหวในการกลับคืนสู่สังคม การดำเนิน โครงการฟื้นฟูสภาวะแวดล้อมทางสังคมต่างๆ รัฐบาลอินโดนีเซียหลังจากแก้ปัญหาอาเจะห์มีการปรับเปลี่ยน โครงสร้างรัฐบาล นโยบาย เพื่อสร้างความร่วมมือกับประชาคมโลก และกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น กรณีอาเจะห์นั้น กลายมาเป็นเครื่องมือดำเนินกิจการต่างประเทศ ในลักษณะของการ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว” คือได้ทั้งสันติภาพในอาเจะห์และความร่วมมือ กับประชาคมระหว่างประเทศ ตลอดจนภาพลักษณ์ ที่ดีขึ้นของอินโดนีเซียในเวทีโลกอีกด้วย</p>