บทความเรื่อง Medical education must include the field’s Nazi past, expert panel urges : Authors of a new report explain the need for teaching the Holocaust’s lessons more widely   อ้างถึง Commission Report ในวารสาร The Lancet  เรื่อง   The Lancet Commission on medicine, Nazism, and the Holocaust: historical evidence, implications for today, teaching for tomorrow  เพื่อให้นักศึกษาแพทย์ได้เรียนรู้ จากความผิดพลาดของมนุษยชาติ  สำหรับนำมาพัฒนาค่านิยม (values) ด้านในหรือด้านจิตวิญญาณของตนเอง   

เขาบอกว่าเป้าหมายของเอกสาร ๗๓ หน้านี้ เพื่อพัฒนา  “educational approaches that promote ethical conduct, moral development, and the formation of a professional identity based on compassion”   เมตตาธรรมค้ำจุนโลก   ค้ำจุนวิชาชีพ  และจรรโลงใจของผู้ปฏิบัติเมตตากรรม   

น่าสนใจมาก ที่เขาบอกอีกตอนหนึ่งว่า เป้าหมายของเอกสารนี้เพื่อ “history-informed professional identity formation”   ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า วงการแพทยศาสตรศึกษาไทยควรได้ใช้เรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่สร้างความชอกช้ำให้แก่มนุษยชาติเมื่อ ๘๐ ปีก่อน ชิ้นนี้  เป็นข้อเรียนรู้เพื่อสร้างอัตตลักษณ์ด้านคุณธรรมจริยธรรมของวงการแพทย์ไทย

ข้อเสนอแนะในอีกตอนหนึ่งของบทสรุป ระบุว่า  “…learning on the formational and transformational levels—through prompting reflection on contemporary implications, for example. The aim is to support the development of morally conscious and self-critical, yet courageous and resilient health professionals— independent thinkers who are capable of upholding professional values in the face of pressure and who will, when needed, act as agents of change.”   ที่ผมตีความว่า เป็นการเตรียมพัฒนาค่านิยมที่หนักแน่น พร้อมเผชิญความจริงในการปฏิบัติวิชาชีพ    ที่มีความเย้ายวนด้านผลประโยชน์    

ผมชอบข้อสรุปเชิงเตือนสติว่า “The core values and ethics of health care are fragile and need to be protected. They require constant critical assessment and reinforcement.”   ชี้ให้เห็นว่า คนในวิชาชีพต้องร่วมกันปกป้องคุณงามความดีของวิชาชีพ   เพราะวิชาชีพดำรงอยู่ในท่ามกลางความเป็นจริงของโลก ที่มีทั้งปัจจัยแวดล้อมด้านดีและด้านชั่ว อย่างซับซ้อนและเอาแน่เอานอนไม่ได้ (ปัญหาโหด)    

เอกสารนี้มี ๖ ตอน คือ  (๑) Historical overview of medicine during Nazism and the Holocaust   (๒) Grappling with medicine’s role during Nazism after World War 2  (๓) Key implications for contemporary medicine and medical education  (๔) Specific implications for contemporary health care   (๕) Conceptual framework for teaching medicine, Nazism and the Holocaust  (๖) A roadmap for teaching the history of medicine, Nazism, and the Holocaust   แต่ละตอนมีรายละเอียดมาก มีตัวละครมาก   

ผมขอเสนอว่า โรงเรียนแพทย์ควรได้พิจารณาจัดกิจกรรมนอกหลักสูตร    ประกาศรับ นศพ. ที่สนใจเข้าร่วมกลุ่มศึกษา “วิญญาณความเป็นแพทย์”   และให้สมาชิกจัดกิจกรรมแบ่งกันอ่านและวิพากษ์รายงานนี้ร่วมกัน เป็นตอนๆ   โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยให้การสนับสนุนในลักษณะ “คุณอำนวย” (facilitator)   

กิจกรรมนี้ควรทำในวันเสาร์อาทิตย์ หรือตอนเที่ยง หรือตอนค่ำ   ตามความสะดวกของนักศึกษาและอาจารย์ “คุณอำนวย”        

การเรียนรู้นี้จะมีลักษณะเป็น experiential learning (เรียนรู้จากประสบการณ์)  และ reflective learning (เรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิด)   นำข้อมูลในเอกสารมาสะท้อนคิดร่วมกันว่า โอกาสเกิดเหตุการณ์คล้ายคลึงกันในสถานการณ์ปัจจุบันมีอย่างไรบ้าง     หากตนเองพบด้วยตนเอง จะสนองตอบอย่างไร  ด้วยหลักการอะไร    โดยเชื้อเชิญให้ทั้งนักศึกษาและอาจารย์ที่เข้าร่วม พูดออกมาจากใจ   ไม่กังวลเรื่องถูกผิด    โดยอาจารย์ทำหน้าที่วิทยากรกระบวนการ คอยตั้งคำถามให้คิด (สะท้อนคิด) 

อาจารย์ที่ปรึกษาควรได้อ่านเอกสารทั้งเล่ม   เพื่อจะได้แนะนำการแบ่งการอ่าน และประชุมสะท้อนคิดร่วมกันเป็นตอนๆ   ผมไม่ได้อ่านลงรายละเอียดทั้งหมด ได้แต่อ่านผ่านๆ    มีความเห็นว่า ตอนที่ ๔ การเชื่อมโยงสู่ปฏิบัติการวิชาชีพแพทย์ในปัจจุบัน น่าจะมีประโยชน์มาก

ข้อเตือนใจอีกอย่างคือ การเรียนรู้นี้ต้องตั้งกระบวนทัศน์เชิงบวก   ไม่มุ่งตำหนิหรือว่าร้ายใคร  แต่มุ่งเอาประวัติศาสตร์มาเป็นประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้   เพื่อสร้างค่านิยมเชิงบวกใส่ตนเองและวงการวิชาชีพ   

วิจารณ์ พานิช

๒๕ พ.ย. ๖๖