เว็บไซต์ University World News เผยแพร่บทความ Exemplary Lessons : Rectors share sustainability strategies เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๖ บอกว่า มหาวิทยาลัยต้องทำหน้าที่ผู้นำสังคม ในการบรรลุ SDG ข้อเรียกร้องนี้ เพิ่มอีกวิกฤติหนึ่งให้แก่มหาวิทยาลัย
วิกฤติที่มีอยู่แล้วคือ ข้อเรียกร้องให้ทำหน้าที่มากขึ้น โดยมีทรัพยากรสนับสนุนลดลง ตอนนี้เพิ่มข้อเรียกร้องให้ดำเนินการอย่างยั่งยืน แล้วทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางสังคม ให้สังคมดำเนินการอย่างยั่งยืน โดยร่วมกันพัฒนารูปแบบการพัฒนาที่สอดคล้องกับ SDG
ผมตีความปรับเป็นข้อท้าทายและโอกาสของอุดมศึกษา ว่า เป็นยุคของการพัฒนาวิชาการเพื่อเปลี่ยนขาดสถาบันอุดมศึกษาที่พัฒนาวิชาการในภารกิจทุกด้าน เพื่อเป็นผู้นำกระบวนทัศน์และการปฏิบัติที่สอดคล้องกับ SDG โดยมีโมเดล BCG และ ESG ช่วยหนุน จากหลัก BCG และ ESG นี้ มหาวิทยาลัยสามารถริเริ่มกิจการภายในทั้งด้านการบริหารองค์กร และการทำงานวิชาการทุกด้าน ในลักษณะของการริเริ่มใหม่ๆ ร่วมกับภาคส่วนทำมาหากิน (real sectors) ในลักษณะ engagement creative activities เป็นตัวอย่างผลงานภายใต้กระบวนทัศน์ SCG ทำหน้าที่ catalyst for change/transformation ร่วมกัน
บทความเสนอ ๓ เสาหลักของการริเริ่มโดยมหาวิทยาลัย คือ
- วางแผนกลยุทธระดับสถาบัน ในการเริ่มที่กิจกรรมพื้นฐาน ที่จะขยายผลได้ง่าย ผมตีความว่า เริ่มที่กิจกรรมที่บรรลุผลได้ไม่ยาก ที่เรียกว่า low-hanging fruits ที่ดำเนินการขยายผลออกไปได้ไม่ยาก
- ดำเนินการเปลี่ยนขาดกิจกรรมที่มีผลต่อความยั่งยืนโดยตรง เช่นการออกแบบอาคาร การจัดการของเสีย เป็นต้น
- การรณรงค์สร้างความตระหนักในชุมชนวิชาการให้เปลี่ยนพฤติกรรมประจำวันบางอย่าง โดยตระหนักว่าเชื่อมโยงสู่หลักความยั่งยืนอย่างไร กลยุทธข้อ ๓ นี้เชื่อมโยง หรือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธระดับสถาบันในข้อ ๑
เท่ากับเขาเรียกร้องให้สถาบันอุดมศึกษาทำตัวเป็นองค์กรตัวอย่างด้านการดำเนินการเพื่อความยั่งยืนของโลก ที่จะต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งหมายความว่า สมาชิกขององค์กรจะต้องยึดถือพฤติกรรมเพื่อความยั่งยืนทั้งในเรื่องงาน ชีวิตส่วนตัว และปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยองค์กรมีมาตรการหนุน และวัดความก้าวหน้าเพื่อการเรียนรู้และปรับตัวต่อเนื่อง ให้เกิดสภาพ win – win ทั้งในระดับบุคคล ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล องค์กร และโลก
องค์การยูเนสโก ภาคพื้นละตินอเมริกา จัดโครงการฝึกอบรมอธิการบดี Sustainable University Leadership and Governance. Towards the 2030 Agenda ตั้งแต่เดือนกันยายน ถึงธันวาคม ๒๕๖๖ เพื่อให้อธิการบดี และผู้บริหารระดับสูงอีกมหาวิทยาลัยละ ๒ คน มาร่วมแชร์ประสบการณ์และเรียนรู้ร่วมกัน แล้วกลับไปดำเนินการในมหาวิทยาลัยของตนโดยมีพี่เลี้ยง และมีการแชร์ข้อมูลและประสบการณ์กัน ออนไลน์และออนไซต์
เป็นตัวอย่างให้ ภาคพื้นเอเซียแปซิฟิกของเราพิจารณาร่วมกันเรียนรู้และพัฒนาบ้าง รวมทั้งประเทศไทยพิจารณาจัดกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้จากประสบการณ์ในทำนองเดียวกัน
พอดีได้รับเอกสาร (ร่าง) แนวทางขับเคลื่อนนโยบาย Learn to Earn อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสนอให้ประเทศไทยก่อตั้ง “สถาบันส่งเสริมสมรรถนะต่อเนื่องเพื่ออาชีพที่มั่นคง” (สอม.) ทำหน้าที่ (๑) ส่งเสริมการเรียนรู้ที่มีเป้าหมายยกระดับรายได้และการมีงานทำอย่างชัดเจน (๒) ส่งเสริมทักษะที่ตรงเป้า (๓) จัดการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย (๔) จัดชุดมาตรการสนับสนุนที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ ที่มี นพ. สุภกร บัวสาย เป็นหัวหน้าคณะทำงานแบบซุ่มเงียบ
นำสู่คำถามว่า สถาบันอุดมศึกษาจะเข้าร่วมขบวนการนี้อย่างไร ทั้งเพื่อความยั่งยืนของตนเอง และของสังคมไทย
วิจารณ์ พานิช
๑๗ ต.ค. ๖๖