ในเรื่องของการเพิ่มความสุข เชื่อว่าเกิดจากปัจจัยภายในจิตใจของแต่ละบุคคล เพราะแต่ละคนจะมีความชอบและมีความพึงพอใจต่อความรู้สึกสุขด้วยวิธีการ รูปแบบ และในระดับที่แตกต่างกันไป รวมทั้งการรักษาความสมดุลทางใจ ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและใช้ศาสตร์หลายส่วนเข้ามาช่วยฝึกฝน จึงจะสามารถสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นได้ โดยขอยกตัวอย่าง “ฌาน 4” ตามหลักธรรมพระพุทธศาสนา ที่จะช่วยให้เกิดความสุขทางใจ จากการฝึกเพ่งอารมณ์จิตใจอย่างแน่วแน่จนเกิดอารมณ์เป็นหนึ่ง เข้าสู่อัปปนาสมาธิที่มีภาวะจิตใจที่สงบแท้จริง ประกอบด้วย
1) ฌานที่ 1 ปฐมฌาน (วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา) โดยใช้คำภาวนาและพิจารณาในขันธ์ 5 หรือกำหนดลมหายใจเข้าออก เพื่อให้จิตทรงตัว
2) ฌานที่ 2 ทุติยฌาน (ปิติ สุข เอกัคคตา) โดยคำภาวนาจะหายหรือหยุดไปเอง ไม่มีวิตกวิจาร แต่จะมีจิตใจชุ่มชื่น ลมหายใจเบาสบาย มีแต่ปีติ และเอกัคตารมณ์ คือ มีอารมณ์เป็นหนึ่งและทรงตัวมากขึ้น
3) ฌานที่ 3 ตติยฌาน (สุข เอกัคคตา) ลมหายใจจะเบามากและความอิ่มเอิบหายไป เหลือแต่ความสุขเยือกเย็น โดยจิตทรงตัวมาก อารมณ์ไม่เคลื่อนไหว ได้ยินเสียงภายนอกเบาลง และการทรงตัวแน่นสนิท
4) ฌานที่ 4 จตุตถฌาน (อุเบกขา เอกัคคตา) คือการตัดสุขได้ ไม่รับการสัมผัสทางจิตใจไม่มีความรู้สึก ทั้งจากเสียง ลม ยุ่งกัด เหลือแต่เอกัคตาพร้อมด้วยอุเบกขา ซึ่งฌานขั้นนี้เป็นอาการทางจิตที่ทรงตัวสมาธิดี มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ มีความสว่างไสวในจิต หากสามารถฝึกให้จิตทรงตัวอยู่ตลอดเวลา ก็จะนำไปสู่การเกิด “ทิพจักขุญาณ” ตามมาได้โดยง่าย