เรื่องพระนางสุปปวาสา (พระมารดาของพระสีวลีเถระ)
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
๒๖. พราหมณวรรคหมวดว่าด้วยพราหมณ์
๓๑. สีวลิเถรวัตถุ
เรื่องพระสีวลีเถระ
(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
[๔๑๔] ผู้ใดก้าวพ้นทางอ้อม (ทางอ้อม หมายถึงราคะ) ทางหล่ม (ทางหล่ม หมายถึงกิเลส) สงสาร (สงสาร หมายถึงสังสารวัฏ (การเวียนว่ายตายเกิด)) และโมหะได้แล้ว ข้ามไปถึงฝั่งแล้ว เจริญฌาน ไม่หวั่นไหว หมดความสงสัย ดับเย็น เพราะไม่ถือมั่น เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
---------------------
คำอธิบายเพิ่มเติม นำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พราหมณวรรคที่ ๒๖
๓๑. เรื่องพระสีวลีเถระ [๒๙๔]
พระศาสดา เมื่อทรงอาศัยเมืองกุณฑิโกลิยะ ประทับอยู่ในป่าชื่อกุณฑธาน ทรงปรารภพระสีวลีเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า.
พระนางสุปปวาสาทรงอดกลั้นทุกข์ได้ด้วยวิตก ๓ ข้อ
ความพิสดารว่า ในสมัยหนึ่ง พระธิดาของพระโกลิยวงศ์พระนามว่าสุปปวาสา ทรงครรภ์สิ้น ๗ ปี มีครรภ์อันหลง (มาอีก) ๗ วัน ถูกทุกขเวทนากล้าเผ็ดร้อนถูกต้องแล้ว, ทรงอดกลั้นทุกข์นั้น ด้วยวิตก ๓ ข้อเหล่านี้ คือ
(๑) พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ทรงแสดงธรรมเพื่อละทุกข์แห่งรูปนี้นี่แหละ, พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบหนอ;
(๒) พระสงฆ์สาวกใดปฏิบัติเพื่อละทุกข์แห่งรูปนี้นี่แหละ, พระสงฆ์สาวกนั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้วหนอ;
(๓) ทุกข์เห็นปานนี้ ไม่มีในพระนิพพานใด. พระนิพพานนั้น เป็นสุขดีหนอ"
ดังนี้แล้ว ทรงส่งพระสวามีไปสู่สำนักของพระศาสดา เมื่อพระสวามีนั้นกราบทูลการถวายบังคมแด่พระศาสดา ตามคำของพระนางแล้ว
ในขณะที่พระศาสดาตรัสว่า "พระธิดาโกลิยวงศ์พระนามว่าสุปปวาสาจงเป็นผู้มีสุข ไม่มีโรค ประสูติพระโอรสซึ่งหาโรคมิได้เถิด" ดังนี้นั่นแหละ เป็นผู้สบาย หายพระโรค ประสูติพระโอรส (พระสีวลีเถระ) ผู้หาโรคมิได้แล้ว ทรงนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้ว ได้ทรงถวายมหาทาน สิ้น ๗ วัน.
พระโอรสได้บรรลุพระอรหัต
แม้พระโอรสของพระนาง ถือเอาธมกรกกรองน้ำถวายพระสงฆ์ได้ จำเดิมแต่วันที่ประสูติแล้ว. ในกาลต่อมา พระโอรสนั้นเสด็จออกบรรพชา แล้วบรรลุพระอรหัต.
ต่อมาวันหนึ่ง พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมว่า "ผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านจงดูภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งพระอรหัตชื่อเห็นปานนี้ ยังเสวยทุกข์ในท้องของมารดาตลอดกาล ประมาณเท่านี้ จะป่วยกล่าวไปไยเล่าถึงชนเหล่าอื่น ทุกข์เป็นอันมากหนอ อันภิกษุนี้ถอนแล้ว."
พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า "ด้วยกถาชื่อนี้"
จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เออ บุตรของเราพ้นจากทุกข์ประมาณเท่านี้แล้ว บัดนี้ ทำพระนิพพานให้แจ้งแล้วอยู่"
ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
โย อิมํ ปลิปถํ ทุคฺคํ สํสารํ โมหมจฺจคา
ติณฺโณ ปารคโต ฌายี อเนโช อกถงฺกถี
อนุปาทาย นิพฺพุโต ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.
ผู้ใด ล่วงทางอ้อม หล่ม สงสาร และโมหะนี้ไปแล้ว เป็นผู้ข้ามไปได้ ถึงฝั่งมีปกติเพ่ง หากิเลสเครื่องหวั่นไหวมิได้ ไม่มีความสงสัยเป็นเหตุกล่าวว่าอย่างไร ไม่ถือมั่น ดับแล้ว, เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.
พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานั้น (ดังนี้) :-
ความว่า ภิกษุใด ล่วงทางคือราคะ หล่มคือกิเลส สังสารวัฏ และโมหะอันไม่ให้แทงตลอดอริยสัจทั้ง ๔ นี้ไปแล้ว เป็นผู้ข้ามโอฆะทั้ง ๔ ได้ ถึงฝั่งแล้วโดยลำดับ มีปกติเพ่งด้วยฌาน ๒ อย่าง, ชื่อว่าหากิเลสเครื่องหวั่นไหวมิได้ เพราะไม่มีตัณหา, ชื่อว่าไม่มีความสงสัยเป็นเหตุกล่าวว่าอย่างไร เพราะไม่มีวาจาเป็นเครื่องกล่าวว่าอย่างไร, ชื่อว่าไม่ถือมั่นแล้ว เพราะไม่มีอุปาทาน, ชื่อว่าดับแล้ว เพราะอันดับไปแห่งกิเลส; เราเรียกภิกษุนั้นว่า เป็นพราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระสีวลีเถระ จบ.
-----------------------------------------------------