ผู้ไม่มีกรรมชั่ว ทางกาย วาจา และใจ สำรวมระวังได้ครบทั้ง ๓ ทวาร เราเรียกว่า พราหมณ์

เรื่องพระนางมหาปชาบดีโคตรมี

 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต

๒๖. พราหมณวรรคหมวดว่าด้วยพราหมณ์

๘. มหาปชาปตีโคตมีวัตถุ

เรื่องพระนางมหาปชาบดีโคตรมี

 

             (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุณีทั้งหลาย ดังนี้)

             [๓๙๑] ผู้ไม่มีกรรมชั่ว (กรรมชั่ว หมายถึงกรรมที่มีโทษ มีทุกข์เป็นกำไร นำสัตว์ให้ตกไปในอบาย) ทางกาย วาจา และใจ สำรวมระวังได้ครบทั้ง ๓ ทวาร เราเรียกว่า พราหมณ์

----------------

 

คำอธิบายเพิ่มเติม นำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พราหมณวรรคที่ ๒๖

               ๘. เรื่องพระนางมหาปชาบดีโคตมี [๒๗๑]               
               

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระนางมหาปชาบดีโคตมี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า.


               พระศาสดาทรงบัญญัติครุธรรม ๘               

               ความพิสดารว่า พระนางมหาปชาบดีโคตมีพร้อมกับบริวารรับครุธรรม ๘ ประการ (ภิกษุณีถึงมีพรรษาตั้ง ๑๐๐ ต้องกราบไหว้ภิกษุผู้อุปสมบทในวันนั้น ๑. ต้องอยู่จำพรรษาในอาวาสภิกษุ ๑. ต้องหวังต่อธรรมทั้ง ๒ คือ ถามอุโบสถและไปรับโอวาทจากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน ๑. ออกพรรษาแล้ว ต้องปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ๑. ต้องครุธรรมแล้ว พึงประพฤติปักขมานัตในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ๑. ต้องแสวงหาอุปสมบทแก่นางสิกขมานาผู้ศึกษาในธรรม ๖ สิ้น ๒ ปีแล้วในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ๑. ด่าแช่งภิกษุไม่ได้ ๑. ปิดทางไม่ให้ภิกษุณีสอนภิกษุ เปิดทางให้ภิกษุกล่าวสอนอย่างเดียว ๑.) อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้ว ในเมื่อเรื่องยังไม่เกิดขึ้น เหมือนบุรุษผู้มีชาติมักประดับรับพวงดอกไม้หอมด้วยเศียรเกล้า ได้อุปสมบทแล้ว. อุปัชฌายะหรืออาจารย์อื่นของพระนางไม่มี.
               ภิกษุทั้งหลายปรารภพระเถรีผู้มีอุปสมบทอันได้แล้วอย่างนั้น โดยสมัยอื่น สนทนากันว่า "อาจารย์และอุปัชฌายะของพระนางมหาปชาบดีโคตมี ย่อมไม่ปรากฏ พระนางถือเอาผ้ากาสายะทั้งหลายด้วยมือของตนเอง."
               ก็แล ครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว ภิกษุณีทั้งหลายประพฤติรังเกียจอยู่ ย่อมไม่ทำอุโบสถ ไม่ทำปวารณาร่วมกับพระนางเลย. ภิกษุณีทั้งหลายนั้นไปกราบทูลเนื้อความนั้นแม้แด่พระตถาคตแล้ว.

 

               คนที่ควรเรียกว่าพราหมณ์               

               พระศาสดาทรงสดับคำของภิกษุณีเหล่านั้นแล้ว จึงตรัสว่า
               "ครุธรรม ๘ ประการ เราให้แล้วแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี เราเองเป็นอาจารย์ เราเองเป็นอุปัชฌายะของพระนาง ชื่อว่าความรังเกียจในพระขีณาสพทั้งหลายผู้เว้นแล้วจากทุจริตทั้งหลายมีกายทุจริตเป็นต้น อันเธอทั้งหลายไม่ควรทำ".
               ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

               ยสฺส กาเยน วาจาย           มนสา นตฺถิ ทุกฺกตํ

              สํวุตํ ตีหิ ฐาเนหิ               ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

              ความชั่วทางกาย วาจา และใจ ของบุคคลใดไม่มี, เราเรียกบุคคลนั้น ผู้สำรวมแล้วโดยฐานะ ๓ ว่าเป็นพราหมณ์.

               ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.


               เรื่องพระนางมหาปชาบดีโคตมี จบ.               
               -----------------------------------------------------