“กองรบ” ของ สบช. คือวิทยาลัย ที่เวลานี้มี ๓๙ วิทยาลัย กระจายอยู่ทั่วประเทศ และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น เป็น “หน่วยปฏิบัติ” ที่จะทำหน้าที่สร้างสรรค์ระบบสุขภาพปฐมภูมิให้แก่ประเทศไทย และแก่โลก
คำถามที่สมาชิกใน “ครอบครัว สบช.” (ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายกำกับดูแลหรืออภิบาล) จะต้องร่วมกันถามคือ เพื่อให้ “กองรบ” ทำหน้าที่ริเริ่มสร้างสรรค์ และพัฒนา ความเป็นเลิศของ สบช. ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิได้อย่างได้ผล เราจะต้องช่วยกันเสริมความเข้มแข็งให้แก่ “กองรบ” อย่างไร “กองรบ” ต้องการแรงหนุนอย่างไรบ้าง
ที่สำคัญคือ “กองรบ” ต้อง transform ตนเองอย่างไรบ้าง เพื่อทำอะไร และเลิกทำอะไร เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติเสียแต่บัดนี้
จึงเกิดความคิดว่า การประชุมแบบ รีทรีต ครั้งที่ ๒ ของปี ๒๕๖๖ ที่ควรจัดหลังการประชุมครั้งที่แล้วราวๆ ๖ เดือน คือควรจัดในเดือนสิงหาคม ๒๕๖๖ น่าจะจับเรื่องนี้ “ยุทธศาสตร์เปลี่ยนขาดวิทยาลัยในสังกัด สบช. เพื่อความเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นเลิศด้านการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ” โดยมีการส่งสัญญาณให้วิทยาลัยเตรียมตัวตั้งแต่บัดนี้
รีทรีตคราวหน้า ควรมอบให้วิทยาลัยร่วมกันจัด และร่วมกับสภาคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงาน ประธานควรเป็นผู้อำนวยการวิทยาลัย หรือประธานสภาคณาจารย์ฯ มีผู้บริหารระดับรองอธิการบดีร่วมเป็นกรรมการไม่เกิน ๒ ท่าน และอาจมีผู้อำนวยการกองเข้าร่วมเป็นกรรมการไม่เกิน ๒ ท่าน แต่ระบบบริหารกลางต้องเข้าไปเอื้ออำนวยความสะดวกเต็มที่ ในทุกๆ ด้าน
การเตรียมตัวของวิทยาลัย ควรดำเนินการทั้งในระดับภายในแต่ละวิทยาลัย และดำเนินการเป็นเครือข่ายวิทยาลัยตามภูมิศาสตร์ที่ตั้ง โดยมุ่งให้วิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยสาธารณสุขฯ ร่วมกันคิด เพื่อวางรากฐานการทำงานเป็นเครือข่ายข้ามคณะ และข้ามออกไปนอก สบช. ด้วย ไม่คิดติดกรอบภายในสถาบันเท่านั้น
ดังนั้น ในการประชุมรีทรีต จึงจะมีข้อเสนอของ กลุ่มวิทยาลัยภาคเหนือ กลุ่มวิทยาลัยภาคอีสาน กลุ่มวิทยาลัยภาคกลาง และกลุ่มวิทยาลัยภาคใต้ โดยภาคอีสานอาจแยกเป็นอีสานเหนือและใต้ รวมเป็น ๕ กลุ่ม โดยจำนวนวิทยาลัยในแต่ละกลุ่มใกล้เคียงกัน และมีวิทยาลัยสาธารณสุขอยู่ในทุกกลุ่ม ดังนั้น เกณฑ์ในการแบ่งกลุ่มจึงต้องมีความยืดหยุ่นสูง โดยเป้าหมายคือการฝึกทำงานร่วมมือกันเป็นเครือข่าย
ย้ำว่า การแบ่งกลุ่มมีความยืดหยุ่นสูง ดังนั้น อาจแบ่งเป็น ๖ หรือ ๗ กลุ่มก็ได้
ข้อเสนอของแต่ละกลุ่ม ต้องมีทั้งหลักการและวิธีการ รวมทั้งแนวทางปฏิบัติ และติดตามผล สำหรับเอามา รีทรีตกันทุกเดือนสิงหาคมของทุกปี เพื่อขับเคลื่อนความเข้มแข็งของวิทยาลัยให้จงได้ โดยได้รับแรง enabling & empowerment โดยฝ่ายบริหารสถาบัน และสภาสถาบัน
ย้ำว่า ต้องออกแบบยุทธวิธี โดย stakeholders มีส่วนร่วมคิดและร่วมทำ มีการคิดและทำอย่างเป็นระบบ มีวงจรเรียนรู้และปรับตัว หากมีการประยุกต์ใช้ design thinking ด้วย ก็จะยิ่งดี
“กองรบ” ของ สบช. ต้องออกแบบ “ชาลาปฏิบัติการ” ใหม่ของตน เพื่อการทำหน้าที่สถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิระดับพื้นที่ คือจังหวัดหรือภาค โดยต้องมี “ชาลาปฏิบัติการ” ทั้งภายในวิทยาลัย, ในเครือข่ายวิทยาลัย และในหน่วยงานภาคีในพื้นที่ แล้วนำมาเสนอในการประชุมแบบ รีทรีต เดือนสิงหาคม ปี ๒๕๖๖ และนำเสนอความก้าวหน้า และข้อเรียนรู้เพื่อพัฒนา ใน รีทรีตเดือนสิงหาคม ๒๕๖๗, ๒๕๖๘, ... ทุกปี
ขอเสนอข้อคิดเห็นนี้ เพื่อให้คนในครอบครัว สบช. ช่วยกันคิดต่อ โดยรีทรีตอาจเป็นเดือนอื่นที่ใกล้เคียงกับเดือนสิงหาคมก็ได้ แต่ควรกำหนดให้ทำได้ต่อเนื่องทุกปี และไม่ควรจัดตรงกับวันสถาปนาสถาบัน ๖ เมษายน เพราะวันนั้นมีแนวโน้มจะจัดงานฉลอง แต่งาน รีทรีต ที่เสนอเป็นงานที่ต้องใช้กระบวนทัศน์ที่กว้างกว่า สบช. คือกระบวนทัศน์ของประเทศ และโลก
เป็นการขับเคลื่อนกระบวนการเพื่อให้ สบช. เป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิของไทย และของโลก ผ่านการสร้างความเข้มแข็งของ “กองรบ” ที่มียุทธวิธีสร้างความเข้มแข็งจากการทำงานร่วมกับ stakeholders ในพื้นที่ ใช้ผลงานที่คนในพื้นที่สัมผัสได้ เป็นพลังขับเคลื่อนระยะยาว
โดยมีความเชื่อว่า การทำงานเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น คือเส้นทางสู่ความเจริญก้าวหน้าของตนเอง
วิจารณ์ พานิช
๑ เม.ย. ๖๖ ปรับปรุง ๑๘ เม.ย. ๖๖
Would this ‘ต้องออกแบบ “ชาลาปฏิบัติการ” ใหม่ของตน’ be a cultural change as well as operational arena?
Inclusion of drones in warfare (in Ukraine) created new battle grounds and new practices. [Drone] Technicians become indispensable resources and agents of change. Similar developments are occurring in mining, farming, surveying and monitoring. I would say that a new tool for data collection is a new frontier.