ในการประชุมสานเสวนาเพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์ใช้ DE ๓ ปี ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๖ ผมได้เรียนรู้พลังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) ในรูปแบบใหม่ ที่เชื่อมโยงกับกระบวนทัศน์ความสัมพันธ์ระยะยาว หรือ long-term engagement
คณบดีและทีมคณะทำงาน (DE facilitators) เล่าว่ามี ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่อยู่นอกมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งแสดงความกังวลเรื่องความต่อเนื่องของความสัมพันธ์ เกรงว่าเมื่อเปลี่ยนคณบดี อาจทำให้ความร่วมมือกันเกิดสะดุดหรือสิ้นสุด เขาไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น อยากให้เป็นความร่วมมือระยะยาว สะท้อนกระบวนทัศน์ long-term engagement ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
จะเห็นว่า เรื่องผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับส่วนงานมีความซับซ้อน หลากหลาย และละเอียดอ่อน คณบดีและทีมประเมินพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า กระบวนการ DE ที่กำหนดให้พูดคุยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้ช่วยเปิดกระบวนทัศน์ใหม่ว่าด้วยการทำงานแบบมองออกไปภายนอกส่วนงาน ช่วยเปิดโลกทัศน์ในการทำงาน ที่เป็น feedback กลับมาปรับรูปแบบการปฏิบัติงาน ให้เป็น result-based management ที่กำหนดผลงานจากหลายมุมมอง เพิ่มมุมมองจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก ที่ผมตีความว่า นี่คือส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนขาด (transformation) ของสถาบันอุดมศึกษา เปลี่ยนจากท่าทีหรือกระบวนทัศน์หอคอยงาช้าง ไปสู่กระบวนทัศน์ “คลุกคลีกับสังคม” (social/community engagement)
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภายนอก นำเอาแนวคิดเป้าหมายงานในลักษณะใหม่ๆ จากมุมมองของผู้ปฏิบัติงาน หรือดำรงชีวิตอยู่ในสังคม และยังมีแนวคิดเรื่องวิธีปฏิบัติงานให้เกิดผลด้วยวิธีการสมัยใหม่ ช่วยเป็นข้อมูลป้อนสู่การพัฒนา result-based management ของส่วนงาน และในบาง/หลายกรณี ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบางคนหรือบางกลุ่มอาจช่วยเอื้อให้ส่วนงานสร้างผลงานในระดับนวัตกรรมได้ มีคณบดีเล่าประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นในทำนองนี้ ที่ท่านคณบดีและทีมงานนึกไม่ถึง แต่เมื่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียช่วยสะกิด ก็นึกออกและลองปฏิบัติ พบว่าเกิดผลดีอย่างคาดไม่ถึง ได้วิธีทำงานแบบใหม่
มหาวิทยาลัยต้องการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นแบบเป็นหุ้นส่วน และมีปฏิสัมพันธ์กันในระยะยาว กระบวนการ DE จะช่วยสร้างความเข้าใจต่อกันและกันในมิติที่ลึก และเห็นคุณค่าของการเป็นหุ้นส่วนนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น นำสู่ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น และมีกลไกให้ธำรงความเป็นหุ้นส่วนระยะยาว ที่มีการพัฒนาความร่วมมืออย่างต่อเนื่องเป็นพลวัต
สรุปว่า กระบวนการ DE ช่วยให้ค้นพบคุณค่าของ stakeholders ที่เข้ามาเสริมพลังความสร้างสรรค์จากมิติความคิด/กระบวนทัศน์ และเทคนิควิธีทำงานแนวใหม่ ช่วยให้มหาวิทยาลัยพัฒนานวัตกรรมสร้างสรรค์ในการทำหน้าที่อุดมศึกษายุคใหม่ ที่เน้นสนองการพัฒนาชุมชน พื้นที่ และประเทศ ช่วยให้ค้นพบ stakeholders ที่เป็น “มิตรแท้” หรือ “เพื่อนตาย” คบกันในเป้าหมายเป็นหุ้นส่วนกันในระยะยาว
ผมตีความว่า กระบวนการ DE ได้เป็นเครื่องมือให้คนมหาวิทยาลัยเกิดความตระหนักว่า ตนจะทำหน้าที่ได้ดีต้องแสวงหาหุ้นส่วนภายนอก สำหรับร่วมมือกัน เพื่อการบรรลุเป้าหมายในการทำหน้าที่สถาบันอุดมศึกษา และในขณะเดียวกันก็ช่วยให้หุ้นส่วนบรรลุเป้าหมายงานของตน
และที่สำคัญที่สุดคือ เป้าหมายดังกล่าวต้องเป็นเป้าเคลื่อนไหวและยกระดับในระยะยาว ที่จะบรรลุได้ ต้องมีความร่วมมือกันหลายฝ่าย
วิจารณ์ พานิช
๒ มิ.ย. ๖๖
Would we be able to develop ‘evaluators’ (also motivators and influencers) for ‘better’ organizational governance?